ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 331 (เล่ม 58)

ข้าพระพุทธเจ้าเป็นทูตของพระยากา
ทั้งสองนั้น ถูกนายใช้ให้มาจึงได้เป็นผู้มา
ในที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำความจงรัก
ต่อเจ้านาย จึงได้จิกจมูกของคนเชิญเครื่อง
ให้เป็นแผล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาราณสฺสํ แปลว่า ในเมือง
พาราณสี. นิวาสิโก แปลว่า ผู้อยู่ประจำ บทว่า ปกฺกํ ได้แก่
จัดแจงแล้วโดยประการต่าง ๆ. อาจารย์บางพวกสาธยายว่า สิทฺธํ
แปลว่า สำเร็จแล้ว. บทว่า ปจฺจคฺฆํ ได้แก่ อันร้อนยิ่ง ไม่ได้ครอบไว้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัจจัคฆะ. เพราะบรรดาชนิดของปลาและเนื้อ
ทั้งหลาย ปลาและเนื้อที่เขาให้สุกแต่ละอย่างมีค่ามาก ดังนี้ก็มี. บทว่า
เตสาหํ ปหิโต ทูโต รญฺโญ จมฺหิ อิธาคโต ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นทูต คือเป็นผู้กระทำตามคำสั่งของพระยากาแม้
ทั้งสองนั้น ทั้งพระยากาก็ส่งมาด้วย เพราะฉะนั้น จึงได้มาในที่นี้.
บทว่า ภตฺตุ อปจิตึ กุมฺมิ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้มา
อย่างนี้แล้ว ย่อมจะกระทำความจงรัก คือสักการะและสัมมานะแก่
เจ้านายของตน. บทว่า นาสายมกรํ วณํ ความว่า ข้าแต่มหาราช
เพราะเหตุนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงไม่ย่นย่อ ต่อพระองค์และชีวิตของตน
จึงได้เอาจะงอยปากจิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้เป็นแผล เพื่อจะทำให้
ภาชนะภัตตาหารตกไป ข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำจงรักต่อพระราชา

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 332 (เล่ม 58)

ของข้าพระพุทธเจ้าแล้ว บัดนี้ ขอพระองค์จงลงพระอาญาแก่
ข้าพระพุทธเจ้า ตามที่ทรงพระประสงค์เถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชาได้สดับคำของกานั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ก่อนอื่น
พวกเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ให้ยศใหญ่แก่คนผู้เป็นมนุษย์ ก็ยัง
ไม่อาจทำความสบายใจแก่เราได้ แม้จะให้บ้านเป็นต้นก็ยังไม่ได้บุคคล
ผู้จะเสียสละชีวิตให้แก่เรา สัตว์นี้เป็นกา ยังสละชีวิตแก่พระราชา
ของตนได้ นับว่าเป็นสัปบุรุษชั้นเยี่ยม มีเสียงไพเราะ เป็นธรรมกถึก
จึงทรงเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของกานั้น และทรงบูชากานั้นด้วย
เศวตฉัตร. กานั้นก็บูชาพระราชานั่นแหละด้วยเศวตฉัตรของตนที่ได้
แล้วกล่าวคุณทั้งหลายของพระโพธิสัตว์. พระราชารับสั่งให้เรียก
พระโพธิสัตว์นั้นมาแล้วทรงสดับธรรม ได้ทรงตั้งภัตตาหารตาม
ทำนองเครื่องเสวยของพระองค์ เพื่อพระยากาและประชาบดีแม้ทั้งสอง
นั้น ทรงให้หุงข้าวสุกจากข้าวสารทนานหนึ่งทุกวัน เพื่อพวกกาที่เหลือ
นอกนี้ และพระองค์เองทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรง
ประทานอภัยแก่สัตว์ทั้งปวง ทรงรักษาศีลห้าเป็นประจำ. อนึ่ง
โอวาทของพระยากาสุปัตต์ ดำเนินไปอยู่ถึง เจ็ดร้อยปี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้
กาเสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรให้บัดนี้ กาสุปัสสาใน
ครั้งนั้น ได้เป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนกาสุปัตตะ คือเรา
ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุปัตตชาดกที่ ๒

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 333 (เล่ม 58)

๓. กายนิพพินทชาดก
ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย
[๔๗๘] เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้
เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส อันทุกขเวทนา
เบียดเบียนอยู่ ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่าง
รวดเร็ว ดุจดอกไม้ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทราย
[๔๗๙] ก็รูปร่างอันไม่น่าพอใจ ถึงการนับว่านี้
พอใจ ที่ไม่สะอาด สมมติว่าเป็นของสะอาด
เต็มด้วยซากศพต่าง ๆ ปรากฏแก่คนพาลผู้
ไม่พิจารณา เห็นว่าเป็นของน่าพอใจ.
[๔๘๐] น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับ
กระส่าย น่าเกลียดไม่สะอาด มีความป่วยไข้
เป็นธรรมดา เป็นที่ที่หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมก
มุ่นอยู่ ย่อมยังหนทางเพื่อความเข้าถึงสุคติ
ให้เสื่อมไป.
จบ กายนิพพินทชาดกที่ ๓
อรรถกถากายนิพพินทชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
บุรุษคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ผุฏฺฐสฺส เม ดังนี้.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 334 (เล่ม 58)

ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้เดือดร้อนด้วย
โรคผอมเหลือง พวกแพทย์ไม่ยอมรักษา. แม้บุตรและภรรยาของเขา
ก็คิดว่า ใครจะสามารถปฏิบัติพยาบาลผู้นี้ได้. บุรุษผู้นั้นได้มีความ
ดำริดังนี้ว่า ถ้าเราหายจากโรคนี้ เราจักบวช. โดยล่วงไป ๒-๓ วัน
เท่านั้น บุรุษผู้นั้นได้ความสบายเล็กน้อยจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงไปยัง
พระเชตวันมหาวิหาร ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา. เขาได้บรรพชา
และอุปสมบทในสำนักของพระศาสดาแล้ว ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุ
พระอรหัต. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรม-
สภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุรุษผู้มีโรคผอมเหลืองชื่อโน้นคิดว่า
เราหายจากโรคนี้ จักบวช ครั้นหายโรคแล้วจึงบวชและบรรลุ
พระอรหัต. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บุรุษผู้นี้เท่านั้น
แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ ครั้นหายจากโรค
ผอมเหลืองแล้วบวช ได้ทำความเจริญแก่ตน ดังนี้ แล้วทรงนำเอา
เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระ-
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัย
แล้ว ได้รวบรวมทรัพย์สมบัติอยู่ ได้เกิดเป็นโรคผอมเหลือง. พระ-
โพธิสัตว์นั้นคิดว่า เราหายจากโรคนี้แล้วจักบวช จึงกล่าวอย่างนั้น

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 335 (เล่ม 58)

ออกมา ได้ความสบายขึ้นมาบ้างจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงเข้าป่าหิมพานต์
บวชเป็นฤๅษี ทำสมาบัติและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ด้วยความสุข
ในฌาน คิดว่า เราไม่ได้ความสุขเห็นปานนี้ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้
เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงได้กล่าวคำถาเหล่านี้ว่า.
เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้เสวย
ทุกขเวทนาอย่างสาหัส อันทุกขเวทนาเบียด
เบียนอยู่ ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว
ดุจดอกไม่ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทรายฉะนั้น.
รูปร่างอันไม่น่าพอใจ ถึงการนับว่าน่า
พอใจ ที่ไม่สะอาด สมมติว่าเป็นของสะอาด.
เต็มด้วยซากศพต่าง ๆ ปรากฏแก่คนพาลผู้
ไม่พิจารณาเห็นว่าเป็นของน่าพอใจ.
น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระ-
ส่าย น่าเกลียดไม่สะอาด มีความป่วยไข้เป็น
ธรรมดา เป็นที่ที่หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมกมุ่น
อยู่ ย่อมยังหนทางเพื่อเข้าถึงสุคติให้เสื่อมไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญตเรน ได้แก่ พยาธิ คือ
โรคผอมเหลืองอย่างหนึ่ง ในบรรดาโรค ๙๖ ประเภท. บทว่า โรเคน
ได้แก่ อันได้นามว่าโรคอย่างนี้ เพราะมีการเสียดแทงเป็นสภาวะ.
บทว่า รุปฺปโต แปลว่า เบียดเบียน คือบีบคั้น. บทว่า ปํสุนิ อาตเป
กตํ ความว่า ย่อมซูบผอมไป เหมือนดอกไม้อันละเอียดอ่อน ซึ่ง

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 336 (เล่ม 58)

บุคคลเอาวางไว้ในที่ร้อน คือ ที่ทรายอันร้อนฉะนั้น. บทว่า อชญฺญํ
ชญฺญพสงฺขาตํ ได้แก่ เป็นของปฏิกูลไม่น่าชอบใจเลย แต่ถึงการ
นับว่าเป็นที่น่าพอใจของพวกคนพาล. บทว่า นานากุณปปริปูรํ
ได้แก่ บริบูรณ์ด้วยซากศพ ๓๒ ชนิด มีผมเป็นต้น. บทว่า ชญฺญรูปํ
อปสฺสโต ความว่า ย่อมปรากฏเป็นที่น่าพอใจ คือเป็นของดี มี
สภาวะเป็นเครื่องบริโภคใช้สอย สำหรับคนผู้เป็นอันธพาลปุถุชนผู้
ไม่เห็นอยู่ คือ ภาวะอันไม่สะอาดที่ท่านประกาศโดยนัยมีอาทิว่า คูถตา
ออกจากนัยน์ตา ดังนี้ ย่อมไม่ปรากฏแก่คนพาลทั้งหลาย. บทว่า
อาตุรํ คือ จับไข้เป็นนิตย์. บทว่า อธิมุจฺฉิตา ได้แก่ สยบหมก
มุ่นด้วยความสยบเพราะกิเลส. ว่า ปชา ได้แก่ ปุถุชนผู้บอดเขลา.
หาเปนฺติ มคฺคํ สุคตูปปตฺติยา ความว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้
ข้องอยู่ในกายอันเปื่อยเน่านี้ ทำหนทางอบายให้เต็ม ทำหนทางเพื่อ
เข้าถึงสุคติอันต่างด้วยเทวดาและมนุษย์ ให้เสื่อมไป.
พระมหาสัตว์กำหนดพิจารณาภาวะอันไม่สะอาด และภาวะอัน
กระสับกระส่ายเป็นนิตย์ โดยประการต่างๆ ด้วยประการดังนี้อยู่ เบื่อ
หน่ายในกาย จึงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนตลอดชีวิต ได้เป็นผู้มี
พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอัน
มากได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น. พระดาบสในครั้งนั้น คือเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากายนิพพินทชาดกที่ ๓

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 337 (เล่ม 58)

๔. ชัมพูขาทกชาดก
ว่าด้วยการสรรเสริญกันและกัน
[๔๘๑] ใครนี่มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง อุดม
กว่าสัตว์ผู้มีเสียงเพราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่ง
ชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูงฉะนั้น.
[๔๘๒] กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดู
ก่อนสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายกับลูกเสือโคร่ง
เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
[๔๘๓] ดูก่อนบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน
เราได้เห็นคนพูดมุสา คือ กาผู้เคี้ยวกินของ
ที่คนอื่นตายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กิน
ซากศพ มาประชุมกันนานมาแล้ว.
จบ ชัมพูขาทกชาดกที่ ๔
อรรถกถาชัมพูขาทกชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกยํ
วินฺทุสฺสโร วคฺคุ ดังนี้.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 338 (เล่ม 58)

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น เมื่อพระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ พระ-
โกกาลิกะจึงเข้าไปยังตระกูลทั้งหลาย กล่าวคุณของพระเทวทัตว่า
พระเถระผู้มีนามว่าเทวทัต เกิดในราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช
โดยสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ามหาสมมตราช เจริญในขัตติยวงศ์อัน
ไม่ปะปน ทรงพระไตรปิฎก ได้ฌาน มีถ้อยคำไพเราะ เป็นธรรม-
กถึก ท่านทั้งหลายจงให้ จงกระทำ แก่พระเถระเถิด. ฝ่ายพระเทวทัต
ก็กล่าวคุณของพระโกกาลิกะว่า พระโกกาลิกะออกบวชจากตระกูล
พราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ท่านทั้งหลายจงให้
จงกระทำ แก่พระโกกาลิกะเถิด. พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้น
ต่างกล่าวคุณของกันและกัน เที่ยวฉันอยู่ในเรือนแห่งตระกูลทั้งหลาย
ด้วยประการดังนี้. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรง
ธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกับ พระโกกาลิกะต่าง
กล่าวถ้อยคำพรรณนาคุณอันไม่มีจริงของกันและกัน แล้วเที่ยวฉัน
อาหารอยู่. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบ-
ทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น
ที่พระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นกล่าวคำพรรณนาคุณอันไม่เป็นจริง
แล้วบริโภคภัตตาหาร. แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะก็
บริโภค แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 339 (เล่ม 58)

นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่า
ชมพู่แห่งหนึ่ง. ในป่าชมพู่นั้น มีกาตัวหนึ่งจับอยู่ที่กึงชมพู่ กินผล
ชมพู่สุก ๆ. ครั้งนั้น มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินมา แหงนดูเห็นกา
คิดว่า ถ้ากระไร เรากล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกานี้ จะได้กินชมพู่
สุก จึงเมื่อจะกล่าวคุณของกานั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ใครนี่มีเสียงอันไพเราะเพราะพริ้งอุดม
กว่าสัตว์ผู้มีเสียงเพราะทั้งหลาย จับอยู่ที่กิ่ง
ชมพู่ ส่งเสียงร้องไพเราะดุจลูกนกยูงฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินฺทุสฺสโร ความว่า ประกอบ
ด้วยเสียงหยดย้อย คือ ลมุนลมัย กลมกล่อม. บทว่า วคฺคุ ได้แก่
มีเสียงทั้งอ่อนทั้งเพราะ. บทว่า อจฺจุโต ได้แก่ ไม่เคลื่อนที่ คือ
จับนิ่งอยู่. ด้วยบทว่า โมรจฺฉาโปว กุชฺชติ นี้ สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า
นั่นชื่ออะไร ส่งเสียงร้องเป็นที่น่าเจริญใจ ดุจนกยูงรุ่นหนุ่มฉะนั้น.
ลำดับนั้น กาเมื่อจะสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกนั้น จึงกล่าว
คาถาที่ ๒ ว่า :-
กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดู
ก่อนสหายผู้มีผิวพรรณคล้ายลูกเสือโคร่ง
เชิญท่านบริโภคเถิด เรายอมให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยคฺฆจฺฉาปสทิสวณฺณ ความว่า
ท่านย่อมปรากฏแก่ข้าพเจ้า เหมือนมีวรรณะเสมอกับลูกเสือโคร่ง

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 340 (เล่ม 58)

ดูก่อนท่านผู้มีวรรณะเช่นกับลูกเสือโคร่งผู้เจริญ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้า
จึงขอกล่าวกะท่าน. บทว่า ภุญฺช สมฺม ททามิ เต ความว่า
ดูก่อนสหาย ท่านจงกินผลชมพู่สุกจนพอแก่ความต้องการเถิด เรา
ยอมให้ท่าน.
ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงเขย่ากิ่งชมพู่ให้ผลทั้งหลาย
หล่นลงไป. ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นชมพู่ เห็นกากับสุนัขจิ้งจอก
ทั้งสองแม้นั้น กล่าวคุณอันไม่เป็นจริงของกันและกันกินชมพู่สุกอยู่
จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
ดูก่อนบุคคลผู้สรรเสริญกันและกัน
เราได้เห็นคนพูดมุสา คือกาผู้เคี้ยวกินของ
ที่คนอื่นคายแล้ว และสุนัขจิ้งจอกผู้กิน
ซากศพ มาประชุมกันนานมาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนฺตาทํ ได้แก่ กาผู้กินภัตที่
คนอื่นคายแล้ว. บทว่า กุณปาทญฺจ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกผู้กินซากศพ.
ก็แหละ เทวดานั้นครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว จึงแสดงรูปารมณ์
อันน่ากลัวให้กาและสุนัขจิ้งจอกเหล่านั้นให้หนีไปจากที่นั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต กาในกาลนั้น
ได้เป็นพระโกกาลิกะ ส่วนรุกขเทวดาได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชัมพูขาทกชาดกที่ ๔

340