ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 411 (เล่ม 58)

อย่างนี้เหมือนกัน. ส่วน ม อักษรท่านกล่าวด้วยอำนาจการเชื่อมพยัญ-
ชนะ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า มาณพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นผู้มีความ
ต้องการธิดาของอาจารย์นั้นเท่านั้น พากันละสภาวะคือการได้เฉพาะ
สตรีนั้น เพราะความที่ตนเป็นคนทุศีล. บทว่า พฺราหฺมโณ จ ความว่า
ส่วนพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลนอกนี้ บทว่า กถํ ชเห ความว่า
เพราะเหตุไร จักละการได้สตรีนั้น บทว่า สพฺพธมฺมานํ ความว่า
ในที่นี้ ศีล ๕ ศีล ๘ สุจริต ๓ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่าธรรมทั้งปวง
พราหมณ์มาณพนั้น ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงนั้น เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า ปารคูผู้ถึงฝั่ง. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันมีประการดังกล่าว
แล้วนั่นแหละ ซึ่งพราหมณ์มาณพคุ้มครอง คือ รักษาอยู่ บทว่า
ธิติมา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญารักษาศีล. บทว่า สจฺจนิกฺกโม
ได้แก่ เป็นผู้มีสัจจะเป็นสภาวะ คือ ประกอบด้วยความเพียรเครื่อง
ก้าวไปในศีลธรรมตามที่กล่าวแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นตั้งอยู่ในพระอรหัต.
แล้วทรงประชุมชาดกว่า อาจารย์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร
ส่วนมาณพผู้บัณฑิตได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๕

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 412 (เล่ม 58)

๖. สุชาตาชาดก
ได้รับโทษเพราะประมาท
[๕๒๒] ข้าแต่พระราชสวามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่
เก็บไว้ในจานทองนี้เป็นไข่อะไร ลูกกลม
เกลี้ยงมีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์
ถึงสิ่งนั้น โปรดตรัสบอกด้วย.
[๕๒๓] ดูก่อนพระเทวี เมื่อก่อนนี้เธอเป็น
หญิงหัวโล้นนุ่งผ้าท่อนเก่า ๆ มือถือห่อพก
เลือกเก็บผลไม้อันใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทาน
อยู่ ณ บัดนี้ เป็นผลไม้อันนั้น เป็นผลไม้
ประจำตระกูลของเธอ.
[๕๒๔] หญิงทรามเมื่ออยู่ในราชสกุลนี้ ย่อม
ร้อนรนไม่รื่นรมย์ โภคสมบัติทั้งหลายก็ย่อม
ละเขาไปเสียสิ้น ท่านทั้งหลายจงช่วยกันนำ
หญิงทรามคนนั้นคืนไปไว้ที่ ๆ เขาจัดเก็บผล-
ไม้ประจำตระกูลขายเลี้ยงชีวิตได้ตามเดิม.
[๕๒๕] ข้าแต่มหาราช โทษเพราะความประ-
มาทเหล่านี้ ย่อมมีได้แก่นารีผู้ได้รับยศ ข้า
แต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์ได้ทรง

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 413 (เล่ม 58)

โปรดอดโทษแด่พระนางสุชาดาเทวีเถิด ข้า
แต่พระองค์ผู้ปริเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้
ทรงพระพิโรธแด่พระเทวีเลย.
จบ สุชาตาชาดกที่ ๖
อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึ-
อณฺฑภา อิเม เทว ดังนี้.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระราชาได้มีการวิวาทโต้เถียงเรื่องสิริกับ
พระนางมัลลิกาเทวี. บางอาจารย์กล่าวว่า ทรงทะเลาะเรื่องที่บรรทม
ดังนี้ก็มี. พระราชาทรงกริ้วถึงกับไม่สนพระทัยกับพระนาง. ฝ่าย
พระนางมัลลิกาเทวีก็ทรงพระดำริว่า พระศาสดาเห็นจะไม่ทรงทราบว่า
พระราชาทรงพิโรธเรา. แม้พระศาสดาก็ทรงทราบ ทรงดำริว่า
จักกระทำพระราชาและพระเทวีนี้ให้สมัครสมานกัน ในเวลาเช้าจึง
ทรงนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร มีภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นบริวาร เสด็จเข้า
กรุงสาวัตถีแล้วได้เสด็จไปที่ประตูพระราชนิเวศน์. พระราชาทรงรับ
บาตรของพระตถาคตแล้วทูลนิมนต์เสด็จเข้าพระนิเวศน์ ให้ประทับนั่ง
บนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ-
เจ้าเป็นประธาน แล้วทรงนำข้าวยาคูและของควรเคี้ยวมาถวาย. พระ-

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 414 (เล่ม 58)

ศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรแล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระเทวี
เสด็จไปไหน. พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์
อะไรด้วยพระเทวีนั้นผู้มัวเมาด้วยยศของตน. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงประทานยศยกมาตุคามขึ้นด้วยพระองค์
เอง แล้วไม่ทรงอดโทษความผิดที่พระเทวีนั้นกระทำ ดูไม่สมควร.
พระราชาทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงรับสั่งให้เรียก
พระเทวีมา. พระเทวีเสด็จมาทรงอังคาสพระศาสดา. พระศาสดา
ตรัสว่า ควรที่พระองค์ทั้งสองจะเป็นผู้สามัคคีปรองดองกันและกัน ได้
ตรัสพรรณนาสามัคคีรสแล้ว เสด็จหลีกไป. จำเดิมแต่นั้น พระราชา
และพระเทวีทั้งสองพระองค์ก็ทรงอยู่ด้วยความสามัคคีปรองดองกัน.
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระ-
ศาสดาได้ทรงกระทำพระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ให้สมัคร-
สมานกัน ด้วยพระดำรัสข้อเดียวเท่านั้น พระศาสดาเสด็จมาแล้ว
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากัน
ด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึง
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เรา
ตถาคตก็ได้ทำให้ท้าวเธอทั้งสองนี้มีความสามัคคีปรองดองกัน ด้วย
วาทะข้อเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สั่งสอนอรรถธรรมแก่พระ-

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 415 (เล่ม 58)

เจ้าพรหมทัตนั้น อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดบานพระแกรใหญ่
ได้ประทับทอดพระเนตรพระลานหลวง. ขณะนั้น ธิดาคนเก็บผัก
คนหนึ่ง มีรูปสวย ตั้งอยู่ในประถมวัย เทินกระเช้าพุทราไว้บนศีรษะ.
เดินร้องขายไปทางหน้าพระลานหลวงว่า ซื้อพุทราเจ้าข้า ซื้อพุทรา
เจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับเสียงของนางนั้นแล้วทรงมีจิตปฏิพัทธ์
รักใคร่ ทรงทราบว่านางยังไม่มีสามี. จึงรับสั่งให้เรียกมาแล้วทรง
ตั้งนางนั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี แล้วได้ประทานยศอันยิ่งใหญ่แก่
นาง. นางนั้นได้เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระราชา. อยู่มาวันหนึ่ง
พระราชาประทับนั่งหยิบผลพุทราในจานทองเสวยอยู่ พระสุชาดา-
เทวีได้ทรงเห็นพระราชาเสวยผลพุทรา เมื่อจะทูลถามว่า ข้าแต่มหา-
ราช นี่คือผลอะไร พระองค์ทรงเสวยอยู่ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระราชสามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่
เก็บไว้ในจานทองนี้ เป็นไข่อะไร ลูกกลม
เกลี้ยงมีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์
ถึงสิ่งนั้น ขอพระองค์ตรัสบอกด้วย.
ด้วยบทว่า กิอณฺฑกา นี้ ในคาถานั้น พระนางสุชาดาเทวี
ทูลว่า นี้ชื่อผลอะไร แต่เป็นดุจไข่ โดยมันกลม. บทว่า กํสมลฺลเก
ได้แก่ ในจานทองคำ. บทว่า อุปโลหิตกา แปลว่า มีสีแดง บทว่า
วคฺคู ได้แก่ งาม คือไม่มีมลทิน.

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 416 (เล่ม 58)

พระราชาทรงกริ้วตรัสว่า นางแม่ค้าพุทราสุก ลูกสาวคนเก็บ
ผัก ช่างไม่รู้จัก แม้ผลพุทราอันเป็นของประจำตระกูลของตน แล้ว
ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
ดูก่อนพระเทวี เมื่อก่อนเธอเป็นหญิง
หัวโล้นนุ่งผ้าท่อนเก่า ๆ จับท่อพก เลือก
เก็บผลไม้ใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทานอยู่ ณ
บัดนี้ เป็นผลไม้นั้น เป็นผลไม้ประจำตระกูล
ของเธอ.
หญิงทรามเมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อม
ร้อนรนไม่รื่นรมย์ โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมละ
เขาไปเสียสิ้น หญิงนี้จักเลือกเก็บผลไม้
ประจำตระกูลได้ในที่ใด ท่านทั้งหลายจง
ช่วยนำหญิงนั้นคืนไปไว้ในที่นั้นนั่นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณฺฑุ แปลว่า เป็นผู้มีศีรษะโล้น
บทว่า นนฺตกวาสินี ได้แก่ ผู้นุ่งผ้าท่อนเก่า. บทว่า อจฺฉงฺคหตฺถา
ปจินาสิ ความว่า เธอเข้าดงเอาขอเหนี่ยวกิ่งลงมา เอามือหยิบผล
ที่เลือกเก็บแล้วเป็นผู้จับห่อพก โดยใส่เข้าไปในพกเลือกคัดเก็บ
เอาไป. บทว่า ตสฺสา เต โกลิยํ ผลํ ความว่า เมื่อเธอนั้น
เลือกเก็บอยู่อย่างนี้ บัดนี้ เรากินผลไม้ใด ผลไม้นี้เป็นผลไม้ประจำ
ตระกูล คือเป็นผลไม้ที่ตระกูลให้เธอ. บทว่า อุทยฺหเต น รมติ

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 417 (เล่ม 58)

ความว่า หญิงลามกนี้เมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์
เหมือนโยนลงในโลหกุมภีนรก. บทว่า โภคา ได้แก่ ราชโภคทรัพย์
ย่อมละหญิงนี้ผู้ไม่มีบุญ. ด้วยบทว่า ยตฺถ โลกํ ปจิสฺสติ นี้
พระราชาตรัสว่า หญิงนี้ไปในที่ใด แล้วเลือกเก็บพุทรานั่นแหละ
ค้าขายเลี้ยงชีวิตได้อีก ท่านทั้งหลายจงนำหญิงนั้นไปในที่นั้นนั่น
แหละ.
พระโพธิสัตว์คิดว่า เว้นเราเสีย คนอื่นจักไม่สามารถทำท้าว
เธอทั้งสองนี้ให้สามัคคีปรองดองกัน เราจักทูลให้พระราชาทรงยิน-
ยอมแล้วกระทำมิให้ขับไล่พระเทวีนี้ไป จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่มหาราช โทษผิดเหล่านี้ ย่อมมี
แก่นารีผู้ได้รับยศ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
พระองค์โปรดอดโทษแก่พระนางสุชาดา ข้า
แต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้
ทรงพระพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้เลย.
คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช โทษเพราะความประมาท
เหล่านี้ คือเห็นปานนี้ ย่อมมีเฉพาะแก่นารีผู้ได้รับยศ การแต่งตั้ง
พระนางไว้ในตำแหน่งสูงเห็นปานนี้ แล้วไม่ทรงอดโทษผิดมีประมาณ
เท่านี้ ณ บัดนี้ ดูจะไม่สมควรแก่พระองค์ ข้าแต่สมมติเทพ เพราะ
ฉะนั้น ขอพระองค์ได้โปรดอดโทษ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คือ

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 418 (เล่ม 58)

ผู้เป็นใหญ่ในพลรถ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ทรงพิโรธแก่พระนาง-
สุชาดานี้.
พระราชาทรงอดกลั้นความผิดนั้นแก่พระเทวี เพราะถ้อยคำ
ของพระโพธิสัตว์นั้น จึงทรงแต่งตั่งไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นเอง. ตั้ง
แต่นั้นมา พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ด้วยความ
สมัครสมานปรองดองกันแล.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าโกศล
พระนางสุชาดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระนางมัลลิกา ส่วนอำมาตย์
ในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๖

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 419 (เล่ม 58)

๗. ปลาสชาดก
ว่าด้วยขุมทรัพย์ที่ฝั่งไว้ที่โคนต้นไม้
[๕๒๖] ดูก่อนพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่าต้นทอง-
กวาวนี้ไม่มีจิต ไม่ได้ยินเสียงอะไร และไม่
รู้สึกอะไรเลย เพราะเหตุไรท่านจึงพยายาม
มิได้มีความประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่
เสมอมา.
[๕๒๗] ต้นทองกวาวต้นใหญ่ ปรากฏไปใน
ที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ เป็น
ที่อยู่อาศัยของทวยเทพ เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทองกวาวนี้ และ
เทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้ด้วย เพราะ
เหตุแห่งทรัพย์.
[๕๒๘] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้าเพ่งถึงความ
กตัญญูจักทำการทดแทนคุณท่านตามอานุ-
ภาพ ความดิ้นรนของท่านผู้มาถึงสำนักของ
สัตบุรุษทั้งหลาย ไฉนจักเปล่าจากประโยชน์
เล่า.

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 420 (เล่ม 58)

[๕๒๙] ไม้เลียบต้นใด อยู่เบื้องหน้าต้น-
มะพลับเขาล้อมไว้ มหาชนเคยบูชายัญกัน
มาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝั่ง
ไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแล ไม่มีเจ้าของ
ท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด.
จบ ปลาสชาดกที่ ๗
อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๗
พระศาสดาทรงบรรทม ณ เตียงปรินิพพาน ทรงปรารภ
พระอานันทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อเจตนํ
พฺราหฺมณ อสุณนฺตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ท่านผู้มีอายุนั้น ทราบว่า ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง
แห่งราตรีวันนี้ พระศาสดาจักปรินิพพาน ก็นึกถึงตนว่า ก็เราแล
ยังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำ แต่พระศาสดาของเราจักปรินิพพาน
การอุปัฏฐากบำรุงที่เรากระทำแก่พระศาสดามาตลอดเวลา ๒๕ ปี น่า
จักไร้ผลถูกความเศร้าโศกครอบงำ จึงเหนี่ยวไม้สลักประตูห้องน้อย
ในอุทยานร้องไห้อยู่. พระศาสดาเมื่อไม่ทรงเห็นท่านพระอานนท์ จึง
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน ครั้นได้ทรงสดับ
ดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาประทานโอวาท แล้วตรัสว่า
อานนท์ เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว จงหมั่นประกอบความเพียร

420