ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 561 (เล่ม 58)

ดอกไม้เหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะปลดออกได้ ได้เป็นเหมือนดอกไม้
ที่ผูกรัดด้วยแผ่นเหล็ก. ลำดับนั้น ชนทั้งหลายจึงหามปุโรหิตนั้นนำ
ไปเรือน. เมื่อปุโรหิตนั้นร้องอยู่ในเรือนนั้น กาลเวลาล่วงไปได้ ๗
วัน. พระราชารับสั่งเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า พราหมณ์ผู้
ทุศีลจักตาย เราจะทำอย่างไรกัน. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่
สมมติเทพ ขอพระองค์โปรดให้เล่นมหรสพอีกเถิด เทวบุตรทั้งหลาย
จักมาอีก. พระราชาจึงให้เล่นมหรสพอีก เทวบุตรทั้งหลายจึงมาอีก
ได้กระทำพระนครทั้งสิ้นให้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกันด้วยกลิ่นหอม
ของดอกไม้ แล้วได้ยืนอยู่ที่พระลานหลวงเหมือนอย่างเคยมา. มหา-
ชนประชุมกันแล้ว นำพราหมณ์ผู้ที่ศีลมา ให้นอนหงายอยู่ข้างหน้า
ของเทวบุตรเหล่านั้น. พราหมณ์ปุโรหิตนั้นอ้อนวอนเทวบุตรทั้งหลาย
ว่า ข้าแต่นาย ขอท่านทั้งหลายจงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด. เทวบุตร
เหล่านั้นติเตียนพราหมณ์ปุโรหิตนั้นในท่ามกลางมหาชนว่า ดอกไม้
เหล่านี้ไม่สมควรแก่ท่านผู้ลามกทุศีลมีบาปธรรม ท่านไม่สำคัญว่า
จักลวงเทวบุตรเหล่านี้ น่าอนาถ ท่านได้รับผลแห่งมุสาวาทของตน
แล้ว ครั้นติเตียนแล้วจึงปลดเทริดดอกไม้ออกจากศีรษะ ให้โอวาท
แก่มหาชนแล้วได้ไปยังสถานที่ของตนทันที.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต บรรดา

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 562 (เล่ม 58)

เทวบุตรเหล่านั้น องค์หนึ่งได้เป็นพระกัสสป องค์หนึ่งได้เป็นพระ-
โมคคัลลานะ องค์หนึ่งได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนเทวบุตรผู้เป็นหัวหน้า
ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากักกรุชาดกที่ ๖

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 563 (เล่ม 58)

๗. กากาติชาดก
ว่าด้วยนางกากี
[๖๐๖] หญิงคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่น
ของนางยังหอมฟุ้งมาจากที่แห่งนั้น ใจของ
เรายินดีในนางคนใด นางคนนั้นชื่อกากาติ
อยู่ไกลจากที่นี้ไป.
[๖๐๗] ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านข้าม
แม่น้ำชื่อเกปุกะไปได้อย่างไร ท่านข้าม
สมุทรทั้ง ๗ ไปได้อย่างไร ท่านขึ้นต้นงิ้วได้
อย่างไร.
[๖๐๘ ] เราข้ามทะเลไปได้เพราะท่าน ข้าม
แม่น้ำชื่อเกปุกะไปได้เพราะท่าน ข้ามสมุทร
ทั้ง ๗ ไปได้เพราะท่าน ขึ้นต้นงิ้วได้เพราะ
ท่าน.
[๖๐๙] น่าติเตียนตัวเราผู้มีกายใหญ่โต น่า
ติเตียนตัวเราผู้ไม่มีความคิด เพราะว่าเราต้อง
นำมาบ้าง ซึ่งชู้ของเมียตนเอง.
จบ กากาติชาดกที่ ๗

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 564 (เล่ม 58)

อรรถกถากากาติชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้กะสันจะสึกรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนาน มีคำเริ่มต้นว่า
วาติ จายํ ตโต คนฺโธ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อน
ภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับ
จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร เธอจึงกระสันจะสึก. ภิกษุ
นั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลส พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาว่ามาตุคาม ใคร ๆ รักษาไว้ไม่ได้ ใคร ๆ ไม่อาจ
รักษา ก็โบราณกบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน แม้จะให้ยกมาตุคามขึ้น
ไว้ในวิมานต้นฉิมพลี ในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าพรหมทัตนั้น เจริญวัยแล้ว เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็
ครองราชสมบัติ พระอัครมเหสีของพระโพธิสัตว์นั้น พระนามว่า
กากาติ ได้มีพระรูปโฉมงดงาม ดุจนางเทพอัปสร. นี้เป็นเนื้อความ
สังเขปในชาดกนี้ ส่วนเรื่องอดีตโดยพิสดารจักมีแจ้งในกุณาลชาดก.
ก็ในกาลนั้น พระยาครุฑตนหนึ่งแปลงเพศเป็นมนุษย์มาเล่นสกากับ
พระราชา มีจิตปฏิพัทธ์ในพระนางกากาติอัครมเหสี จึงพาพระนาง

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 565 (เล่ม 58)

ไปยังสุบรรณภพ แล้วร่วมอภิรมย์อยู่กับพระนางนั้น. พระราชาเมื่อ
ไม่พบเห็นพระเทวี จึงตรัสกะคนธรรพ์ชื่อนฏกุเวรว่า เธอจงค้นหา
พระเทวีนั้นดู. คนธรรพ์นั้นจึงกำหนดเอาพระยาครุฑนั้นจึงนอนอยู่
ในดงตะไคร้น้ำในสระแห่งหนึ่ง ในเวลาครุฑนั้นไปจากสระนั้น
ได้เกาะอยู่ในระหว่างปีกไปจนถึงสุบรรณภพ แล้วออกจากระหว่างปีก
กระทำการเคล้าคลึงด้วยกิเลสกับพระเทวีนั้น แล้วเกาะอยู่ในระหว่าง
ปีกของพระยาครุฑนั้นนั่นแหละกลับมาอีก ในเวลาพระยาครุฑเล่น
สกากับพระราชา จึงถือพิณของตนมายังสนามเล่นสกา ยืนอยู่ใน
ราชสำนัก จึงกล่าวคาถาที่ ๑ โดยขับเป็นเพลงขับว่า :-
หญิงคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด
กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาจากที่แห่งนั้น ใจ
ของเรายินดีในนางใดนางนั้นชื่อกากาติ อยู่
ไกลจากที่นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺโธ ได้แก่ กลิ่นแห่งร่างกาย
ของนางนั้นซึ่งลูบไล้ด้วยกลิ่นทิพย์. บทว่า ยตฺถ เม ความว่า
หญิงคนรักของเราอยู่ในสุบรรณภพใด อธิบายว่า พระนางทำ
การเคล้าคลึงกายกับพระยาครุฑนี้ กลิ่นของนางซึ่งติดมากับร่างกาย
ของพระยาครุฑนี้ จึงชื่อว่าฟุ้งมาจากที่นั้น บทว่า ทูเร อิโต
ได้แก่ ในที่ไกลจากที่นี่. หิ อักษรเป็นเพียงนิบาต. บทว่า กากาติ

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 566 (เล่ม 58)

ได้แก่ เทวีพระนามว่ากากาติ. บทว่า ยตฺถ เม ความว่า ใจของ
เรายินดี คือกำหนัดแล้วเหนือนางใด.
พระยาครุฑได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านข้าม
แม่น้ำเกปุกะไปได้อย่างไร ท่านข้ามทะเล
ทั้ง ๗ แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นต้นงิ้ว
ฉิมพลีได้อย่างไร.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ท่านข้ามทะเลในชมพูทวีปนี้
และแม่น้ำชื่อว่า เกปุกะซึ่งถัดจากทะเลนั้นไป และทะเลทั้ง ๗ แห่ง
ซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างภูเขาทั้งหลายได้อย่างไร คือข้ามไปได้ด้วยอุบาย
อะไร และท่านขึ้นต้นฉิมพลีอันเป็นภพของเราซึ่งตั้งอยู่เลยทะเล
ทั้ง ๗ ได้อย่างไร.
นฏกุเวรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เราข้ามทะเลไปได้เพราะท่าน ข้าม
แม่น้ำเกปุกะได้เพราะท่าน ข้ามทะเลทั้ง ๗
แห่งได้เพราะท่าน และขึ้นต้นฉิมพลีได้ก็
เพราะท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา ความว่า เราเกาะอยู่ใน

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 567 (เล่ม 58)

ระหว่างปีกของท่านกระทำกิจทั้งปวงนี้ เพราะท่านเป็นตัวเหตุ.
ลำดับนั้น พระยาครุฑ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
น่าติเตียนเราผู้มีกายใหญ่โต น่าติเตียน
เราผู้ไม่มีความคิด เพราะว่าเรานำมาบ้าง นำ
ไปบ้างซึ่งชายชู้ของเมีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธิรตฺถุ มํ พระยาครุฑ เมื่อจะ
ติเตียนตนเอง จงกล่าวไว้. บทว่า อเจตนํ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ไม่มี
ความคิด เพราะไม่รู้ความหนักและความเบา เพราะความเป็นผู้มี
ร่างกายใหญ่โต. บทว่า ยตฺถ แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะ
เหตุใด. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า เพราะเหตุที่เรานำคนธรรพ์นี้
ผู้เป็นชายชู้ของเมียตนซึ่งเกาะอยู่ในระหว่างปีกมา ชื่อว่านำมา เมื่อ
นำไปชื่อว่านำไปอยู่ ฉะนั้น น่าติเตียนตัวเรา.
พระยาครุฑนั้นได้นำพระนางกากาตินั้นไปถวายพระราชา
แล้วไม่ได้ไปเล่นสกาอีก.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกว่า ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กะสัน
จะสึกดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. นฏกุเวรในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุ
ผู้กะสันจะสึกในบัดนี้ ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากากาติชาดกที่ ๗

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 568 (เล่ม 58)

๘. อนนุโสจิยชาดก
ทุกคนจะต้องตายควรเมตตากัน
[๖๑๐] นางสัมมิลลหาสินีผู้เจริญ ได้ไปอยู่ใน
ระหว่างพวกสัตว์ที่ตายไปแล้วเป็นจำนวนมาก
เมื่อนางไปอยู่กับสัตว์เหล่านั้น จักชื่อว่าได้
เป็นอะไรกับเรา เพราะฉะนั้นเราจึงมิได้เศร้า
โศกถึงนางสัมมิลลหาสินีที่รักนี้.
[๖๑๑] ถ้าบุคุคลจะพึงเศร้าโศก ถึงความตาย
อันจะไม่เกิดมีแก่สัตว์ ผู้เศร้าโศกนั้น ก็ควร
จะเศร้าโศกถึงตนซึ่งจะต้องตกไปสู่อำนาจ
ของมัจจุราชทุกเมื่อ.
[๖๑๒] อายุสังขารหาได้เป็นไปตามเฉพาะสัตว์
ที่ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่เท่านั้นก็หาไม่
วัยย่อมเสื่อมไปทุกขณะที่ยังหลับตาและลืม
ตาอยู่.
[๖๑๓] เมื่อวัยเสื่อมไปอย่างนั้นหนอ ในตน
ซึ่งเป็นทางอันตรายนั้นหนอ ต้องมีความ
พลัดพรากจากกันโดยไม่ต้องสงสัยหมู่สัตว์

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 569 (เล่ม 58)

ที่ยังเหลืออยู่ ควรมีเมตตาเอ็นดูกัน ส่วนที่
ตายไปแล้ว ไม่ควรจะต้องเศร้าโศกถึง.
จบ อนนุโสจิยชาดกที่ ๘
อรรถกถาอนนุโสจิยชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
กุฎุมพีคนหนึ่งผู้มีภรรยาตาย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า พหูนํ วิชฺชติ โภติ ดังนี้
ได้ยินว่า กฎุมพีนั้น เมื่อภรรยาตายแล้วไม่อาบน้ำ ไม่รับ
ประทานข้าว ไม่ประกอบการงาน. ถูกความโศกครอบงำ ไปป่าช้า
เที่ยวปริเทวนาการอยู่อย่างเดียว. แต่อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรค
โพลงอยู่ในภายในของกุฎุมพีนั้น เหมือนประทีปโพลงอยู่ในหม้อ
ฉะนั้น. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ได้ทอดพระเนตร
เห็นกุฎุมพีนั้น ทรงพระดำริว่าเว้นเราเสีย ใคร ๆ. อื่นผู้จะนำความโศก
ออกแล้วให้โสดาปัตติมรรค แก่กุฏุมพีนี้ ย่อมไม่มี เราจักเป็นที่พึง
อาศัยของกุฎุมพีนั้น จึงเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต ทรงพา
ปัจฉาสมณะไปยังประตูเรือนของกุฎุมพีนั้น กุฎุมพีได้สดับการเสด็จ
มา ทรงมีสักการะมีการลุกรับเป็นต้นอันกุฎุมพีกระทำแล้ว ประทับนั่ง
บนอาสนะที่เขาปูลาด แล้วตรัสถามกุฎุมพีผู้มานั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ว่า อุบาสก ท่านคิดอะไรหรือ ? เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 570 (เล่ม 58)

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์เศร้าโศก
ถึงเขาจึงคิดอยู่. จึงตรัสว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดา
ย่อมแตกไป เมื่อมันแตกไปจึงไม่ควรคิด แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย
เมื่อภรรยาตายแล้วก็ยังไม่คิดว่า สิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดาได้แตกไป
แล้ว อันกุฎุมพีนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้. เรื่องในอดีตจักมีแจ้งในจุลลโพธิชาดก ในทสกนิบาต
ส่วนในที่นี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว
1เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา แล้วได้กลับไปยังสำนักของ
บิดามารดา. ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพรหมจารีแต่ยังเป็นกุมาร.
ลำดับนั้น บิดามารดาของพระโพธิสัตว์นั้นบอกว่า เราจักจัดการแสวง
หาภรรยาให้แก่เจ้า. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่มีความต้องการครอง
เรือน เมื่อท่านทั้งหลายล่วงไปแล้ว ลูกจักบวช ถูกบิดามารดานั้น
รบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงให้ช่างทำรูปทองคำรูปหนึ่ง แล้วพูดว่า ลูกได้
กุมาริกาเห็นปานนี้ จึงจักรับครองเรือน. บิดามารดาของพระโพธิ-
สัตว์นั้นจึงให้ยกรูปทองคำนั้นขึ้นบนยานอันมิดชิดแล้วส่งคนทั้งหลาย
พร้อมทั้งบริวารเป็นอันมากไปโดยสั่งว่า พวกท่านจงไป จงเที่ยวไป
ยังพื้นชมพูทวีป เห็นกุมาริกาผู้เป็นพราหมณ์ซึ่งงามเห็นปานนี้ในที่ใด
ท่านทั้งหลายจงให้รูปทองคำนี้ในที่นั้น แล้วนำนางพราหมณกุมาริกา

570