ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 321 (เล่ม 58)

๕. กุมภวรรค
๑. ภัทรฆฏเภทกชาดก
คนโง่เขลาเดือดร้อนภายหลัง
[๔๗๒] นักเลงได้หม้อสารพัดนึกอันเป็นยอด
ทรัพย์ใบหนึ่ง ยังรักษาหม้อนั้นไว้ได้คราบใด
เขาก็จะได้รับความสุขอยู่ตราบนั้น.
[๔๗๓] เมื่อใด เขาประมาทและเย่อหยิ่ง ได้
ทำลายหม้อให้แตก เพราะความประมาท
เมื่อนั้น ก็เป็นคนเปลือยและนุ่งผ้าเก่าเป็น
คนโง่เขลา ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
[๔๗๔] คนผู้ประมาทโง่เขลา ได้ทรัพย์มาแล้ว
ย่อมใช้สอยไปอย่างนี้ จะต้องเดือดร้อนใน
ภายหลัง เหมือนนักเลงทุบหม้อขอดทรัพย์
เสีย ฉะนั้น.
จบ ภัตรฆฏเภทกชาดกที่ ๑
อรรถกถาสุปัตตวรรคที่ ๕๑
อรรถกถาภัทรฆฏเภทกชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
๑.บาลี. เป็นกุมภวรรค.

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 322 (เล่ม 58)

ปรารภหลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า สพฺพกามททํ กุมฺภํ ดังนี้
ได้ยินว่า หลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้น ผลาญเงิน
๔๐ โกฏิอันเป็นของบิดามารดา ให้ฉิบหายไปด้วยการดื่มสุรา แล้วจึง
ได้ไปยังสำนักของท่านเศรษฐี. แม้ท่านเศรษฐีก็ได้ให้ทรัพย์แก่เขา
พันหนึ่ง โดยสั่งว่าจะทำการค้าขาย. เขาก็ทำทรัพย์ทั้งพันให้ฉิบหาย
แล้วได้มาอีก. ท่านเศรษฐีก็ให้ทรัพย์เขาอีก ๕๐๐ เขาทำทรัพย์ ๕๐๐
นั้น ให้ฉิบหายแล้วกลับมาขออีก ท่านเศรษฐีจึงให้ผ้าสาฎกเนื้อหยาบไป
๒ ผืน. เขาทำผ้าสาฎกแม้ทั้งสองผืนนั้นให้ฉิบหายแล้วมาหาอีก ท่าน
เศรษฐีจึงให้คนใช้จับคอลากออกไป. เขากลายเป็นคนอนาถาอาศัยฝา
เรือนคนอื่นตายไป. ชนทั้งหลายจึงลากเขาไปทิ้งเสียภายนอกบ้าน.
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปยังพระวิหาร กราบทูลความเป็นไปของ
หลานชายนั้นทั้งหมด ให้พระตถาคตเจ้าทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า
เมื่อก่อน เราแม้ให้หม้อสารพัดนึก ก็ยังไม่สามารถทำบุคคลใดให้อิ่ม
หนำได้ ท่านจะทำบุคคลนั้นให้อิ่มหนำได้อย่างไร อันท่านอนาถบิณ-
ฑิกเศรษฐีนั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อบิดาล่วงลับ
ไปแล้วก็ได้ตำแหน่งเศรษฐี. ในเรือนของท่านเศรษฐี ได้มีทรัพย์ฝั่ง

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 323 (เล่ม 58)

ดินไว้ประมาณ ๔๐ โกฏิ. อนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้น มีบุตรคนเดียว
เท่านั้น. พระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น กระทำกาลกิริยาแล้ว
บังเกิดเป็นท้าวสักกะเทวราช. ครั้งนั้น บุตรของท่านเศรษฐีนั้นไม่
จัดแจงทานวัตรอะไร ๆ ได้แต่ให้สร้างมณฑป อันมหาชนแวดล้อมนั่ง
อยู่ ปรารภจะดื่มสุรา. เขาให้ทรัพย์ทีละพันแก่คนผู้กระทำการเต้นรำ
เล่นระบำ รำฟ้อน และขับร้องเป็นต้น ถึงความเป็นนักเลงหญิง นักเลง
สุรา และนักเลงกินเนื้อเป็นต้น. เป็นผู้ต้องการแต่มหรสพเท่านั้นว่า
ท่านจงขับร้อง ท่านจงฟ้อนรำ ท่านจงประโคม เป็นผู้ประมาทมัวเมา
เที่ยวไปไม่นานนัก ได้ผลาญทรัพย์ ๔๐ โกฏิ และอุปกรณ์เครื่อง
อุปโภค บริโภค ให้ฉิบหาย กลายเป็นคนเข็ญใจ กำพร้า นุ่งผ้าเก่า
เที่ยวไป. ท้าวสักกะทรงรำพึงถึง ทรงทราบว่า บุตรตกระกำลำบาก
จึงมาเพราะความรักบุตร ได้ให้หม้อสารพัดนึกแล้ว โอวาทสั่ง
สอนว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจงรักษาหม้อนี้ไว้อย่าให้แตกทำลายไป ก็เมื่อเจ้า
ยังมีหม้อใบนี้อยู่ ในชื่อว่าความสิ้นเปลื้องแห่งทรัพย์จักไม่มีเลย ดังนี้
แล้วก็กลับไปเทวโลก. จำเดิมแต่นั้น เขาก็เที่ยวดื่มสุรา. อยู่มาวันหนึ่ง
เขาเมามาก โยนหม้อนั้นขึ้นไปในอากาศแล้วรับ ครั้งหนึ่ง พลาดไป.
หม้อตกบนพื้นดินแตกไป. ตั้งแต่นั้นมา ก็กลับเป็นคนจน นุ่งผ้า
ท่อนเก่า มือถือกระเบื้องเที่ยวภิกขาจารอาศัยฝาเรือนคนอื่นอยู่จน
ตายไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัส
อภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ว่า :-

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 324 (เล่ม 58)

นักเลงได้หม้อ อันเป็นหม้อสารพัดนึก
ใบหนึ่ง ยังรักษาหม้อนั้นไว้ได้ตราบใดเขาก็
จะได้รับความสุขอยู่ตราบนั้น.
เมื่อใด เขาประมาทและเย่อหยิ่ง ได้
ทำลายหม้อให้แตก เพราะความประมาท เมื่อ
นั้น ก็เป็นคนเปลือยและนุ่งผ้าเก่า เป็นคน
โง่เขลา ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
คนผู้ประมาทโง่เขลา ได้ทรัพย์มาแล้ว
ใช้สอยไปอย่างนี้ จะต้องเดือดร้อนในภาย
หลัง เหมือนนักเลงทุบหม้อสารพัดนึกฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพกามททํ ได้แก่ หม้อที่สามารถ
ให้วัตถุอันน่าใคร่ทั้งปวง. บทว่า กูฏํ เป็นไวพจน์ของ กุมภะหม้อ.
บทว่า ยาว แปลว่า ตลอดกาลเพียงใด. บทว่า อนุปาเลติ ความว่า
คนใดคนหนึ่ง ได้หม้อเห็นปานนี้ ยังรักษาไว้ตราบ เขาย่อมได้
ความสุขอยู่ตราบนั้น. บทว่า มตฺโต จ ทิตฺโต จ ความว่า ชื่อว่า
มัตตะ เพราะเมาเหล้า ชื่อว่า ทิตตะ เพราะเย่อหยิ่ง บทว่า ปมาทา
กุมฺภมพฺภิทา แปลว่า ทำลายหม้อเสีย เพราะความประมาท. บทว่า
นคฺโค จ โปตฺโถ จ ความว่า บางคราว เป็นคนเปลือย บางคราว
เป็นคนนุ่งผ้าเก่า เพราะเป็นคนนุ่งผ้าท่อนเก่า. บทว่า เอวเมว ก็คือ
เอวเมว แปลว่า อย่างนั้นนั่นแหละ. บทว่า ปมตฺโต ได้แก่ ด้วย

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 325 (เล่ม 58)

ความประมาท. บทว่า ตปฺปติ ได้แก่ ย่อมเศร้าโศก.
พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถาดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
นักเลงผู้ทำลายหม้อความเจริญในครั้งนั้นได้เป็นหลานเศรษฐีในบัดนี้
ส่วนท้าวสักกะ คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาภัทรฆฏเภทกชาดกที่ ๑

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 326 (เล่ม 58)

๒. สุปัตตชาดก
ว่าด้วยนางกาแพ้ท้อง
[๔๗๕] ข้าแต่มหาราช พระยากาชื่อสุปัตตะ
เป็นกาอยู่ในเมืองพาราณสี อันกาแปดหมื่น
แวดล้อมแล้ว.
[๔๗๖] นางกาสุปัสสาภรรยาของพระยากานั้น
แพ้ท้อง ปรารถนาจะกินพระกระยาหารมีค่า
มา ที่คนหุงต้มแล้วในห้องเครื่อง.
[๔๗๗] ข้าพระบาทเป็นทูตของพระยากาทั้งสอง
นั้น ถูกนายใช้ให้มา จึงได้เป็นผู้มาในที่นี้
ข้าพระบาทจะกระทำความจงรัก ต่อเจ้านาย
จึงได้จิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้เป็นแผล.
จบ สุปัตตชาดกที่ ๒
อรรถกถาสุปัตตชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภัตข้าวสาลี เจือด้วยเนยใสใหม่ในรสปลาตะเพียนแดง ที่พระ-
สารีบุตรเถระถวายแก่พระพิมพาเทวี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า
พาราณสฺสํ มหาราช ดังนี้. เรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องในอัพภันตรชาดก
ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนหลังนั่นแล.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 327 (เล่ม 58)

ก็แม้ในกาลนั้น โรคลมในท้องของพระเถรีกำเริบขึ้น. พระ-
ราหุลภัทระจึงบอกแก่พระเถระ. พระเถระให้พระราหุลภัทระนั่งใน
โรงฉันแล้วไปยังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าโกศลราช นำเอาภัตข้าว-
สาลีเจือด้วยเนยใสใหม่ในรสปลาตะเพียนแดง แล้วได้ให้แก่พระ-
ราหุลภัทระนั้น. พระราหุลภัทระได้นำไปถวายพระเถรีผู้เป็นพระชนนี.
พอพระเถรีนั้นเสวยเท่านั้น โรคลมในท้องก็สงบระงับ. พระราชา
ทรงส่งพวกราชบุรุษไปให้สอดแนมดู ตั้งแต่นั้นมาได้ถวายภัตเห็น
ปานนั้นแก่พระเถรี. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันใน
โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดี ยัง
พระเถรีให้อิ่มหนำด้วยโภชนะเห็นปานนี้. พระศาสดาเสด็จมาแล้ว
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วย
เรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรให้สิ่งที่มารดารองราหุลปรารถนา
ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกา พอเจริญวัย ได้
เป็นหัวหน้ากาแปดหมื่นตัว ได้เป็นพระยาชื่อว่าสุปัตต์ ส่วนอัครมเหสี
ของพระยากาสุปัตต์ ได้เป็นนางกาชื่อว่าสุปัสสา. เสนาบดี ชื่อว่า
สุมุขะ. พระยากาสุปัตต์นั้นแวดล้อมด้วยกาแปดหมื่นตัว อาศัยเมือง

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 328 (เล่ม 58)

พาราณสีอยู่ วันหนึ่ง พระยากาสุปัตต์พานางกาสุปัสสาไปหาอาหาร
ได้บินไปทางเหนือโรงครัวของพระเจ้าพาราณสี. พ่อครัวปรุงโภชนะ
อันมีปลาและเนื้อชนิดต่าง ๆ เป็นเครื่องประกอบ เมื่อพระราชาเสด็จ
แล้ว เปิดภาชนะไว้หน่อยหนึ่ง ให้ไอร้อนระเหยออกไปอยู่ นางกา-
สุปัสสาสูดกลิ่นปลาและเนื้อแล้ว ประสงค์จะกินโภชนะของพระราชา
ตลอดวันนั้นไม่พูดเลย ในวันที่สองอันพระยากาสุปัตต์กล่าวว่า มาเถิด
นางผู้เจริญ พวกเราจักไปหากินกัน จึงกล่าวว่า ท่านไปเถิด ดิฉัน
มีการแพ้ท้องอย่างหนึ่ง เมื่อพระยากาสุปัตต์กล่าวว่า แพ้ท้องอะไร
นางจึงกล่าวว่า ดิฉันอยากกินโภชนะของพระเจ้าพาราณสี แต่ไม่
สามารถจะได้โภชนะนั้น ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้น
ดิฉันจึงจักละชีวิต. พระโพธิสัตว์กำลังนั่งคิดอยู่ พอดีสุมุขเสนาบดี
มาถามว่า ข้าแต่มหาราช ท่านไม่สบายใจเพราะอะไร ? พระราชา
จึงบอกเนื้อความนั้น. เสนาบดีจึงทูลให้พระราชาและพระอัครมเหสี
แม้ทั้งสองนั้นเบาใจว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าคิดร้อนใจไปเลย
แล้วทูลไปว่า วันนี้ท่านทั้งสองจงอยู่ที่นี้แหละข้าพเจ้าจักไปนำภัต
นั้นมา แล้วก็หลีกไป. เสนาบดีนั้นให้พวกกาประชุมกันแล้วบอก
เหตุนั้นให้ทราบแล้วกล่าวว่า มาเถอะท่านทั้งหลาย พวกเราจักไป
นำภัตมา จึงพร้อมกับพวกกาบินเข้าไปยังพระนครพาราณสี แบ่งกา
เป็นพวกๆ ไว้ในที่ไม่ไกลโรงครัว แล้ววางไว้ เพื่อต้องการอารักขา
ในที่นั้น ๆ ส่วนตนเองนั่งจับอยู่บนหลังคาโรงครัวพร้อมกับกานักสู้

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 329 (เล่ม 58)

รบ ๘ ตัว. และเมื่อกำลังคอยเวลาที่พ่อครัวจะนำพระกระยาหาร
ไปถวายพระราชา ได้กล่าวกะกาเหล่านั้นว่า เมื่อพ่อครัวนำพระกระ-
ยาหารของพระราชามาอยู่ เราจักทำภาชนะให้ตกลงมา ก็เมื่อภาชนะ
ตกลงไปแล้ว ชีวิตของเราจะไม่มี ท่านทั้งหลาย ๔ ตัวจงคาบภัต
ให้เต็มปาก อีก ๔ ตัว จงคาบปลาและเนื้อ แล้วนำไปให้พระยากา
พร้อมทั้งภรรยาบริโภค เมื่อพระราชาถามว่า เสนาบดีไปไหน พวก
ท่านพึงบอกว่า จักมาข้างหลัง. ลำดับนั้น พ่อครัวจัดแจงชนิดโภชนะ
ของพระราชาเสร็จแล้ว จึงเชิญภาชนะไปด้วยหาบ เข้าไปยังราช-
ตระกูล. ในเวลาที่พ่อครัวไปถึงพระลานหลวง กาเสนาบดีจึงให้สัญญา
แก่กาทั้งหลาย แล้วตนเองโฉบลงจับที่อกของคนเชิญเครื่องกระหน่ำ
ด้วยกรงเล็บ เอาจงอยปากเช่นกับปลายหอกจิกปลายจมูกของคนเชิญ
เครื่องนั้น บินขึ้นเอาปีกและเท้าทั้งสองปิดปากของเขาไว้. พระราชา
เสด็จดำเนินอยู่บนท้องพระโรง ทอดพระเนตรไปทางพระแกลใหญ่
ทรงเห็นกิริยาของกานั้น จึงทรงให้เสียงแก่คนเชิญเครื่องตรัสว่า
แน่ะภัตตาหารกะผู้เจริญ เจ้าจงทิ้งภาชนะทั้งหลายเสีย จับเอาเฉพาะ
กาเท่านั้น. คนเชิญเครื่องนั้นจึงทิ้งภาชนะทั้งหลายแล้วจับกาไว้แน่น.
ฝ่ายพระราชาก็ตรัสว่า จงมาทางนี้. ขณะนั้น กาเหล่านั้นมากินจน
เพียงพอแก่ตน แล้วได้คาบเอาส่วนที่เหลือไปโดยทำนองที่กล่าวแล้ว
นั่นแหละ. ลำดับนั้น พวกกาที่เหลือจึงมากินส่วนที่เหลือ. ส่วนกา
ทั้ง ๘ ตัวนั้นบินไปให้พระยากาพร้อมทั้งปชาบดีบริโภคภัตนั้น. ความ

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 330 (เล่ม 58)

แพ้ท้องของนางกาสุปัสสาก็สงบลง. คนเชิญเครื่องนำกาเข้าไปถวาย
พระราชา. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสถามกานั้นว่า กาผู้เจริญ
เจ้าไม่ละอายเราทั้งยังจิกจมูกของคนเชิญเครื่องให้แหว่งด้วย ทำลาย
ภาชนะภัตตาหารให้แตกด้วย และไม่รักษาชีวิตของตนด้วย เพราะ
เหตุไรเจ้าจึงได้กระทำกรรมเห็นปานนี้. กากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช
ราชาของพวกข้าพระพุทธเจ้าอาศัยกรุงพาราณสีอยู่ ข้าพระพุทธเจ้า
เป็นเสนาบดีของพระราชานั้น ภรรยานามว่าสุปัสสาของพระราชานั้น
แพ้ท้อง ประสงค์จะบริโภคโภชนะของพระองค์ พระราชาจึงบอก
การแพ้ท้องของภรรยานั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า. ข้าพระพุทธเจ้าจึงสละ
ชีวิตเพื่อพระราชานั้นนั่นแลจึงได้มา บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ส่งโภชนะ
ไปให้แก่ภรรยาของพระยากานั้นแล้ว ความปรารถนาแห่งใจของ
ข้าพระพุทธเจ้าถึงที่สุดแล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้กระทำ
กรรมปานนี้ เมื่อจะแสดงเนื้อความให้แจ่มแจ้ง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ข้าแต่มหาราช พระยากาชื่อสุปัตตะ
เป็นกาอยู่ในเมืองพาราณสี อันกาแปดหมื่น
แวดล้อมแล้ว.
นางกาสุปัสสาชายาของพระยากานั้น
แพ้ท้อง ปรารถนาจะกินพระกระยาหารอัน
มีค่ามากที่คนหุงต้มแล้วในห้องเครื่อง.

330