ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 351 (เล่ม 58)

นางเป็นคนดุร้าย ก็จะโกรธข้าพเจ้า ความ
โกรธแห่งภรรยาของข้าพเจ้านั้นจะทำข้าพเจ้า
ให้เดือดร้อนไปด้วย. แต่หลาวนี้มิได้ทำให้
ข้าพเจ้าเดือดร้อนในที่นี้เลย.
หอกและเกราะนี้ข้าพเจ้าเก็บไว้ที่หัวนอน
อนึ่ง แหวนก้อยที่ทำด้วยทองคำเนื้อสุก และ
ผู้แคว้นกาสีเนื้ออ่อน ข้าพเจ้าเก็บไว้ที่หัว
นอน ขอภรรยาที่รักของข้าพเจ้า ผู้มีความ
ต้องการทรัพย์ จงยินดีด้วยทรัพย์นี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เฑมาน แปลว่า บิน คือไป.
บุรุษคนนั้นเรียกกาตัวนั้นแหละว่า ปตฺตยาน ผู้มีปีกเป็นยานะ เรียก
ว่า วิหงฺคม ผู้ไปในเวหา ก็เหมือนกัน . จริงอยู่ กานั้น ชื่อว่า
มีปีกเป็นยาน เพราะกระทำการไปด้วยปีกทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ไปใน
เวหา เพราะไปทางอากาศ. บทว่า วชฺชาสิ แปลว่า ท่านพึงบอก.
บทว่า วามูรุํ แปลว่า ผู้มีขาอ่อนเสมอลำต้นกล้วย. ท่านพึงบอกว่า
ข้าพเจ้านั่นอยู่บนหลาว. บทว่า จิรํ โข สา กริสฺสติ ความว่า
นานเมื่อไม่ทราบข่าวคราวนี้ จักกระทำการรอคอยการมาของข้าพเจ้า
ในเวลานาน คือ นางจักคิดอย่างนี้ว่า สามีอันเป็นที่รักไปนานแล้ว
ยังไม่มา. ด้วยบทว่า อสิ สตฺติญฺจ แปลว่า ดาบและหอก นี้
บุรุษนั้นกล่าวหมายเอาเฉพาะหอกเท่านั้น เพราะมันเสมอด้วยดาบ

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 352 (เล่ม 58)

และหอก. จริงอยู่หอกนั้น เขาวางคือปักไว้ เพื่อเสียบประจานบุรุษ
นั้น. บทว่า จณฺฑี ได้แก่ เป็นผู้มักโกรธ. บทว่า กาหตี โกธํ
ความว่า นางจักกระทำความโกรธต่อเราว่า มัวชักช้าอยู่. บทว่า ตํ
เม ตปฺปติ ความว่า ความโกรธของนางนั้น ย่อมทำเราให้เดือด
ร้อน. ด้วยบทว่า โน อิธ นี้ บุรุษนั้นแสดงว่า ก็หลาวนี้ย่อมไม่
ทำเราให้เดือดร้อนในที่นี้เลย. ด้วยคำเป็นต้นว่า นี้หอกและเกราะ
ดังนี้ บุรุษผู้นั้นบอกถึงสิ่งของของตนซึ่งวางไว้บนหัวนอนในเรือน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปลสนฺนาโห ได้แก่ หอกและเกราะ
อธิบายว่า หอกชนิดหนึ่งคล้ายดอกบัวและเกราะ. บทว่า นิกฺขญฺจ
ได้แก่ แหวนก้อยที่ทำด้วยทองเนื้อ ๕. ด้วยบทว่า กาสิกญฺจ มุทุํ
วตฺถํ นี้ บุรุษนั้นกล่าว หมายเอาผ้าสาฎกคู่หนึ่ง ซึ่งทำจากแคว้น
กาสีมีเนื้ออ่อนนุ่ม. ได้ยินว่า สิ่งของมีประมาณเท่านี้ ที่บุรุษนั้นเก็บ
ไว้บนหัวนอน. บทว่า ตปฺเปตุ ธนกามิยา ความว่า ภรรยาผู้เป็น
ที่รักของเรานั้นมีความต้องการทรัพย์ จงถือเอาทรัพย์ทั้งหมดนี้ จง
อิ่มเอิบ บริบูรณ์ คือจงยินดีด้วยทรัพย์นี้.
บุรุษนั้นคร่ำครวญอยู่อย่างนี้นั้นแล ก็ตายไปบังเกิดในนรก
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประ-
กาศสัจจะทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้
กระสันจะสึก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็น
ภรรยาในครั้งนี้ เทวบุตรผู้เห็นเหตุการณ์นั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถากามวิลาปชาดกที่ ๗

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 353 (เล่ม 58)

๘. อุทุมพรชาดก
ผู้อ่อนน้อมชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม
[๔๙๓] ต้นมะเดื่อ ต้นไทร และต้นมะขวิดนี้
มีผลสุกแล้ว เชิญท่านออกมากินเสียเถิด จะ
ยอมตายเพราะความหิวโหยทำไม.
[๔๙๔] ผู้ใดประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้นั้น
ชื่อว่า เป็นผู้อิ่มแล้ว ไม่หวงแหน เหมือน
ข้าพเจ้า เคี้ยวกินผลไม่สุกจนอิ่มแล้วในวันนี้
ฉะนั้น.
[๔๙๕] ลิงเกิดในป่า พึงหลอกลวงลิงที่เกิดในป่า
เพราะเหตุอันใด แม้ลิงหนุ่มเช่นท่านก็ไม่พึง
เชื่อ เหตุอันนั้น ลิงผู้ใหญ่ที่แก่เฒ่าชราเช่น
ข้าพเจ้า ไม่พึงเชื่อถือเลย.
จบ อุทุมพรชาดกที่ ๘
อรรถกถาอุทุมพรชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
ภิกษุรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุทุมฺพรา นิเจ ปกฺกา๑ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นสร้างวิหารอยู่ในปัจจันตคามแห่งหนึ่ง. วิหาร
น่ารื่นรมย์ตั้งอยู่เหนือแผ่นหินดาด. สถานที่ปัดกวาดคล้ายปะรำ มีน้ำ
ใช้ผาสุกสำราญ. โคจรคามก็ไม่ไกล. คนทั้งหลายรักใคร่พากันถวาย
๑. บาลี เป็น จิเม.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 354 (เล่ม 58)

ภิกษา. ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวจาริกไปถึงวิหารนั้น. ภิกษุผู้เป็น
เจ้าถิ่นกระทำอาคันตุกวัตรแก่ภิกษุนั้น ในวันรุ่งขึ้น ได้พาภิกษุนั้นไป
บิณฑบาตยังบ้าน. คนทั้งหลายถวายภิกษาอันประณีตแก่ภิกษุนั้น แล้ว
นิมนต์ฉันในวันพรุ่งนี้อีก. อาคันตุกะภิกษุฉันอยู่ ๒-๓ วัน จึงคิดว่า
เราจักลวงภิกษุเจ้าถีนนั้นด้วยอุบายอย่างหนึ่งฉุดคร่าออกไป แล้วยึด
วิหารนี้. ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะได้ถามภิกษุเจ้าถิ่นผู้มายังที่บำรุง
พระเถระว่า อาวุโส ท่านไม่ได้ทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าหรือ ?
ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าว่า ชื่อว่าคนผู้จะปฏิบัติดูแลวิหารนี้ ไม่มี ด้วยเหตุนั้น
กระผมจึงไม่เคยไป. ภิกษุอาคันตุกะกล่าวว่า ผมจักปฏิบัติดูแลวิหารนี้
จนกว่าท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกลับมา. ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวว่า ดีแล้ว
ท่านผู้เจริญ แล้วกล่าวกะคนทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาท
พระเถระจนกว่าเราจะกลับมา แล้วหลีกไป. จำเดิมแต่นั้นมา อาคัน-
ตุกะภิกษุก็กล่าวว่า ภิกษุเจ้าถิ่นนั้นมีโทษนี้และนี้ แล้วยุยงคนทั้งหลาย
เหล่านั้นให้แตกร้าวกัน. ฝ่ายภิกษุเจ้าถิ่นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
กลับมา. ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะนั้น ไม่ให้ภิกษุเจ้าถิ่นเข้าไป. ภิกษุ
เจ้าถิ่นนั้นจึงอยู่ในที่แห่งหนึ่ง. วันรุ่งขึ้น เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน.
ฝ่ายคนทั้งหลายก็ไม่กระทำแม้มาตรว่าสามีจิกรรม. ภิกษุเจ้าถิ่นนั้น
เดือดร้อน จึงไปยังพระเชตวันวิหารอีก แล้วบอกเหตุการณ์อันนั้น
แก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า
อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าภิกษุโน้นคร่าภิกษุโน้นออกจากวิหาร แล้ว

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 355 (เล่ม 58)

ตนเองอยู่ในวิหารนั้น. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ใน
บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน อาคันตุกะภิกษุนั้นก็ได้ด้ฉุดคร่าภิกษุนี้ออก
จากที่อยู่มาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง
ต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า. ในฤดูฝน
ฝนตกในป่านั้น ตลอด ๗ สัปดาห์. ครั้งนั้นมีลิงเล็กหน้าแดงตัวหนึ่ง
อยู่ในซอกเขาหินแห่งหนึ่งซึ่งไม่เปียกฝน วันหนึ่ง นั่งอยู่ในที่ที่ไม่
เปียก ณ ที่ประตูซอกเขา. ลำดับนั้น ลิงใหญ่หน้าดำตัวหนึ่ง เปียก
ฝน ถูกความหนาวเบียดเบียน เที่ยวมา เห็นลิงเล็กนั้นนั่งอยู่อย่างนั้น
จึงคิดว่า เราจักนำเจ้าลิงนี้ออกไปด้วยอุบาย แล้วจักอยู่ในที่นี้เสียเอง
จึงทำให้ท้องย้อยยานแสดงอาการอิ่มเหลือล้น ไปยืนอยู่ข้างหน้าลิงเล็ก
นั้น แล้วกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า
ต้นมะเดื่อ ต้นไทร และต้นมะขวิดนี้
มีผลสุกแล้ว เชิญท่านออกมากินเถิด จะ
ยอมตายเพราะความหิวทำไม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปิตฺถนา ได้แก่ ผลไม้เลียบ.
บทว่า เอหิ นิกฺขมฺม ความว่า ต้นมะเดื่อเป็นต้นเหล่านี้ วิจิตร

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 356 (เล่ม 58)

แล้วเพราะเต็มด้วยผล แม้เราก็เคี้ยวกินจนอิ่มแล้วจึงมา แม้ท่านก็
จงไปกินเสีย.
ฝ่ายลิงเล็กนั้น ได้ฟังคำของลิงใหญ่นั้นก็เชื่อ ประสงค์จะ
เคี้ยวกินผลาผลทั้งหลายจึงได้ออกแล้วเที่ยวไปในที่นั้น ๆ เมื่อไม่ได้
อะไร ๆ จึงกลับมาอีก เห็นลิงใหญ่นั้นเข้าไปนั่งในซอกเขาของตน
คิดว่า จักลวงลิงใหญ่นั้น จึงยินอยู่ข้างหน้าลิงใหญ่นั้นแล้วกล่าวคาถา
ที่สองว่า
ผู้ใดประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้นั้น
ชื่อว่าเป็นผู้อิ่มแล้ว เหมือนข้าพเจ้าเคี้ยวกิน
ผลไม้สุกเป็นผู้อิ่มแล้วในวันนี้ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมปกฺกานิ มาสิโต ความว่า
ข้าพเจ้าเคี้ยวกินผลไม้มีผลมะเดื่อเป็นต้นเป็นผู้อิ่มแล้ว.
ลิงใหญ่ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่สามว่า
ลิงเกิดในป่า พึงหลอกลวงลิงที่เกิด
ในป่า เพราะเหตุใด แม้ลิงหนุ่มก็ไม่พึงเชื่อ
เหตุอันนั้น ลิงที่แก่เฒ่าชราจะไม่เชื่อเลย.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ลิงผู้เกิดในป่า พึงกระทำการหลอก
ลวงลิงผู้เกิดในป่า เพราะเหตุอันใด ลิงแม้หนุ่มเช่นท่าน ก็จะไม่พึง
เชื่อ เพราะเหตุอันนั้น ลิงแก่ชรา คือ ลิงผู้เฒ่าแม้เช่นกับเรา จะ
ไม่พึงเชื่อเลย คือจะไม่เชื่อต่อลิงผู้หนุ่มเช่นกับท่าน ผู้กล่าวตั้ง ๗ ครั้ง

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 357 (เล่ม 58)

ในหิมวันตประเทศ มีผลาผลทั้งปวงอันเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนหล่นลง
แล้วในสถานที่นี้ ไม่มีสำหรับท่านอีกต่อไป ท่านจงไปเสียเถิด. ลิงเล็ก
ตัวนั้น จึงหลีกไปจากที่นั้นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า ลิงเล็กในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นในบัดนี้
ลิงดำใหญ่ในครั้งนั้น ได้เป็นอาคันตุกะภิกษุในบัดนี้ ส่วนรุกขเทวดา
คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุทุมพรชาดกที่ ๘

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 358 (เล่ม 58)

๙. โกมาริยปุตตชาดก
ว่าด้วยผู้ไกลจากภูมิฌาน
[๔๙๖] เจ้าลิง เมื่อก่อนเจ้าเคยโลดเต้นเล่น
ในสำนักเราผู้คะนองเล่นเป็นปกติ เจ้าจะ
กระทำอาการโลดเต้นอย่างลิง บัดนี้ เราไม่
ชื่นชมยินดีอาการนั้นของเจ้าแล้ว.
[๔๙๗] ความหมดจดด้วยฌานอย่างสูง เราได้
ฟังมาจากอาจารย์ชื่อโกมาริยบุตรผู้เป็นพหูสูต
บัดนี้ ท่านอย่าเข้าใจเราว่าเหมือนแต่ก่อน
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราประกอบไปด้วยฌาน
อยู่ทั้งนั้น.
[๔๙๘] เจ้าลิงเอ๋ย ถ้าแม้บุคคลจะพึงหว่านพืช
ลงที่แผ่นหิน ถึงฝนจะตกลงมา พืชนั้นก็
งอกงามขึ้นไม่ได้แน่ ความหมดจดด้วยฌาน
อย่างสูงนั้น ถึงเจ้าจะได้ฟังมาแล้ว เจ้าก็ยัง
เป็นผู้ไกลจากภูมิฌานมากนัก.
จบ โกมาริยปุตตชาดกที่ ๙

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 359 (เล่ม 58)

อรรถกถาโกมาริยปุตตชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ บุพพาราม ทรงปรารภภิกษุ
ทั้งหลายผู้มักเล่นเป็นปกติ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปุเร ตุวํ
ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในปราสาท
ชั้นบน ต่างพากันนั่งพูดถึงเรื่องที่ตนได้เห็นและได้ยินมาเป็นต้น ทำ
ความตลกคะนองและหัวเราะเฮฮาอยู่ในปราสาทชั้นล่าง. พระศาสดา
ตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาแล้วตรัสว่า เธอจงทำภิกษุเหล่านี้
ให้สังเวชสลดใจ. พระเถระเหาะขึ้นไปในอากาศ แล้วเอาปลายนิ้ว
หัวแม่เท้ากระทุ้งยอดปราสาท ทำให้ปราสาทสั่นสะเทือนจนถึงน้ำรอง
แผ่นดินเป็นที่สุด. ภิกษุเหล่านั้นกลัวมรณภัย จึงได้ออกไปยืนข้าง
นอก. ความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีปกติเล่นคนองนั้น เกิดปรากฏ
ไปในหมู่ภิกษุทั้งหลาย. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากัน
ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุพวกหนึ่งบวชในพระศาสนา
อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังพากันเที่ยวเล่นคนอง
เป็นปกติอยู่ ไม่กระทำวิปัสสนากรรมฐานว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ
นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ
แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน
ภิกษุเหล่านี้ก็เป็นผู้เล่นคะนองเป็นปกติเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 360 (เล่ม 58)

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้าน
แห่งหนึ่ง. ชนทั้งหลายจำกุมารนั้นได้โดยชื่อว่า โกมาริยบุตร. ในเวลา
ต่อมา โกมาริยบุตรนั้น ออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ในหิมวันตประเทศ.
ครั้งนั้น มีดาบสผู้มักเล่นคะนองพวกอื่น สร้างอาศรมอยู่ในหิมวันต-
ประเทศ. กิจแม้เพียงกสิณบริกรรม ก็ไม่มีแก่ดาบสนั้น ดาบส
เหล่านั้นนำผลาผลไม้น้อยใหญ่มาจากป่าเคี้ยวกินหัวเราะร่าเริง ยังกาล
เวลาให้ล่วงเลยไปด้วยการเล่นมีประการต่าง ๆ . ในสำนักของดาส
เหล่านั้น มีลิงอยู่ตัวหนึ่ง. แม้ลิงตัวนั้นก็มักเล่นคะนองเหมือนกัน
กระทำหน้าตาวิการต่าง ๆ เป็นต้น แสดงการเล่นคะนองมีอย่างต่าง ๆ
อย่างดาบสทั้งหลาย. ดาบสเหล่านั้นอยู่ในที่นั้นนานแล้ว จึงได้พากัน
ไปยังถิ่นมนุษย์ เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จำเดิมแต่
ดาบสเหล่านั้นไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงมายังที่นั้นแล้วสำเร็จการอยู่
อาศัย. ลิงจึงแสดงการเล่นคะนองแม้แก่พระโพธิสัตว์ เหมือนดังแสดง
แก่ดาบสเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์จึงดีดนิ้วมือแล้วให้โอวาทแก่ลิงนั้น
ว่า ธรรมดาผู้อยู่ในสำนักของบรรพชิตผู้มีการศึกษาดีแล้ว ควรจะถึง
พร้อมด้วยอาจารมารยาท สำรวมระวังกายและวาจา ประกอบขวน-
ขวายในฌาน. จำเดิมแต่นั้น ลิงตัวนั้นได้เป็นสัตว์มีศีลถึงพร้อมด้วย
อาจารมารยาท. พระโพธิสัตว์ได้จากแม้ที่นั้นไปอยู่ในที่อื่น. ลำดับนั้น
ดาบสขี้เล่นเหล่านั้นเสพรสเค็มและเปรี้ยวแล้ว ได้ไปยังสถานที่

360