ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 181 (เล่ม 58)

โพธิสัตว์แล้วพูดว่า ท่านเที่ยวหากินตลอดกาลประมาณเท่านี้ การรู้
ประมาณในโภชนะ. ย่อมสมควรมิใช่หรือ มาเถอะท่าน เราจะได้ไป
ในเวลายังไม่เย็นเกินไป. พระโพธิสัตว์ได้พากานั้นไปยังสถานที่อยู่.
พ่อครัวคิดว่านกพิราบของเราพาสหายมา จึงตั้งกระเช้าแกลบไว้ในที่
แห่งหนึ่งสำหรับกา. ฝ่ายกาอยู่โดยทำนองนั้นนั่นแล ๔-๕ วัน ครั้น
วันหนึ่ง คนทั้งหลายนำปลาและเนื้อเป็นอันมากมาให้ท่านเศรษฐี.
กาเห็นดังนั้น ถูกความโลภครอบงำ นอนทอดถอนใจตั้งแต่เวลาใกล้
รุ่ง. ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะกาว่า มาเถอะสหาย เราพา
กันหลีกไปหากินเถิด. กากล่าวว่า ท่านไปเถอะ ข้าพเจ้ามีโรคอาหาร
ไม่ย่อย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ธรรมดาโรคอาหารไม่
ย่อย ย่อมไม่มีแก่พวกกาเลย เพราะมาตรว่าไส้ประทีปที่กินเข้าไป
จะอยู่ในท้องของพวกท่านเพียงครู่เดียวทุก ๆ อย่าง พอสักว่ากลืนกิน
ไปเท่านั้น ย่อมย่อยไปหมด ท่านจงกระทำตามคำของเรา ท่านอย่าได้
ทำอย่างนี้ เพราะได้เห็นปลานและเนื้อ. กากล่าวว่า ข้าแต่นายท่านพูด
อะไรอย่างนั้น สำหรับข้าพเจ้ามีความสงสัยว่าอาหารไม่ย่อยจริงๆ พระ-
โพธิสัตว์ให้โอวาทกานั้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาท แล้ว
หลีกไป. ฝ่ายพ่อครัวจัดแจงปลาและเนื้อชนิดต่าง ๆ เสร็จแล้ว เมื่อ
จะชำระล้างเหงื่อออกจากร่างกาย จึงได้ไปยืนอยู่ที่ประตูครัว. กาคิดว่า
เวลานี้เป็นเวลาควรจะเคี้ยวกินเนื้อ จึงบินไปจับอยู่เหนือจานสำหรับ
ปรุงรส. พ่อครัวได้ยินเสียงกริ๊ก จึงเหลียวมาดู แลเห็นกา จึงเข้าไป

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 182 (เล่ม 58)

จับมันมาถอนขนหมดทั้งตัว เหลือเป็นหงอนไว้บนหัว แล้วบดขิงกับ
พริกเป็นต้นเคล้ากับเปรียง ทาทั่วตัวกานั้น พลางกล่าวว่า เจ้าจะทำ
ปลาและเนื้อของท่านเศรษฐีของพวกเราให้เป็นเดน แล้วโยนทิ้งลงใน
กระเช้าที่ทำเป็นรัง. เวทนาแสนสาหัสเกิดขึ้น. พระโพธิสัตว์กลับมา
จากที่หากิน เห็นกานั้นทอดถอนใจอยู่ เมื่อจะทำการล้อเล่นจึงกล่าว
คาถาที่ ๑ ว่า:-
นกยางตัวนี้ ไฉนจึงมีหงอน เป็นโจร
ลอบเข้ามาอยู่ในรังกา ผู้มีเมฆเป็นบิดา.
ดูก่อนนกยาง ท่านจงมาเสียข้างนี้เถิดกาผู้
สหายของเราเป็นผู้ดุร้าย.
ด้วยบทว่า กายํ พลากา สิขินี ในคาถานั้น พระโพธิสัตว์
เมื่อจะถามกานั้น จึงร้องเรียกว่า นกยางนี้ อย่างไรจึงชื่อว่ามีหงอน
เพราะกานั้นมีสีร่างกายขาวอันทาด้วยเปรียงหนา ๆ และเพราะหงอน
ตั้งอยู่บนหัวของกานั้น. ด้วยบทว่า โจรี นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ชื่อ
ว่าเป็นโจร เพราะเข้าไปยังเรือนของตระกูลโดยที่ตระกูลยังไม่อนุญาต
หรือเพราะเข้าไปยังรังกาโดยความไม่พอใจของกา. บทว่า ลงฺฆีปิตา-
มหา ความว่า เมฆชื่อว่าลังฆี เพราะโลดแล่นไปในอากาศ ก็ธรรมดา
นกยางทั้งหลาย ย่อมตั้งครรภ์เพราะเสียงเมฆ เพราะเหตุนั้น เสียง
เมฆจึงเป็นบิดาของพวกนกยาง. คือเมฆเป็นบิดาของพวกนกยาง ด้วย

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 183 (เล่ม 58)

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลงฺฆีปิตามหา มีเมฆเป็นบิดา. บทว่า
โอรํ พลาเก อาคจฺฉ ความว่า ดูก่อนนกยาง ท่านจงมาข้างนี้เถิด.
ด้วยบทว่า จณฺโฑ เม วายโส สขา นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
กาผู้สหายของเรา เป็นเจ้าของกระเข้า ดุร้าย หยาบช้า กานั้นมา
เห็นท่านเข้า จะเอาจงอยปากประหนึ่งปลายหอก จิกทำให่ถึงแก่ความ
ตาย เพราะฉะนั้น ท่านจงลงจากกระเช้าฆ่าทางนี้ คือรีบหนีไปข้างนี้
ตราบเท่าที่กานั้นยังไม่มา.
กาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าพเจ้าไม่ใช่นกยางที่มีหงอน ข้าพเจ้า
เป็นกาเหลาะแหละ ไม่เชื่อฟังคำของท่าน
ท่านกลับมาแล้วจงดูเราเป็นผู้มีขนลุ่นนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคโต ความว่า บัดนี้ท่านมา
จากที่หากินแล้ว จงมองดูเราผู้มีขนลุ่นนี้เถิด.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก
เพราะว่าปกติของท่านเป็นเช่นนั้น แท้จริง
เครื่องบริโภคของมนุษย์ ไม่ควรที่นกจะ
บริโภค.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนปาปชฺชสี สมฺม ความว่า
ดูก่อนกาผู้สหาย ท่านจะได้รับทุกข์เห็นปานนี้อีก ความที่จะพ้นจาก

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 184 (เล่ม 58)

ทุกข์เช่นนี้ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะเหตุไร ? เพราะปกติของท่าน
เป็นเช่นนั้น คือ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าลามก คือ เพราะปกติคือความ
ประพฤติของท่านเป็นเช่นนั้น จึงสมควรแก่การได้รับแต่ความทุกข์
เท่านั้น. บทว่า น หิ มานุสิกา ความว่า ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีบุญมาก สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายไม่มีบุญเห็นปานนั้น เพราะ
ฉะนั้น เครื่องบริโภคของมนุษย์ อันนกผู้เป็นสัตว์ดิรัจฉานจึงไม่ควร
บริโภค.
ก็แหละพระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ตั้งแต่
นี้ไป เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ ครั้นกล่าวแล้วก็ได้บินไปในที่อื่น. ส่วน
กานอนถอนใจตายอยู่ในที่นั้นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประกาศอริยสัจ ๔ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุ
นั้นดำรงอยู่ในอนาคามิผล. กาโลเลในคราวนั้น ได้เป็นภิกษุโลเลใน
บัดนี้ ส่วนนกพิราบ คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาโลลชวดกที่ ๔

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 185 (เล่ม 58)

๕. รุจิรชาดก
[๔๒๔] นกยางตัวนี้อย่างไรจึงขาวน่ารัก มาอยู่
ในรังกาได้ และนี่เป็นรังของกาผู้ดุร้ายสหาย
ของเรา.
[๔๒๕] ดูก่อนนกพิราบผู้สหาย ท่านก็รู้จักเรา
ผู้มีข้าวฟ่างเป็นอาหารมิใช่หรือ เรามิได้กระ
ทำตามคำของท่าน กลับมาแล้วจงมองดูเรา
ผู้ลุ่นนี้เถิด.
[๔๒๖] ดูก่อนกาผู้สหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก
เพราะว่าปกติของท่านเป็นเช่นนั้น เครื่อง
บริโภคของมนุษย์ไม่ควรที่นกจะพึงบริโภค.
จบ รุจิรชาดกที่ ๕
อรรถกถารุจิรชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุโลเลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กายํ พลากา
สุจิรา ดังนี้. เรื่องทั้งสองเรื่อง คือเริ่มเรื่องกับเรื่องในอดีต เป็น
เหมือนกับเรื่องแรกนั่นแหละ. แต่คาถาต่างกัน. มีคาถาติดต่อเป็น
อันเดียวกันว่า :-

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 186 (เล่ม 58)

พระโพธิสัตว์ว่า- อย่างไร นกยางขาวน่ารักตัวนี้ จึงมา
อยู่ในรังกาเช่นนี้ และที่เป็นรังของ
กาผู้ดุร้ายสหายของเรา.
กากล่าวว่า- ดูก่อนนกพิราบผู้สหาย ท่านเป็นทิชา-
ชาติ มีข้าวฟ่างเป็นอาหาร ย่อมรู้จัก
ข้าพเจ้ามิใช่หรือ เราไม่ได้ทำตามคำ
ของท่าน ท่านกลับมาแล้วจงมองดู
ข้าพเจ้าซึ่งมีตัวลุ่น ๆ เถิด.
พระโพธิสัตว์ว่า-ดูก่อนสหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีก
เพราะปกติของท่านเป็นเช่นนั้นแท้
จริง เครื่องบริโภคของมนุษย์ไม่ควร
ที่นกจะพึงบริโภค.
ด้วยบทว่า รุจิรา นี้ ในคาถานั้น พระโพธิสัตว์กล่าวหมาย
เอาความที่กามีสีขาว เพราะมีร่างกายทาด้วยเปรียง. บทว่า รุจิรา
ได้แก่ ดูน่ารัก อธิบายว่า มีสีขาว. บทว่า กากนิณฺฑสฺมึ แปลว่า
ในรังของกา. บาลีว่า กากนีฬสฺมึ ดังนี้ก็มี. กาเรียกนกพิราบว่า
ทิชา. บทว่า สามากโภชนา ได้แก่ มีพืชหญ้าเป็นอาหาร. จริงอยู่
ในที่นี่ ท่านถือเอาพืชหญ้าแม้ทั้งหมด ด้วยศัพท์ว่า สามากะ.
แม้ในเรื่องนี้ พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า บัดนี้ ตั้งแต่นี้ไป เรา
ไม่อาจอยู่ในที่นี้ ดังนี้ แล้วบินไปอยู่ในที่อื่น.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 187 (เล่ม 58)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เหลาะแหละ
ดำรงอยู่ในอนาคามิผล. กาเหลาะแหละในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้
เหลาะแหละในบัดนี้ ส่วนนกพิราบคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถารุจิรชาดกที่ ๕

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 188 (เล่ม 58)

๖. กุรุธรรมชาดก
ว่าด้วยให้ช้างแก่ท้าวกาลิงคราช
[๔๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชน
ข้าพระบาททั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีล
ของพระองค์แล้ว จึงมาขอรับพระราชทาน
เอาทองคำแลกกับช้างมีสีดังดอกอัญชัน นำ
ไปในแคว้นกาลิงคราช.
[๔๒๘] สัตว์ที่พึงเลี้ยงด้วยข้าวก็ดี ที่ไม่ได้เลี้ยง
ก็ดี ผู้ใดในโลกนี้ตั้งใจมาหาเรา สัตว์เหล่า-
นั้นทั้งหมดเราก็มิได้ห้ามเลย นี้เป็นถ้อยคำ
ของท่านบูรพาจารย์.
[๔๒๙] ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย เราจะให้ช้าง
นี้อันควรเป็นราชพาหนะเป็นราชบริโภค ประ-
กอบไปด้วยยศ ประดับไปด้วยเครื่องประดับ
ปกคลุมไปด้วยข่ายทอง มีนายหัตถาจารย์
พร้อมแก่ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงไป
ตามปรารถนาเถิด.
จบ กุรุธรรมชาดกที่ ๖

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 189 (เล่ม 58)

อรรถกถากุรุธรรมชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุผู้ฆ่าหงส์รูปหนึ่ง. จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตว สทฺธญฺจ
สีลญฺจ ดังนี้
มีสหาย ๒ คนชาวเมืองสาวัตถี บรรพชาใน สำนักภิกษุ
ทั้งหลายแล้วได้อุปสมบท โดยมากเที่ยวไปด้วยกัน. วันหนึ่ง ภิกษุ
๒ สหายนั้นไปยังแม่น้ำอจิรวดีอาบน้ำ นั่งผิงแดดอยู่ที่เนินทราย
กล่าวถ้อยคำให้ระลึกกันและกันอยู่. ขณะนั้นหงส์ ๒ ตัวบินมาทาง
อากาศ ลำดับนั้นภิกษุรูปหนึ่งจับก้อนกรวดมาแล้วกล่าวว่า ผมจะดีด
ลูกตาของหงส์ตัวหนึ่ง ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า ท่านจักไม่สามารถ. ภิกษุ
รูปนั้นกล่าวว่านัยน์ตาข้างนี้จะยกไว้ ผมจะดีดนัยน์ตาข้างโน้น. ภิกษุ
นอกนี้ก็กล่าวว่า แม้นัยน์ตาข้างนี้ท่านก็จักไม่อาจดีดได้. ภิกษุรูปนั้น
กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านคอยดู ว่าแล้วก็หยิบก้อนกรวด ๓ เหลี่ยม
มาดีดไปทางเบื้องหลังของหงส์. หงส์ได้ยินเสียงกรวดจึงเหลียวมองดู.
ลำดับนั้นภิกษุนั้นก็เอาก้อนกรวดอีกก้อนหนึ่งดึดีดหงส์นั้นที่นัยน์ตาด้าน
นอกทลุออกทางนัยน์ตาด้านใน. หงส์ร้องม้วนตกลงมาแทบเท้าของ
ภิกษุทั้งสองนั้น ภิกษุทั้งหลายที่ยืนอยู่ในที่นั้นเห็นเข้า จึงพากันมา
แล้วกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านบวชในพระพุทธศาสนา ทำปาณาติบาต
ชื่อว่ากระทำกรรมอันไม่สมควร แล้วพาภิกษุผู้ดีดหงส์นั้นไปแสดงแก่

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 190 (เล่ม 58)

พระตถาคตทันที พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระทำ
ปาณาติบาตจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุไร เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออก
จากทุกข์เห็นปานนี้ จึงได้กระทำอย่างนี้ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่วิบัติขึ้น อยู่อย่างเศร้าหมองในท่ามกลางเรือน
ยังกระทำความรังเกียจในฐานะทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย ส่วนเธอ
บวชในศาสนาเห็นปานนี้ ไม่ได้กระทำแม้มาตรว่าความรังเกียจ
ธรรมดาภิกษุ พึงเป็นผู้สำรวมกาย วาจา และใจ มิใช่หรือ ? แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระราชาพระนามว่า ธนัญชัยโกรัพย์ ครอง
ราชสมบัติอยู่ในพระนครอินทปัฏฏ์ ในแคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์ถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ถึงความรู้
เดียงสาโดยลำดับ แล้วเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักศิลา พระบิดา
ทรงแต่งตั้งให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมา เมื่อพระบิดา
สวรรคตแล้ว ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ มิได้ทรงกระทำทศพิธราช-
ธรรมให้กำเริบ ทรงประพฤติในกุรุธรรมอยู่. ศีลห้า ชื่อว่ากุรุธรรม.
พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีลห้านั้นให้บริสุทธิ์. พระมารดาของพระ-
โพธิสัตว์ พระอัครมเหสี พระอุปราชผู้เป็นพระอนุชา พราหมณ์ผู้
เป็นปุโรหิต อำมาตย์ผู้รังวัดนา สารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์ผู้ตวงข้าว

190