นั้นมา. ก็ในกาลนั้น สัตว์ผู้มีบุญคนหนึ่งจุติจากพรหมโลก บังเกิด
เป็นกุมาริกาในเรือนพราหมณ์ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนิคมคามแคว้น
กาสีนั่นเอง บิดามารดาได้ขนานนามกุมาริกานั้นว่า สัมมิลลหา-
สินี. กุมาริกานั้น ในเวลามีอายุ ๑๖ ปี เป็นผู้มีรูปงามชวนชม เปรียบ
ด้วยนางเทพอัปสร สมบูรณ์ทั่วสารพางก์กาย. ชื่อว่าความคิดด้วย
อำนาจกิเลสไม่เคยเกิดขึ้นแก่นางเลย นางได้เป็นยาวพรหมจารีนีโดย
แท้จริง. ชนทั้งหลายพารูปทองคำนั้นเที่ยวไปถึงบ้านนั้น. คนทั้งหลาย
ในบ้านนั้น เห็นรูปทองคำนั้นแล้วพากันกล่าวว่า เพราะเหตุไรนาง
สัมมิลลหาสินี ธิดาของพราหมณ์ชื่อโน้น จึงมายืนอยู่ที่นี้. มนุษย์
ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงไปยังตระกูลพราหมณ์สู่ขอนางสัมมิลลหาสินี
นั้น. นางจึงส่งข่าวแก่บิดามารดาว่า เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว
ดิฉันจักบวช ดิฉันไม่ต้องการครองเรือน. บิดามารดานั้นจึงกล่าวว่า
กุมาริกาเจ้าจะทำอะไรได้ แล้วรับเอารูปทองคำส่งนำไปด้วยบริวาร
เป็นอันมาก. เมื่อพระโพธิสัตว์และนางสัมมิลลหาสินี ทั้งสองคน ไม่
ปรารถนาเลย บิดามารดาก็ทำการมงคล สมรสให้. คนทั้งสอง
นั้นอยู่ในห้องเดียวกัน แม้จะนอนอยู่บนที่นอนเดียวกัน ก็ไม่ได้แล
ดูกันและกันด้วยอำนาจกิเลส อยู่ในสถานที่เดียวกัน เหมือนภิกษุ ๒ รูป
และเหมือนพรหม ๒ องค์ อยู่ในที่เดียวกันฉะนั้น. จำเนียรกาลล่วง
มา บิดามารดาของพระโพธิสัตว์ได้ทำกาลกิริยาตายลง พระโพธิสัตว์
นั้นกระทำการฌาปนกิจสรีระของบิดามารดาแล้ว เรียกนางสัม-