ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 541 (เล่ม 58)

พระราชอุทยานอีกวันหนึ่ง ก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้น อีกวันหนึ่งก็
กราบทูลเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ รวมความว่า เมื่อพระโพธิสัตว์
นั้นไม่อาจทูลขออย่างนี้เวลาได้ล่วงเลยไป ๑๒ ปี. ลำดับนั้น พระ-
ราชาทรงดำริว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวว่า หวังเฉพาะที่ลับ เมื่อ
บริษัทถอยออกไปแล้ว ก็ไม่อาจกล่าวคำอะไร ๆ เมื่อพระผู้เป็นเจ้า
ประสงค์จะกล่าวเท่านั้น กาลเวลาล่วงไปถึง ๑๒ ปี อนึ่ง พระผู้เป็น-
เจ้านั้น ประพฤติพรหมจรรย์มานาน ชะรอยเธอจะระอาใจใคร่จะ
บริโภคสมบัติ หวังเฉพาะราชสมบัติกระมัง ก็เธอเมื่อไม่อาจระบุชื่อ
ราชสมบัติจึงได้นิ่ง วันนี้เราจักรู้กันละ เธอปรารถนาสิ่งใด เราจัก
ให้สิ่งนั้น ตั้งต้นแต่ราชสมบัติไป. พระราชานั้นเสด็จไปยังพระราช-
อุทยานทรงนมัสการแล้วประทับนั่ง เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า
อาตมภาพหวังเฉพาะในที่ลับ และเมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว จึงตรัส
กะพระโพธิสัตว์นั้นผู้ไม่อาจกราบทูลอะไร ๆ ว่า ท่านกล่าวว่า หวังได้
ที่ลับ แม้ได้ที่ลับแล้วก็ไม่อาจกล่าวอะไร ตลอดเวลา ๑๒ ปี ข้าพเจ้า
ขอปวารณาสิ่งทั้งปวงมีราชสมบัติเป็นต้นต่อท่าน ท่านอย่าได้กลัวภัย
จงขอสิ่งที่ท่านชอบใจเถิด. พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหา-
บพิตร พระองค์จักประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอหรือ. พระราชาตรัสว่า
ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักให้. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพร
มหาบพิตร เมื่ออาตมภาพเดินทางไปควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่ง
กับร่มใบไม้หนึ่งคัน. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ สิ่งของมีประมาณ

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 542 (เล่ม 58)

เท่านี้ ท่านไม่อาจขอจนตลอดเวลา ๑๒ ปีเทียวหรือ. โพธิสัตว์
ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสถามว่า ท่าน
ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ? ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์
กราบทูลว่า มหาบพิตร คนผู้ขอว่า ท่านจงให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา ชื่อว่า
ร้องไห้ คนผู้กล่าวว่า ไม่มี ชื่อว่าร้องไห้ตอบ ถ้าพระองค์ถูกอาตม-
ภาพทูลขอจะไม่พระราชทานไซร้ มหาชนจงอย่าได้เห็นการที่อาตม-
ภาพและพระองค์ร้องไห้และร้องไห้ตอบนั้น เพราะฉะนั้น อาตมภาพ
จึงหวังเฉพาะที่ลับ เพื่อประโยชน์นี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถา
เบื้องต้นว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ขอย่อมได้
๒ อย่าง คือไม่ได้กับได้ทรัพย์ แท้จริง การ
ขอย่อมมีอย่างนี้เป็นธรรมดา.
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าชาวปัญ-
จาละ บัณฑิตกล่าวการขอว่า เป็นการร้องไห้
ผู้ใดปฏิเสธต่อผู้ขอ บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่า
เป็นการร้องไห้ตอบ.
ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว อย่า
ได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่ หรืออย่า
ได้เห็นพระองค์ผู้กำลังกรรแสงตอบอยู่ เพราะ

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 543 (เล่ม 58)

ฉะนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เรียกพระราชา แม้ด้วยบท
ทั้งสองว่า ราช พฺรหฺมทตฺต. บทว่า นิคจฺฉติ ได้แก่ ย่อมได้
เฉพาะ คือ ย่อมประสบ. บทว่า เอวํธมฺมา แปลว่า มีอย่างนี้
เป็นสภาวะ. บทว่า อาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าว. บทว่า
ปญฺจาลานํ รเถสภ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นปัญจาละ. บทว่า
โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ความว่า ก็ผู้ใดย่อมปฏิเสธต่อผู้ขอนั้นว่า
ไม่มี. บทว่า ตมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้ว คือย่อม
กล่าวการปฏิเสธนั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ. บทว่า มํ มาทฺทสํสุ
ความว่า ชาวปัญจาละผู้อยู่ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันแล้ว
อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้ร้องไห้อยู่เลย.
พระราชาทรงเลื่อมใสในลักษณะแห่งความเคารพของพระ-
โพธิสัตว์ เมื่อจะทรงให้พร จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวาย
วัวแดงหนึ่งพันตัวพร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน
อันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุ
ผลของท่านแล้ว ไฉนจะไม่พึงให้แก่อารยชน
เล่า.

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 544 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหิณีนํ แปลว่า มีสีแดง. บทว่า
อริโย ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. บทว่า อริยสฺส
ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. บทว่า กถํ น ทชฺเช
ความว่า เพราะเหตุไร จะไม่พึงให้. บทว่า ธมฺมยุตฺตา ได้แก่
ประกอบด้วยเหตุ.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพไม่
ต้องการวัตถุกาม พระองค์จงประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอ แล้วรับ
เอารองเท้าชั้นเดียวกับร่มใบไม้ โอวาทพระราชาว่า ขอถวายพระพร
มหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทำอุโบสถ-
กรรมเถิด เมื่อพระราชาทรงวิงวอนอยู่นั่นแล ได้ไปยังหิมวันต-
ประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้ว ได้มีพรหมโลก
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนดาบส
ในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาพรหมทัตตชาดกที่ ๓

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 545 (เล่ม 58)

๔. จัมมสาฏกชาดก
อย่าไว้ในใจสัตว์หน้าขน
[๕๙๔] แพะตัวนี้เป็นสัตว์ที่มีท่าทางงดงามดี
ในที่เจริญใจ และมีศีลน่ารักใคร่ ย่อม
เคารพนบนอบพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ
และมนต์ทั้งหลาย นับได้ว่าเป็นแพะประ-
เสริฐมียศศักดิ์.
[๕๙๕] ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าได้ไว้วางใจ
แก่สัตว์ ๔ เท้า เพียงได้เห็นมันครู่เดียว มัน
ต้องการจะชนให้ถนัด จึงย่อตัวลงจักชนให้
ถนัดถนี่.
[๕๙๖] กระดูกขาของพราหมณ์ก็หัก บริขารที่
หาบอยู่ก็พลัดตก สิ่งของของพราหมณ์ก็
แตกทำลายหมด พราหมณ์ประคองแขน
ทั้งสองคร่ำครวญอยู่ว่า ช่วยด้วย แพะชน
พรหมจารี.
[๕๙๗] ผู้ใดสรรเสริญคนที่ไม่ควรบูชา ผู้นั้นจะ
ต้องถูกเขาห้ำหั่นนอนอยู่ เหมือนกับเราผู้มี
ปัญญาทรามถูกแพะชนเอาจนตายในวันนี้.
จบ จัมมสาฏกชาดกที่ ๔

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 546 (เล่ม 58)

อรรถกถาจัมมสาฏกชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ปริพาชกชื่อจัมมสาฏก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
กลฺยาณรูโป วตายํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นมีหนังเท่านั้นเป็นเครื่องนุ่งและเครื่อง
ห่ม. วันหนึ่ง ปริพาชกนั้นออกจากอารามของปริพาชก เที่ยวภิกขา
ไปในนครสาวัตถีถึงที่พวกแพะชนกัน. แพะเห็นปริพาชกนั้นมีความ
ประสงค์จะชนจึงย่อตัวลง. ปริพาชกไม่หลีกเลี่ยงไปด้วยคิดว่า แพะนี้
จักเเสดงความเคารพเรา. แพะวิ่งมาโดยรวดเร็ว ชนปริพาชกนั้นที่
ขาอ่อนทำให้ล้มลง. เหตุที่เขายกย่องแพะนั้นซึ่งมิใช่สัตบุรุษนั้น ได้
ปรากฏไปในหมู่ภิกษุสงฆ์. ภิกษุทั้งหลายนั้นสนทนากันในโรงธรรม.
สภาว่า อาวุโสทั้งหลาย จัมมสาฏกปริพาชกกระทำการยกย่องอสัตบุรุษ
จึงถึงความพินาศ พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนึ่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น
แม้ในกาลก่อน ปริพาชกนี้ก็ได้ยกย่องอสัตบุรุษแล้วถึงความพินาศ
ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพ่อค้าตระกูลหนึ่ง กระทำ

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 547 (เล่ม 58)

การค้าอยู่. ในกาลนั้น มีจัมมสาฏกปริพาชกผู้หนึ่ง เที่ยวภิกขาไปใน
นครพาราณสีถึงสถานที่พวกแพะชนกัน เห็นแพะตัวหนึ่งย่อตัวก็ไม่
หลีกหนีด้วยสำคัญว่า มันทำความเคารพเรา คิดว่า ในระหว่าง
พวกมนุษย์นี้มีประมาณเท่านี้ แพะตัวหนึ่งยังรู้จักคุณของเรา จึงยืน
ประนมมือแต้อยู่ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
แพะตัวนี้เป็นสัตว์มีท่าทางดี เป็นที่
เจริญใจ และมีศีลน่ารักใคร่ เคารพยำเกรง
พราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ จัดว่า
เป็นแพะประเสริฐ มียศศักดิ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณรูโป ได้แก่ มีชาติกำเนิด
งาม. บทว่า สุเปสโล ได้แก่ มีศีลเป็นที่รักด้วยดี บทว่า ชาติมนฺ-
ตูปปนฺนํ แปลว่า สมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ทั้งหลาย. บทว่า ยสสฺสี
นี้เป็นบทกล่าวถึงคุณ.
ขณะนั้น พ่อค้าผู้เป็นบัณฑิตนั่งอยู่ในตลาด เมื่อจะห้ามปริพา-
ชกนั้น. จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าได้ไว้วางใจ
สัตว์ ๔ เท้า เพียงได้เห็นมันครู่เดียว มัน
ต้องการจะชนให้ถนัด จึงย่อตัวลงจักชนให้
ถนัดถนี่.

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 548 (เล่ม 58)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺตรทสฺสเนน ความว่า เพียง
เห็นมันชั่วขณะ.
ก็เมื่อพ่อค้าผู้เป็นบัณฑิตกำลังพูดอยู่นั่นแหละ แพะวิ่งมาโดย
เร็วชนที่ขาอ่อนให้ปริพาชกนั้นล้มลง ณ ที่นั้นเอง ทำให้ได้รับความทุกข-
เวทนา. ปริพาชกนั้นนอนปริเวทนาการอยู่.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
กระดูกขาของพราหมณ์ก็หัก บริขาร
ที่หาบก็พลัดตก สิ่งของของพราหมณ์ก็แตก
ทำลายหมด พราหมณ์ประคองแขนทั้งสอง
คร่ำครวญอยู่ว่า ช่วยด้วย แพะชนพรหมจารี.
เนื้อความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นมีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กระ-
ดูกขาของปริพาชกนั้นหัก หาบบริขารก็พลัดตก เมื่อปริพาชกนั้น
กลิ้งไป ภัณฑะเครื่องอุปกรณ์ของพราหมณ์นั้นแม้ทั้งหมดแตกไป.
พราหมณ์นั้นยกมือทั้งสองขึ้น กล่าวหมายเอาบริษัทที่ยืนล้อมอยู่ว่า
ช่วยด้วย แพะชนพรหมจารีดังนี้ คร่ำครวญ ร้องไห้ ปริเทวนาการ
ร่ำไรอยู่.
ปริพาชกจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ผู้ใดสรรเสริญยกย่องคนที่ไม่ควรบูชา

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 549 (เล่ม 58)

ผู้นั้นจะถูกเขาห้ำหั่นนอนอยู่ เหมือนเราผู้มี
ปัญญาทรามถูกแพะชนเอาจนตายในวันนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปูชํ ได้แก่ ผู้ไม่ควรบูชา. บทว่า
ยถาหมชฺช ความว่า เหมือนเรายืนทำการยกย่องอสัตบุรุษุ ถูกแพะ
ชนอย่างแรงจนตายอยู่ ณ ที่นี้ในวันนี้เอง. บทว่า ทุมฺมติ แปลว่า
ผู้ไม่มีปัญญา อธิบายว่า บุคคลแม้อื่นใดกระทำการยกย่องอสัตบุรุษ
บุคคลแม้นั้นย่อมเสวยความทุกข์เหมือนเราฉันนั้น.
ปริพาชกนั้นคร่ำครวญอยู่ด้วยประการฉะนี้ จึงถึงความสิ้น
ชีวิตไป ณ ที่นั้นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า ปริพาชกชื่อจัมมสาฏกในครั้งนั้น. ได้เป็นปริพาชกชื่อ
จัมมสาฏกในบัดนี้ ส่วนพาณิชผู้บัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจัมมสาฏกชาดกที่ ๔

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 550 (เล่ม 58)

๕. โคธชาดก
ว่าด้วยเหี้ยกับดาบสทุศีล
[๕๙๘] เราสำคัญว่าท่านเป็นสมณะ จึงได้เข้า
มาหาท่านผู้ไม่สำรวม ท่านได้ขว้างเราด้วย
ท่อนไม้ เหมือนไม่ใช่สมณะ.
[๕๙๙] แน่ะท่านผู้โง่เขลา ประโยชน์อะไร
ด้วยชฎาแก่ท่าน ประโยชน์อะไรด้วยหนัง.
เสือแก่ท่าน ภายในของท่านรกรุงรัง เกลี้ยง
เวลาแค่ภายนอก.
[๖๐๐] แน่ะเหี้ย ท่านจงกลับมาบริโภคข้าวสุก
ข้าวสาลีก่อนเถิด น้ำมัน เกลือและดีปลี
ของเราก็มีมาก.
[๖๐๑] เราจะเข้าไปสู่จอมปลวก อันลึก ชั่ว-
ร้อยบุรุษ ยิ่งขึ้นดีกว่า น้ำมันและเกลือ
ของท่านจะเป็นประโยชน์อะไร ดีปลีก็หา
เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ไม่.
จบ โคธชาดกที่ ๕

550