โอตตัปปะเสีย เป็นเหมือนสหายนักเลงของสตรี บุรุษ เด็กชาย และ
เด็กหญิงทั้งหลาย เที่ยวแสดงการเล่น มีประการต่าง ๆ ส่วนบุคคลใด
ไม่เป็นนักฟ้อนรำอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนงมงาย.
บทว่า นากุตูหโล ความว่า คนผู้มีวาจาพล่อย ๆ ชื่อว่าคน
ตื่นข่าว. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ตรัสถาม
อำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้ฟังมาว่า ในที่โน้น คนถูกฆ่า ถูกปล้น
เรือน ลูกเมียของคนอื่นถูกข่มขืน นี้เป็นกรรมของพวกไหนนะ ?
ในหมู่อำมาตย์เหล่านั้น เมื่ออำมาตย์ที่เหลือไม่ทูลอะไรเลย ผู้ใดลุกขึ้น
กราบทูลว่า คนชื่อโน้น ๆ กระทำดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่าคนตื่นข่าว. พระ-
ราชาทั้งหลาย ก็จะส่งราชบุรุษเหล่านั้นไปสืบสวน ห้ามปรามตามคำ
ของอำมาตย์ผู้นั้น ย่อมประทานยศใหญ่โตให้แก่อำมาตย์ผู้นั้น ด้วย
ทรงพระดำริว่า เพราะอาศัยผู้นี้ บ้านเมืองของเราจึงปราศจากโจร
ผู้ร้าย. ฝ่ายชนที่เหลือก็ให้ทรัพย์แก่ผู้นั้นเหมือนกัน เพราะกลัวว่า ผู้
นี้ถูกราชบุรุษไต่ถาม จะกล่าวมิดีมิร้ายให้. ลาภย่อมเกิดแก่คนตื่นข่าว
ด้วยประการอย่างนี้. ส่วนผู้ที่ไม่ตื่นข่าวย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนที่
งมงาย. บทว่า เอสา เต อนุสาสี ความว่า นี้เป็นการพร่ำสอน
ในเรื่องการจะได้ลาภแก่เจ้า จากสำนักของเรา.
อันเตวาสิกได้ฟังคาถาของอาจารย์แล้ว เมื่อจะติเตียนลาภ จึง
กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-