ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 311 (เล่ม 58)

เริ่มต้นว่า นานาฉนฺทา มหาราช ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งในชุณห-
ชาดก เอกาทสนิบาต.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัย เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมือง
ตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้ครองราชสมบัติ. พระโพธิ-
สัตว์นั้น มีปุโรหิตของพระราชบิดาถูกถอดจากตำแหน่ง. ปุโรหิตนั้น
เป็นคนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในเรือนคนชราแห่งหนึ่ง. ครั้นวันหนึ่ง
พระโพธิสัตว์ปลอมเพศโดยใคร ๆ ไม่รู้จัก เสด็จเที่ยวตรวจตราพระ-
นครในตอนกลางคืน. พวกโจรที่กระทำโจรกรรมแล้ว พากันดื่มสุรา
ในโรงสุราแห่งหนึ่ง เอาหม้อใส่สุราไว้ต่างหากหม้อหนึ่ง ถือไปบ้าน
ของตน ๆ ในระหว่างทาง ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้นเข้าจึงกล่าวว่า เฮ้ย
เจ้าเป็นใคร ? แล้วตีชิงเอาผ้าห่ม ให้ยกหม้อสุรานั้นขู่ให้เดินไป.
ฝ่ายพราหมณ์นั้น ขณะนั้น ออกไปยืนอยู่ในระหว่างถนน ตรวจดู
ดาวนักษัตรรู้ว่าพระราชาตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกศัตรู จึงเรียกนาง
พราหมณี. นางพราหมณีนั้นกล่าวว่า อะไรกันค่ะท่าน แล้วรีบมายัง
สำนักของพราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะนางพราหมณี
นั้นว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราตกอยู่ในอำนาจของศัตรู. พราหมณี
กล่าวว่า ก็ธุระอะไรของท่านเล่า พวกพราหมณ์ผู้มียศในราชสำนัก
จักรู้เอง. พระราชาทรงสดับเสียงของพราหมณ์ได้เสด็จไปหน่อยจึง

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 312 (เล่ม 58)

ตรัสกะพวกนักเลงว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน ท่านเอาผ้าห่ม
ไปแล้ว จงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. พระราชาทรงตรัสอยู่บ่อย ๆ พวกนักเลง
เหล่านั้นจึงปล่อยไป ด้วยความกรุณา. พระราชาทรงกำหนดเรือนที่
อยู่ของนักเลงเหล่านั้นแล้วเสด็จกลับ. ลำดับนั้น แม้ปุโรหิตคนเก่า
ก็กล่าวว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราพ้นจากเงื้อมมือของศัตรูแล้ว.
พระราชาได้ทรงสดับคำแม้นั้น แล้วทรงกำหนดเรือนของปุโรหิตนั้น
ไว้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียก
พราหมณ์ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ ในตอนกลางคืน
ท่านทั้งหลายได้ตรวจดาวนักษัตรบ้างหรือเปล่า ? พราหมณ์ทั้งหลาย
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ได้ตรวจดูแล้ว พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า นักขัตตฤกษ์งามไหม ? พราหมณ์. งามพระ-
เจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ไม่เคราะห์อะไร ๆ หรือ ? พราหมณ์. ไม่มี
พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกปุโรหิตคนเก่ามา โดยรับสั่งว่าท่าน
จงไปเรียกพราหมณ์จากบ้านโน้นมา แล้วตรัสถามว่า อาจารย์ตอน
กลางคืน ท่านเห็นดาวนักษัตรบ้างไหม ? ปุโรหิตกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ เห็นพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เคราะห์
อะไร ๆ มีไหม ? พราหมณ์. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระเจ้าข้า
วันนี้ เวลากลางคืน พระองค์ตกอยู่ในอำนาจของศัตรู แต่เพียงครู่
เดียว ก็หลุดพ้นได้. พระราชาตรัสว่า ธรรมดาผู้รู้ดวงดาวนักขัตตฤกษ์
ต้องเป็นคนเห็นปานนี้ ครั้นตรัสแล้วให้ถอดพวกพราหมณ์ที่เหลือ

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 313 (เล่ม 58)

นอกนั้นเสียแล้วตรัสว่า พราหมณ์ เราเลื่อมใสท่าน ท่านจงรับเอาพร.
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าปรึกษากับบุตร
และภรรยา แล้วจักรับเอา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ไปเถอะท่าน
ปรึกษากันแล้วจึงค่อยมา. พราหมณ์นั้นไปแล้วเรียกพราหมณี บุตร
ชาย บุตรสะใภ้ และหญิงทาสี มาแล้วถามว่า พระราชาพระราชทาน
พรแก่เรา เราจะรับเอาอะไร ? พราหมณีกล่าวว่า ท่านจงนำโคนมมา
ให้ดิฉัน ๑๐๐ ตัว. บุตรชาย ชื่อว่าฉัตตมาณพกล่าวว่า ท่านจงนำรถ
เทียมม้าอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว มีสีเหมือนดอกโกมุทมาให้ฉัน
บุตรสะใภ้กล่าวว่า ท่านจงนำเอาเครื่องประดับมีต่างหูแก้วมณีเป็นต้น
มาให้ดิฉัน. ทาสีชื่อว่าปุณณากล่าวว่า ท่านจงเอาครกและสากมาให้
ดิฉัน. ส่วนพราหมณ์ต้องการรับเอาบ้านส่วย จึงไปยังราชสำนัก
อันพระราชาตรัสถามว่า ท่านถามบุตรและภรรยาคูแล้วหรือ จึงกราบ
ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าถามแล้ว แต่มี
ความพอใจไม่เป็นอย่างเดียวกัน แล้วกล่าว ๒ คาถาแรกว่า :-
ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาททั้งหลายอยู่
ในเรือนหลังเดียวกัน แต่มีฉันทะความพอใจ
ต่างกัน ข้าพระบาทอยากได้บ้านส่วย นาง
พราหมณีอยากได้โคนมสักร้อยหนึ่ง. ลูกชาย
อยากได้รถเทียมอาชาไนย ลูกสะใภ้อยากได้

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 314 (เล่ม 58)

ต่างหูแก้วมณี ฝ่ายนางปุณณทาสีผู้ชั่วช้า
จำนงหวังจะใคร่ได้ครก สาก และกระด้ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเฉ แปลว่า ย่อมปรารถนา.
บทว่า ควํ สตํ ได้แก่ โคชนิดแม่โคนมร้อยตัว. บทว่า กญฺญา หมายถึง
ลูกสะใภ้. บทว่า ยา เจสา ความว่า ทาสีชื่อว่าปุณณาในเรือนของ
ข้าพระบาทนั้น นางเป็นคนเลวทราม จำนงหวัง คือต้องการครก
พร้อมทั้งกระด้งและสาก.
พระราชาทรงสั่งว่า พวกท่านจงให้สิ่งที่ต้องการแล้ว ๆ แก่
ทุกๆ คน ได้ตรัสเป็นคาถาว่า :-
ท่านทั้งหลายจงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์
จงให้โคนมร้อยตัวแก่พราหมณี จงให้รถ
เทียมม้าอาชาไนยแก่บุตรชาย จงให้ต่างหู
แก้วมณีแก่บุตรสะใภ้ และจงให้ครกแก่นาง
ปุณณทาสีผู้ชั่วช้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺเจตํ ความว่า ท่านทั้งหลาย
จงยังทาสีที่เรียกว่า ปุณณกา ผู้ชั่วช้านั้นให้ได้ คือให้รับเอาครก.
พระราชาได้พระราชทานสิ่งที่พราหมณ์ปรารถนา และยศ
ใหญ่โตอย่างอื่น ด้วยประการดังนี้ แล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่าน
จงขวนขวายในกิจที่จะพึงกระทำแก่เรา แล้วทรงตั้งพราหมณ์ไว้ใน
สำนักของพระองค์.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 315 (เล่ม 58)

พระศาสดาครั้งทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้
ส่วนพระราชา คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานานาฉันทชาดกที่ ๙

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 316 (เล่ม 58)

๑๐. สีลวึมังสชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ของศีล
[๔๖๙] ได้ทราบมาว่า ศีลเป็นความงาม ศีล
เป็นเยี่ยมในโลก ท่านจงดูซี งูใหญ่มีพิษ
อันร้ายแรงย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย รู้สึก
ตัวว่า เป็นผู้มีศีล.
[๔๗๐] เราจักสมาทานศีลที่บัณฑิตรับรองแล้ว
ว่าเป็นความปลอดภัยในโลก เป็นคุณชาติ
เครื่องให้บัณฑิตเรียกบุคคลผู้ประพฤติตาม
ข้อปฏิบัติของพระอริยะ ว่าเป็นผู้มีศีล.
[๔๗๑] อนึ่ง บุคคลผู้มีศีลย่อมเป็นที่รักของ
ญาติทั้งหลาย และรุ่งเรืองในหมู่มิตร เมื่อ
ตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ.
จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาสีสวีมังสชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
พราหมณ์ผู้ทดลองศีลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ กิเรว
กลฺยาณํ ดังนี้.

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 317 (เล่ม 58)

ก็เรื่องทั้งที่เป็นปัจจุบันและเป็นอดีต ได้ให้พิสดารแล้วในสีล-
วีมังสชาดก เอกนิบาต ในหนหลัง. แต่ในที่นี้ มีเรื่องว่า เมื่อ
พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี ปุโรหิตของ
พระองค์คิดว่า จักทดลองศีลของตน จึงหยิบเอากหาปณะหนึ่งๆ ไป
๒ วัน จากแผ่นกระดานสำหรับนับเงิน ครั้นในวันที่สาม พวก
ราชบุรุษจับพราหมณ์นั้น โดยหาว่าเป็นโจร นำไปยังสำนักของพระ-
ราชา. ในระหว่างทางได้เห็นหมองูกำลังเล่นงูอยู่. ลำดับนั้น พระ-
ราชาตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้ ?
พราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะ เพราะข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะทด-
ลองศีลของตน พระเจ้าข้า แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ได้ทราบว่า ศีลเท่านั้นงดงาม ศีลยอด
เยี่ยมในโลก ท่านจงดูซี งูใหญ่มีพิษอัน
ร้ายแรง ยังไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยรู้สึกตัว
ว่าเป็นผู้มีศีล.
เราจักสมาทานศีลที่บัณฑิตรับรองแล้ว
ว่า เป็นความปลอดภัยในโลก เป็นคุณชาติ
เครื่องให้บัณฑิตเรียกบุคคลผู้ประพฤติตาม
ข้อปฏิบัติของพระอริยะ ว่าเป็นผู้มีศีล.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 318 (เล่ม 58)

อนึ่ง บุคคลผู้มีศีล ย่อมเป็นที่รักของ
ญาติทั้งหลาย ทั้งย่อมรุ่งเรื่องในหมู่มิตร เมื่อ
ตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารมารยาท.
ศัพท์ว่า กิร เป็นนิบาตลงในอรรถว่าได้ยินได้ฟัง. บทว่า กลฺยาณํ
แปลว่า งาม. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยิน
ว่า ศีลเท่านั้นงดงาม. พราหมณ์กล่าวถึงตนเอง ด้วยบทว่า ปสฺส
เอาเถิด. บทว่า น หญฺญติ ความว่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วย
ตนเอง ทั้งไม่ใช่ให้คนอื่นเบียดเบียน. บทว่า สมาทิสฺสํ แปลว่า
จักสมาทาน. บทว่า อนุมตํ สิวํ ความว่า อันบัณฑิตทั้งหลายรับรอง
แล้วว่าเป็นแดนเกษม คือ ปลอดภัย. บทว่า เยน วุจฺจติ ความว่า
เราจักสมาทานศีลอันเป็นเหตุให้บุคคลผู้มีศีลผู้ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อต่อ
ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งได้รับการ
ขนานนามว่า อริยวุตติสมาจาร ผู้มีสมาจารอันเป็นเครื่องประพฤติ
อย่างประเสริฐ. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมรุ่งโรจน์ ประดุจกอง
ไฟบนยอดเขา.
พระโพธิสัตว์เมื่อประกาศคุณของศีลด้วยคาถา ๓ คาถา อย่าง
นี้แล้ว จึงแสดงธรรมแก่พระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
ในเรือนของข้าพระพุทธเจ้า มีทรัพย์จำนวนมาก ทั้งที่เป็นของบิดา

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 319 (เล่ม 58)

มารดา ทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และทั้งที่พระองค์พระราชทาน ที่
สุดรอบคือความเสร็จสิ้นไม่ปรากฏ ก็ข้าพระพุทธเจ้าเมื่อจะทดลองศีล
จึงหยิบเอากหาปณะจากแผ่นกระดานสำหรับนับเงินไป บัดนี้ ข้าพระ-
พุทธเจ้าทราบเกล้าแล้วว่า ในโลกนี้ ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศ
เป็นภาวะต่ำทราม และศีลเท่านั้นประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวช
ขอจงอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด แล้วทูลขอให้ทรงอนุญาตการ
บวช แม้พระราชาจะทรงขอร้องแล้ว ๆ เล่า ๆ ก็ออกจากเรือนเข้าป่า
หิมพานต์ บวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มี
พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า พราหมณ์ปุโรหิตผู้ทดลองศีลในครั้งนั้น คือเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๑๐

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 320 (เล่ม 58)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัพภันตรชาดก ๒. เสยยชาดก ๓. วัฑฒกีสูกรชาดก
๔. สิริชาดก ๕. มณิสูกรชาดก ๖. สาลุกชาดก ๗. ลาภครหิก-
ชาดก ๘. มัจฉทานชาดก ๙. นานาฉันทชาดก ๑๐. สีลวีมังส-
ชาดก.
จบ อัพภันตรวรรคที่ ๔

320