ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 191 (เล่ม 58)

นายประตู นางวัณณทาสีผู้เป็นนครโสเภณี ก็เหมือนพระโพธิสัตว์
รวมความว่า ชนเหล่านี้รักษาศีลห้าเหมือนดังพระโพธิสัตว์
ชน ๑๑ คน คือ พระราชา ๑ พระ-
ชนนี ๑ พระอัครมเหสี ๑ พระอุปราช ๑
ปุโรหิต ๑ อำมาตย์ผู้รังวัด ๑ สารถี ๑
เศรษฐี ๑ อำมาตย์ผู้ตวงข้าว ๑ นายประตู ๑
และนางคณิกา ๑ ดำรงอยู่ในกุรุธรรม.
ชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้ รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ด้วยประการดังนี้.
พระราชาให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ที่กลาง
เมือง ที่ประตูพระนิเวศน์ ทรงสละพระราชทรัพย์หกแสนทุกวัน ๆ
ทรงบริจาคทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา. ก็ความ
ที่พระโพธิสัตว์นั้นมีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาคทาน ได้แผ่คลุม
ไปทั่วชมพูทวีป. ในกาลนั้น พระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติใน
ทันตปุรนคร ในแคว้นกาลิงคะ. ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคราชนั้น
ฝนไม่ตก ก็เกิดความอดอยากไปทั่วแคว้น. ก็เพราะอาหารวิบัติ โรค
จึงเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์. ภัย ๓ ประการ คือ ฉาตกภัย ภัยคือความ
อดอยาก โรคภัย ภัยคือโรค ทุพภิกขภัย ภัยคือข้าวยากหมากแพง ก็
เกิดขึ้น. มนุษย์ทั้งหลายหมดที่ยึดถือ ต่างพากันจูงมือเด็กๆ เที่ยว
เร่ร่อนไป. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นรวมกันไปยังพระนครทันตปุระ

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 192 (เล่ม 58)

พากันส่งเสียงร้องอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชาประทับยืนพิงพระ-
แกล ทรงสดับเสียงนั้น จึงตรัสถามว่า คนเหล่านี้เที่ยวไปเพราะ
เหตุอะไรกัน พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ภัยเกิดขึ้นทั่ว
แว่นแคว้นทั้งสิ้น ฝนไม่ตก ข้าวกล้าวิบัติเสียหาย เกิดความอดอยาก
มนุษย์ทั้งหลายกินอยู่ไม่ดีถูกโรคภัยครอบงำ หมดที่ยึดถือระส่ำระ-
สาย พากันจูงมือลูก ๆ เที่ยวไป ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงยังฝน
ให้ตกเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า พระราชาแต่เก่าก่อน
ทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ทรงกระทำอย่างไร ? พวกอำมาตย์กราบทูล
ว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาแต่เก่าก่อนทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ได้
ทรงบริจาคทาน อธิษฐานอุโบสถสมาทานศีลแล้ว เสด็จเข้าสู่ห้อง
สิริไสยาศน์ ทรงบรรทมเหนือเครื่องลาดซึ่งทำด้วยไม่ตลอด ๗ วัน
ในกาลนั้น ฝนก็ตกลงมา. พระราชาทรงรับว่าดีละ. แล้วได้ทรงกระทำ
อย่างนั้น. แม้ทรงกระทำอย่างนั้น ฝนก็มิได้ตก. พระราชาตรัสกะ
อำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้กระทำกิจที่ควรกระทำแล้ว ฝนก็ไม่ตก
เราจะกระทำอย่างไรต่อไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช
พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยราชในนครอินทปัฏ มีช้างมงคลหัตถีชื่อว่า
อัญชนสันนิภะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักนำช้างมงคลเชือกนั้นมา
เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝนก็จักตก. พระราชาตรัสว่า พระราชาพระองค์
นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยพลพาหนะ ใคร ๆ จะข่มได้ยาก พวกเราจักนำ
ช้างพระราชาพระองค์นั้นมาได้อย่างไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 193 (เล่ม 58)

ข้าแต่มหาราช ไม่มีกิจที่จะต้องทำการรบกับพระเจ้าธนัญชัยโกรัพย-
ราชนั้น พระราชาพระองค์นั้น มีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาค
ทานเป็นผู้ถูกเขาขอ แม้พระเศียรอันประดับแล้วก็ทรงตัดให้ได้ แม้
ดวงพระเนตรอันสมบูรณ์ด้วยประสาทก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติ
ทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ในเรื่องช้างมงคลไม่จำต้องพูดถึงเลย ทูลขอ
แล้วจักทรงประทานให้แน่แท้. พระราชาตรัสว่า ใครจะสามารถไป
ขอช้างมงคลนั้น อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวก
พราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา
จากที่อยู่ของพราหมณ์แล้วทรงกระทำสักการะสัมมานะแล้วทรงส่งไป
เพื่อให้ขอช้างมงคล. พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาเสบียงเดินทาง ปลอม
เพศเป็นคนเดินทาง รีบเดินทางไป โดยพักแรมอยู่ราตรีหนึ่งในที่
ทุกแห่ง บริโภคอาหารในโรงทานที่ประตูพระนคร บำรุงร่างกายให้
อิ่มหนำสิ้นเวลา ๒-๓ วันแล้วถามว่า เมื่อไรพระราชาจักเสด็จมา
โรงทาน ? พวกมนุษย์บอกว่า พระราชาจะเสด็จมาในวัน ๑๔ ค่ำ
๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ ตลอด ๓ วันแห่งปักษ์หนึ่งๆ ก็พรุ่งนี้ เป็น
วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เพราะฉะนั้น พระราชาจักเสด็จมาในวันพรุ่งนี้.
วันรุ่งขึ้น พวกพราหมณ์รีบไปแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูด้านทิศตะ-
วันออก. พระโพธิสัตว์ทรงสนานและลูบไล้พระวรกายแต่เช้าตรู่ ทรง
ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จขึ้นคอช้างมงคลหัตถีอันประดับ
แล้ว เสด็จไปยังโรงทานทางประตูด้านทิศตะวันออก ด้วยบริวารอัน

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 194 (เล่ม 58)

ยิ่งใหญ่ เสด็จลงจากคอช้างแล้วได้ประทานอาหารด้วยพระหัตถ์ของ
พระองค์ แก่ชน ๗-๘ คน แล้วรับสั่งว่า พวกท่านจงให้โดยทำนอง
นั้น. แล้วได้เสด็จขึ้นช้างไปยังประตูด้านทิศใต้. พวกพราหมณ์ไม่
ได้โอกาสที่ประตูด้านทิศตะวันออก เพราะมีการอารักขาแข็งแรง จึงได้
ไปยังประตูด้านทิศใต้เหมือนกัน ยืนอยู่ในที่สูงไม่ไกลเกินไปจากประตู
คอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวาย
คอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวาย
ชัยมงคลว่า ขอพระมหาราชเจ้าจงทรงพระเจริญ จงมีชัยชำนะเถิด
พระเจ้าข้า. พระราชาทรงเอาพระแสงขอเพ็ชรเหนี่ยวช้างให้หันกลับ
เสด็จไปยังที่ใกล้พราหมณ์เหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า พราหมณ์
ทั้งหลายผู้เจริญ ท่านทั้งหลายต้องการอะไร ? พราหมณ์ทั้งหลายเมื่อ
จะพรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชน
ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีล
ของพระองค์แล้ว จึงขอรับพระราชทานเอา
ทองคำแลกกับช้างมีสีดังดอกอัญชัน นำไป
ในแว่นแคว้นกาลิงคราช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธํ ได้แก่ ศรัทธาความเชื่อ
อันควรไว้ใจ ด้วยอำนาจการเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม บทว่า สีลํ
ได้แก่ สังวรศีล อวีติกกมศีล ศีลการไม่ล่วงละเมิด. ในสมัยใน

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 195 (เล่ม 58)

ประเทศนั้น เรียกทองว่า วณฺณํ. คำนั้นเป็นเพียงหัวข้อเทศนา
เท่านั้น ก็ด้วยบทนี้ ท่านสงเคราะห์เอาเงิน ทอง ทรัพย์และธัญญา-
หาร แม้ทั้งหมด. บทว่า อญฺชนวณฺเณน ได้แก่ ด้วยช้างตัวประ-
เสริฐของพระองค์เชือกนี้ซึ่งมีเสมอด้วยช่อดอกอัญชัน. บทว่า กาลิงฺ-
คสฺมึ ได้แก่ ในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราช. บทว่า วินิมฺหเส
ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถือเอาด้วยการแลก ถ้อยทีปฏิบัติ
ต่อกัน หรือใส่ไปในท้องด้วยการบริโภคเข้าไป. บทว่า เส เป็น
เพียงนิบาต. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่า
ประชาชนด้วยว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีลของ
พระองค์แล้วคิดว่า พระราชาพระองค์นั้น ทรงสมบูรณ์ด้วยศรัทธา
และศีลอย่างนี้ จะทูลขอแล้ว จักพระราชทานช้างตัวประเสริฐมีสี
เหมือนดอกอัญชัน แก่พวกเราเป็นแน่ แล้วพูดกันว่า เราทั้งหลาย
จักนำช้างตัวประเสริฐไปในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราช จึงเอาทรัพย์
และธัญญาหารเป็นอันมากแลกกับช้างซึ่งมีสีเหมือนดอกอัญชันเชือกนี้
เสมือนเป็นของ ๆ ตน คือใช้จ่ายทรัพย์และธัญญาหารเป็นอันมาก
และใส่ปากใส่ท้องเลี้ยงดูกัน. ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อจะขอช้าง
นั้นอย่างนี้ จึงได้มาในที่นี้ ขอพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
โปรดทรงทราบกิจที่จะพึงทรงกระทำในเรื่องช้างนั้น. อีกนัยหนึ่ง
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบพระคุณ คือศรัทธาคุณและศีลคุณ
ของพระองค์จึงคิดกันว่า พระราชาผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ชีวิต

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 196 (เล่ม 58)

ถูกขอแล้วก็จะประทานให้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงช้างตัวประเสริฐอัน
เป็นสัตว์ดิรัจฉานเล่า จึงจะขอแลกคือเปรียบเทียบทองแก่พระองค์กับ
ช้างอันมีสีเหมือนดอกอัญชันนี้ ไปไว้ในสำนักของพระเจ้ากาลิงคราช
ด้วยประโยคการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงได้มาใน
ที่นี้.
พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงเล้าโลมให้เบาใจว่า
ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย หากท่านทั้งหลายใช้จ่ายทรัพย์ เพราะจะ
แลกเปลี่ยนช้างตัวประเสริฐเชือกนี้ เป็นการใช้จ่ายไปดีแล้ว อย่าได้
เสียใจเลย เราจักให้ช้างตัวประเสริฐตามที่ประดับแล้วทีเดียวแก่ท่าน
ทั้งหลาย แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
สัตว์ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าวก็ดี ที่ไม่ได้เลี้ยง
ก็ดี ผู้ใดในโลกนี้ ตั้งใจมาหาเรา สัตว์
เหล่านั้นทั้งหมด เราก็มิได้ห้ามเลย นี้เป็น
ถ้อยคำของท่านบูรพาจารย์.
ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้ช้าง-
เชือกนี้ อันควรเป็นราชพาหนะ เป็นราช-
บริโภคพระราชาควรใช้สอย ประกอบไปด้วย
ยศ ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับปก-
คลุมตะพอง ด้วยตาข่ายทอง พร้อม

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 197 (เล่ม 58)

ทั้งนายหัตถาจารย์แก่ท่านทั้งหลาย ขอพวก
ท่านจงไปตามปรารถนาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺนภจฺจา จ ภจฺจา จ ความว่า
ชื่อว่า ผู้ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าว เพราะสัตว์ผู้เข้าไปอาศัยบุรุษเป็นอยู่ พึง
เลี้ยงด้วยข้าวมียาคูและภัตเป็นต้น. สัตว์นอกนี้ ชื่อว่าผู้ไม่พึงเลี้ยงดู
เพราะเป็นผู้ที่จะไม่ต้องเลี้ยงดูอย่างนั้น. ก็ในที่นี้ พึงทราบการลบ อ
อักษรด้วยการเชื่อมบท. ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันแสดง
สัตว์ทุกจำพวกเป็นของพวก ด้วยการเข้าไปอาศัยตนเลี้ยงชีวิต กับที่
ไม่เข้าไปอาศัยตนเลี้ยงชีวิต. บทว่า โยธ อุทฺทิสฺส คจฺฉติ ความว่า
บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดในชีวโลกนี้ ย่อมเจาะจงบุรุษใดมาด้วย
ความหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า สพฺเพเต อปฺปฏิกฺขิปฺปา
ความว่า แม้ถ้ามีสัตว์เป็นจำนวนมาก เจาะจงมาอย่างนั้น แม้ถึง
เช่นนั้น บุรุษนั้นก็ไม่ปฏิเสธสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อธิบายว่า จะพึง
ไม่ปฏิเสธอย่างนี้ว่า พวกท่านจงหลีกไป เราจักไม่ให้พวกท่าน. บทว่า
ปุพฺพาจริยวโจ อิทํ ความว่า มารดาบิดาเรียกว่าบุรพาจารย์ นี้เป็น
คำของบุรพาจารย์เหล่านั้น. ท่านแสดงว่า มารดาบิดาให้ข้าพเจ้า
สำเนียกมาอย่างนี้.
บทว่า ททามิ โว ความว่า เพราะนี้เป็นถ้อยคำของบุรพา-
จารย์ของเราทั้งหลาย เหตุนั้น ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 198 (เล่ม 58)

ช้างตัวประเสริฐเชือกนี้แก่ท่านทั้งหลาย. บทว่า ราชารหํ แปลว่า
สมควรแก่พระราชา. บทว่า ราชโภคํ แปลว่า เป็นเครื่องใช้สอย
ของพระราชา. บทว่า ยสสฺสินํ ได้แก่ เพียบพร้อมด้วยบริวาร
อธิบายว่า คนห้าร้อยตะกูลมีหมอช้างเป็นต้น อาศัยช้างนั้นเลี้ยงชีวิต
เราจักให้ท่านทั้งหลาย พร้อมทั้งคนห้าร้อยตระกูลนั้น. บทว่า อลงฺกตํ
ความว่า ประดับประดาด้วยเครื่องประดับช้างชนิดต่าง ๆ บทว่า
เหมชาลาภิฉนฺนํ แปลว่า ประดับด้วยตาข่ายทอง บทว่า
สสารถี ความว่า เราจะให้แก่พวกท่าน พร้อมทั้งสารถี คืออาจารย์
ผู้ฝึกช้างนั้น เพราะฉะนั้น พวกท่านเป็นผู้พร้อมด้วยสารถี คือควาน
ช้าง พาเอาช้างนี้พร้อม บริวารไปตามความต้องการเถิด.
พระมหาสัตว์ประทับอยู่บนคอช้างตัวประเสริฐ ตรัสให้ด้วย
พระวาจาอย่างนี้แล้ว กลับเสด็จลงจากคอช้าง ทรงดำเนินเวียนขวา
ไป ๓ รอบ ทรงพิจารณาว่า หากที่ที่ยังไม่ได้ประดับตกแต่งยังมีอยู่
จักประดับตกแต่งก่อนแล้วจึงจะให้ ครั้นไม่ได้ทรงเห็นที่ที่ยังไม่ได้
ตกแต่งที่ช้างนั้น จึงทรงเอางวงของช้างนั้น วางบนมือของพราหมณ์
ทั้งหลาย แล้วได้เอาพระสุวรรณภิงคารพระเต้าน้ำทอง หลั่งน้ำอันอบ
ด้วยดอกไม้และของหอมแล้วพระราชทานไป. พราหมณ์ทั้งหลายรับ
ช้างพร้อมทั้งบริวาร แล้วนั่งบนหลังช้าง ได้ไปยังทันตปุรนครถวาย
ช้างแก่พระราชา. ช้างแม้มาแล้ว ฝนก็ยังไม่ตก. พระราชาจึงทรง
คาดคั้นถามว่า มีเหตุอะไรหนอ ได้ทรงสดับว่า พระเจ้าธนัญชัยโก-

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 199 (เล่ม 58)

รัพยราช ทรงรักษากุรุธรรม ด้วยเหตุนั้น. ฝนจึงตกในแว่นแคว้น
ของพระองค์ ทุกกึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน เพราะอานุภาพแห่งคุณความ
ดีของพระราชาดอก ฝนจึงตก ก็สัตว์ดิรัจฉานนี้ แม้มีคุณอยู่ก็จะมี
สักเท่าไร จึงรับสั่งว่าถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงนำช้างตามที่ประดับ
แล้วนี้แล พร้อมทั้งบริวารคืนไปถวายแก่พระราชา แล้วจดกุรุธรรม
ที่พระองค์รักษาลงในแผ่นทองแล้วนำมา แล้วทรงส่งพวกพราหมณ์
และอำมาตย์ทั้งหลายไป. พราหมณ์และอำมาตย์เหล่านั้นไปมอบถวาย
แด่พระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อช้างนี้แม้ไปถึงแล้ว
ฝนก็ยังมิได้ตกในแว่นแคว้นของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ทราบ
เกล้าว่า พระองค์ทรงรักษากุรุธรรม พระราชาแม้ของข้าพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ก็ทรงประสงค์จะรักษากุรุธรรมนั้น จึงทรงส่งมาด้วยรับสั่ง
ว่า จงจดใส่ในแผ่นทองนำมา ขอพระองค์จงประทานกุรุธรรมนั้น
แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ ตรัสว่า
ดูก่อนพ่อทั้งหลาย เรารักษากุรุธรรมนั้นจริง แต่บัดนี้ เรามีความ
รังเกียจในกุรุธรรมนั้นอยู่ กุรุธรรมนั้นไม่ทำจิตของเราให้ยินดี เพราะ
ฉะนั้น เราไม่อาจให้กุรุธรรมนั้นแก่ท่านทั้งหลาย. ถามว่า ก็เพราะ
เหตุไร ศีลนั้นจึงไม่ทำให้พระราชาทรงยินดี ? ตอบว่า นัยว่าในครั้งนั้น
พระราชาทั้งหลาย มีการมหรสพเดือน ๑๒ ทุก ๆ ๓ ปี พระราชา
ทั้งหลาย เมื่อจะเล่นมหรสพนั้น ทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
ถือเอาเพศเป็นเทวดา ยืนอยู่ในสำนักของยักษ์ชื่อว่าจิตตราชแล้วยิงศร

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 200 (เล่ม 58)

อันวิจิตรประดับด้วยดอกไม้ในทิศทั้ง ๔. พระราชาแม้พระองค์นี้
เมื่อจะทรงเล่นมหรสพนั้น จึงประทับยืนในสำนักของจิตตราชยักษ์
ใกล้แนวบึงแห่งหนึ่ง แล้วทรงยิงจิตตศรไปในทิศทั้ง ๔. บรรดาลูกศร
เหล่านั้น พระองค์ทรงเห็นลูกศร ๓ ลูกที่ยิงไปในทิศที่เหลือ แต่ไม่
เห็นลูกศรที่ยิงไปบนหลังพื้นน้ำ. พระราชาทรงรังเกียจว่า ลูกศรที่
เรายิงไป คงจะตกลงในตัวปลากระมังหนอ พระองค์ทรงปรารภถึง
ศีลเภท เพราะกรรมคือทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป. เพราะฉะนั้น ศีล
จึงไม่ทำพระราชาให้ยินดี. พระโพธิสัตว์นั้นจึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อน
พ่อทั้งหลาย เรามีความรังเกียจในกุรุธรรมอยู่. แต่พระมารดาของ
เรารักษาไว้ได้เป็นอย่างดี พวกท่านจงถือเอาในสำนักของพระมารดา
เราเถิด. ทูตทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ไม่มี
เจตนาว่าจักฆ่าสัตว์ เพราะเว้นเจตนานั้นจึงชื่อว่าไม่เป็นปาณาติบาต
ขอพระองค์จงให้กุรุธรรมที่ทรงรักษาแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นจงเขียนเอาเถิดพ่อ แล้วให้จารึกลง
ในแผ่นสุพรรณบัฏว่า ปาโณ น หนฺตพฺโพ ไม่พึงฆ่าสัตว์ ๑ อทินฺนํ
นาทาตพฺพํ ไม่พึงถือสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ๑ กาเมสุมิจฺฉาจาโร
น จริตพฺโพ ไม่พึงประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ๑ มุสาวาโท น
ภาสิตพฺโพ ไม่พึงกล่าวคำเท็จ ๑ มชฺชปานํ น ปาตพพํ ไม่พึง
ดื่มน้ำเมา ๑. ก็แลครั้นให้จารึกแล้วจึงตรัสว่า. แม้เป็นอย่างนี้ ศีลก็
ยังเราให้ยินดีไม่ได้ พวกท่านจงไปเฝ้าพระมารดาของเราเถิด.

200