ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 281 (เล่ม 58)

ทั้งหลายที่เรียกว่าทรัพย์มากเหล่านั้น. บทว่า อติจฺจญฺเญว ปาณิโน
ได้แก่ ล่วงเลยสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นเสีย. เอว อักษร ในบทว่า
อติจฺจญฺเญว นี้แหละ พึงประกอบเข้ากับบทแรก มีใจความว่า
ล่วงเลยเหล่าสัตว์ผู้ไม่ได้กระทำบุญไว้ ย่อมเกิดขึ้นในที่ทั้งปวงทีเดียว
แก่บุคคลผู้ที่ได้กระทำบุญไว้. บทว่า อปิ นายตเนสุปิ ความว่า
โดยที่แท้ โภคะทั้งหลายเป็นอันมากทั้งที่เป็นทรัพย์ที่มีวิญญาณครอง
และทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณครอง ย่อมเกิดขึ้นแม้ในที่อันมิใช่บ่อเกิด คือ
รัตนะทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งรัตนะ ทองเป็นต้น
ย่อมเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งทองเป็นต้น ช้างเป็นต้นย่อมเกิด
ขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งช้างเป็นต้น. จริงอยู่ ในการที่แก้วมุกดา
และแก้วมณีเป็นต้นเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดนั้น พึงแสดงเรื่องของ
พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยมหาราช.
ก็พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว จึงตรัสสืบไปว่า ดูก่อน
คฤหบดี ชื่อว่าบ่อเกิดอย่างอื่นเช่นกับบุญของสัตว์เหล่านี้ ย่อมไม่มี
เพราะว่ารัตนะทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้มีบุญ แม้ในที่อันมิใช่
บ่อเกิดทั้งหลาย แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ว่า :-
ขุมทรัพย์คือบุญนี้ ให้สมบัติอันน่าใคร่
ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายย่อมปรารถนาผลใดย่อม
ได้ผลนั้นทั้งหมดด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 282 (เล่ม 58)

ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ๑ ความเป็นผู้มี
เสียงไพเราะ ๑ ความเป็นผู้มีทรวดทรงงาม ๑
ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นอธิบดี ๑
ความเป็นผู้มีบริวาร ๑ ผลทั้งหมดนี้ อัน
เทวดาและมนุษย์ ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือ
บุญนี้. ความเป็นเจ้าประเทศราช ๑ ความ
เป็นผู้มีอิสริยยศ ๑ ความสุขของพระเจ้า
จักรพรรดิอันเป็นที่รัก ๑ ความเป็นราชา
แห่งเทวดาในเทวโลก ผลทั้งหมดนี้
อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์
คือบุญนี้. สมบัติอันเป็นของมนุษย์ .
ความรื่นรมย์ยินดีในเทวโลก ๑ นิพพาน
สมบัติ ๑ ผลทั้งหมดนี้ อันเทวดาและ
มนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. ผล
ทั้งหมดคือความที่บุคคลถึงพร้อมด้วยมิตรสัมป-
ความเพียรด้วยอุบายอันแยบคายได้เป็นผู้
ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อันเทวดาและ
มนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์ค้าบุญนี้. ปฏิ-
สัมภิทา ๑ วิโมกข์ ๑ สาวกบารมี ๑

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 283 (เล่ม 58)

ปัจเจกโพธิ ๑ พุทธภูมิ ๑ ผลทั้งหมดนี้
อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือ
บุญนี้. ปุญญสัมปทา คือความถึงพร้อมด้วย
บุญนี้ ให้ความสำเร็จผลอันใหญ่ยิ่งอย่างนี้
เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์
ทั้งหลาย จึงสรรเสริญความเป็นผู้มีบุญอัน
ได้กระทำไว้ ดังนี้.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงรัตนะทั้งหลาย อันเป็นที่ประดิษฐาน
แห่งสิริแม้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
คำมีอาทิว่า กุกฺกุโฏ ดังนี้. ดังมีคาถาประพันธ์ว่า :-
ไก่ แก้วมณี ไม้เท้า หญิงผู้มีบุญญ-
ลักษณะ ย่อมเกิดแก่คนผู้ไม่มีบาป มีแต่
บุญอันได้กระทำไว้แล้ว.
คำว่า ทณฺโฑ ไม้เท้า ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายเอา
ไม้เจว็ด. บทว่า ถิโย ได้แก่ นางบุญญลักษณาเทวี ผู้เป็นภรรยา
ของเศรษฐี. คำที่เหลือในคาถานี้ ง่ายทั้งนั้น. ก็แหละ ครั้นตรัส
พระคาถานี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น
พระอานนท์ในบัดนี้ ดาบสผู้เป็นกุลุปกะในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสิริชาดกที่ ๔

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 284 (เล่ม 58)

๕. มณิสูกรชาดก
ของดีใครทำลายไม่ได้
[๔๕๔] พวกข้าพเจ้าประมาณ ๓๐ ตัว อาศัย
อยู่ในถ้ำแก้วมณี ๗ ปี ได้ปรึกษากันว่า จะ
ช่วยกันกำจัดแสงแก้วมณีให้เศร้าหมอง.
[๔๕๕] พวกข้าพเจ้าช่วยกันเสียดสีแก้วมณี
แก้วมณีกลับมีสีสุกใสขึ้นกว่าเก่า บัดนี้พวก
ข้าพเจ้าขอถามท่านถึงเหตุนั้น ท่านย่อม
สำคัญกิจในเรื่องนี้อย่างไร.
[๔๕๖] ดูก่อนหมูทั้งหลาย แก้วไพฑูรย์นี้เป็น
ของบริสุทธิ์งามผ่องใสใคร ๆ ไม่สามารถจะ
กำจัดแสงแก้วไพฑูรย์นั้นให้เศร้าหมองได้
ท่านทั้งหลายจงพากันหลีกหนีไปอยู่ที่อื่นเสีย
เถิด.
จบ มณิสูกรชาดกที่ ๕
อรรถกถามณิสูกรชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ
การสมาคมแห่งนางสุนทรี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทริยา
สตฺต วสฺสานิ ดังนี้.

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 285 (เล่ม 58)

ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นปกติ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะ. เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง
และเป็นผู้ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็น
ปกติ. ฝ่ายพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ใครๆ ไม่สักการะ เคารพ
นับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร. ได้ยินว่า เมื่อลาภสักการประดุจห้วงน้ำใหญ่แห่ง
แม่น้ำใหญ่ ๕ สาย เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ พวก
อัญญเดียรถีย์ เสื่อมลาภสักการะ เป็นผู้อับรัศมี ประดุจหิ่งห้อยใน
เวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงมาร่วมประชุมหารือกันว่า จำเดิมแด่พระสมณ-
โคดมเกิดขึ้นแล้ว พวกเราเป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ ใครๆ ย่อมไม่รู้
แม้ความที่พวกเรามีอยู่ พระสมณโคดมถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ
พวกเราจะร่วมกับใครดีหนอ จึงจะยังโทษมิใช่คุณ ให้เกิดขึ้นแก่
พระสมณโคดม ทำลาภสักการะ ของพระสมณโคดมนั้นให้อันตรธาน
ไป. ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้มีความคิดกันว่า พวกเรา
ร่วมกับนางสุนทรี จักสามารถทำได้. วันหนึ่ง พวกเดียรถีย์เหล่านั้น
ไม่พูดจากะนางสุนทรีผู้เข้าไปยังอารามของเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่.
นางสุนทรีนั้นถึงจะพูดจาบ่อยๆ ก็ไม่ได้คำตอบ จึงถามว่า เออก็
พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายถูกใคร ๆ เบียดเบียนหรือ ? พวกอัญญเดียรถีย์

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 286 (เล่ม 58)

กล่าวว่า น้องหญิงเธอไม่เห็นหรือ พระสมณโคดมเที่ยวเบียดเบียน
พวกเรา กระทำให้เสื่อมลาภสักการะ. นางสุนทรีนั้นจึงกล่าวอย่างนี้
ว่า ในเรื่องนี้ ดิฉันควรจะทำอย่างไร. อัญญเดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่า
น้องหญิง เจ้าแล เป็นผู้มีรูปร่างงดงาม ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความ
งาม จงยกโทษมิใช่ยศขึ้นแก่พระสมณโคดม ให้มหาชนเชื่อถือคำ
ของเจ้า แล้วกระทำให้เสื่อมลาภสักการะ. นางสุนทรีนั้นรับคำว่าได้
จึงไหว้แล้วหลีกไป จำเดิมแต่นั้นมา นางก็ถือดอกไม้ ของหอม
เครื่องลูบไล้ กระบูร และผลเผ็ดร้อนเป็นต้น แล้วบ่ายหน้าตรงไป
ยังพระเชตวันวิหารในตอนเย็น เวลาที่มหาชนฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดาแล้วเข้าเมือง และถูกถามว่า เธอจะไปไหน ? ก็กล่าวว่า
ไปสำนักพระสมณโคดม. ด้วยว่าเราอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับ
พระสมณโคดม แล้วก็ไปอยู่เสียในอารามของอัญญเดียรถีย์แห่งหนึ่ง
พอเช้าตรู่ ก็ย่างลงหนทางสายที่จะไปพระเชตวัน บ่ายหน้ามุ่งไป
พระนคร และถูกถามว่า สุนทรี เธอไปไหนมาหรือ ? จึงกล่าวว่า เรา
อยู่ในพระคันธกุฎีหลังเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้พระสมณโคดม
รื่นรมย์ยินดีด้วยกิเลสแล้วจึงมา. ครั้นล่วงไป ๒-๓ วัน พวกอัญญ-
เดียรถีย์ให้กหาปณะแก่พวกนักเลง แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงไปฆ่า
นางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อดอกไม้ใกล้ๆ กับ
พระคันธกุฏีของพระสมณโคดมแล้วจงมา. พวกนักเลงเหล่านั้นได้
กระทำอย่างนั้น. ลำดับนั้น พวกอัญญเดียรถีย์พากันทำความโกลาหลว่า

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 287 (เล่ม 58)

เราทั้งหลายไม่เห็นนางสุนทรี จึงกราบทูลพระราชา เป็นผู้อันพระราชา
ตรัสถามว่า ท่านทั้งหลาย มีความรังเกียจแหนงใจที่ไหน จึงกราบทูล
ว่า ทุกวันนี้ นางสุนทรีอยู่ในพระเชตวัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ไม่ทราบความเป็นไปของนางในพระเชตวันนั้น พระราชาทรงอนุญาต
ว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปค้นหานาง จึงพาคนผู้เป็นอุปัฏฐาก
ของตนไปยังพระเชตวันค้นหาอยู่ เห็นนางสุนทรีอยู่ในระหว่างกอง
ขยะดอกไม้ จึงให้ยกศพนางสุนทรีขึ้นวางบนเตียงน้อยแล้วเข้าไปยัง
พระนคร กราบทูลแก่พระราชาว่า พวกสาวกของพระสมณโคดมคิดว่า
จักปกปิดกรรมชั่วที่พระศาสดาของตนกระทำ จึงฆ่านางสุนทรีแล้ว
หมกไว้ในระหว่างกองขยะดอกไม้. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่าน
ทั้งหลายจงไปเที่ยว ประกาศให้ทั่วพระนคร เดียรถีย์เหล่านั้นจึง
เที่ยว ประกาศ ในถนน ทั่วพระนคร โดยนัยเป็นต้นว่า ท่าน
ทั้งหลายจงดูกรรมของพวกสมณะ ศากยบุตร ดังนี้แล้วก็กลับมายัง
ประตูพระราชนิเวศน์อีก. พระราชารับสั่งให้ยกร่างของนางสุนทรีขึ้นสู่
เตียงน้อยในป่าช้าผีดิบแล้วให้อารักขาไว้. ชาวเมืองสาวัตถี ยกเว้น
พระอริยสาวก ที่เหลือโดยมาก กล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลาย จง
ดูการกระทำของพวกสมณะ ศากยบุตร ดังนี้ แล้วเที่ยวด่าภิกษุทั้งหลาย
ทั้งภายในเมืองและนอกเมือง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่
พระตถาคตเจ้า. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น แม้เธอทั้งหลาย
จงโจทย์ท้วงตอบพวกมนุษย์เหล่านั้นอย่างนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 288 (เล่ม 58)

บุคคลผู้พูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก
หรือแม้บุคคลใดทำแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่
ได้ทำ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรม
เลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้
เสมอกัน.
พระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปโดยรับสั่งว่า พวกท่านจงรู้ว่า
นางสุนทรีถูกคนอื่นฆ่า. ลำดับนั้น พวกนักเลงแม้เหล่านั้น ดื่มสุรา
ด้วยกหาปณะเหล่านั้น กระทำการทะเลาะกันและกันอยู่. ในนักเลง
เหล่านั้น นักเลงคนหนึ่งพูดอย่างนี้ว่า ท่านฆ่านางสุนทรีด้วยการประ-
หารคราวเดียวเท่านั้น แล้วหมกไว้ในระหว่างกองขยะดอกไม้ จึงได้
ดื่มสุราด้วยกหาปณะที่ได้จากการฆ่านางสุนทรีนั้น. พวกราชบุรุษจึง
จับนักเลงเหล่านั้นแสดงแก่พระราชา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถาม
นักเลงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าฆ่าหรือ ? พวกนักเลงกราบทูลว่า พระ-
เจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ. พระราชาตรัสถามว่า ใครใช้ให้ฆ่า ?
นักเลงทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ พวกอัญญเดียรถีย์ใช้ให้ฆ่า
พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพวกอัญญเดียรถีย์มาแล้วตรัสว่า
พวกเจ้าจงให้หามนางสุนทรีไป จงเที่ยวไปตลอดทั่วพระนคร กล่าว
อย่างนี้ว่า นางสุนทรีนี้พวกเราประสงค์จะยกโทษพระสมณโคดม จึง
ให้ฆ่าเสีย โทษแห่งสาวกทั้งหลายของพระสมณโคดมไม่มีเลย เป็น
โทษของเราทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 289 (เล่ม 58)

ตามรับสั่ง. ในกาลนั้น มหาชนผู้เขลาเชื่อ. ฝ่ายพวกอัญญเดียรถีย์ถูก
ลงอาญาในฐานฆ่าคน. จำเดิมแต่นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มี
สักการะมากยิ่งขึ้น. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันใน
โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พวกเดียรถีย์คิดว่า จักยัง
ความมัวหมองให้เกิดแก่พระพุทธเจ้า ตนเองกลับเป็นฝ่ายมัวหมอง
อนึ่ง ลาภสักการะใหญ่ยิ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้า. พระศาสดาเสด็จ
มาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วย
เรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้หลงทราบแล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่อาจทำความมัวหมองให้เกิดขึ้นแก่
พระพุทธเจ้า ชื่อว่าการกระทำความเศร้าหมองแก่พระพุทธเจ้า ก็เป็น
เช่นกับ ทำความเศร้าหมองแก่แก้วมณีชาติ. ในกาลก่อน สุกรทั้งหลาย
แม้พยายามอยู่ด้วยหวังว่าจักทำแก้วมณีชาติ คือมณีโดยกำเนิด ให้
เศร้าหมอง ก็ไม่ได้อาจทำให้เศร้าหมอง อันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอน
แล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหมู่บ้านแห่ง
หนึ่ง พอเจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกามทั้งหลายจึงออกจากเรือนข้าม
ทิวเขา ๓ ลูกในหิมวันตประเทศ ไปเป็นดาบสอยู่ในบรรณศาลา. ได้
มีถ้ำแก้วมณีอยู่ในที่ไม่ไกลบรรณศาลานั้น. สุกรประมาณ ๓๐ ตัว
อยู่ในถ้ำแก้วมณีนั้น มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวไปในที่ไม่ใกล้ถ้ำนั้น. เงา

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 290 (เล่ม 58)

ของราชสีห์นั้นย่อมปรากฏที่แก้วมณี. สุกรทั้งหลายเห็นเงาราชสีห์
ตกใจกลัวสะดุ้ง จึงได้มีเนื้อและเลือดน้อย. สุกรเหล่านั้นคิดกันว่า
เพราะแก้วมณีนี้ใส เงานี้จึงปรากฏ พวกเราจงทำแก้วมณีนี้ ให้
เศร้าหมอง ไม่มีสี จึงไปยังสระแห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล กลิ้งเกลือกใน
เปือกตมแล้วมาสีที่แก้วมณีนั้น. แก้วมณีนั้นถูกขนสุกรทั้งหลายเสียดสี
อยู่กลับใสแจ๋วยิ่งขึ้น ประหนึ่งพื้นสุทธากาสอันบริสุทธิ์ สุกรทั้งหลาย
มองไม่เห็นอุบาย จึงตกลงกันว่า จักถามอุบายเป็นเครื่องทำแก้วมณีนี้
ให้ปราศจากสีกะพระดาบา จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วยืน ณ
ส่วนข้างหนึ่ง กล่าวคาถา ๒ คาถาแรกว่า :-
พวกข้าพเจ้าประมาณ ๓๐ ตัว อาศัยอยู่
ในถ้ำแก้วมณี ๑ ปี ได้ปรึกษากันว่า จะช่วย
กันกำจัดแสงแก้วมณีให้เศร้าหมอง. พวก
ข้าพเจ้าช่วยกันเสียดสีแก้วมณี แก้วมณี
กลับมีสีสุกใสขึ้นกว่าเก่า บัดนี้ พวกข้าพเจ้า
ขอถามท่านถึงเหตุนั้น ท่านย่อมสำคัญกิจใน
เรื่องนี้อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทริยา แปลว่า ในถ้ำแก้วมณี.
บทว่า วสามเส แปลว่า ย่อมอยู่. บทว่า หญฺญาม ความว่า พวก
ข้าพเจ้าจักขจัด คือ แม้พวกข้าพเจ้าก็จักกระทำให้หมดสี. บทว่า
อิทญฺจิทานิ ปุจฺฉาม ความว่า บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านถึง

290