ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 161 (เล่ม 58)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปทุมชาดก ๒. มุทุปาณิชาดก ๓. จุลลปโลภนชาดก
๔. มหาปนาทชาดก ๕. ขุรัปปชาดก ๖. วาตัคคสินธวชาดก
๗. สุวรรณกักกฏกชาดก ๘. อารามทูสกชาดก ๙. สุชาตาชาดก
๑๐. อุลูกชาดก
จบ ปทุมวรรคที่ ๒

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 162 (เล่ม 58)

๓. อุทปานทุสกวรรค
๑. อุทปานทูสกชาดก
การขี้เยี่ยวลงบ่อน้ำเป็นธรรมดาของหมาจิ้งจอก
[๔๑๒] ดูก่อนสหาย ทำไมท่านจึงถ่ายมูตรและ
คูถรดบ่อน้ำที่ทำได้โดยยาก ของฤาษีผู้อยู่ป่า
แสวงหาตบะอยู่ตลอดกาลนาน.
[๔๑๓] เราพวกสุนัขจิ้งจอกดื่มกินน้ำ ณ ที่ใด
แล้ว ย่อมถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะลงในที่นั้น
เป็นธรรมดาขุองสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย เป็น
ธรรมดาของบิดามารดาและปู่ย่าตายาย ท่าน
ไม่ควรจะถือโกรธธรรมดาอันนั้นของพวกเรา
เลย.
[๔๑๔] อาการเช่นนี้เป็นธรรมดาของพวกท่าน
อนึ่ง อาการเช่นไรไม่เป็นธรรมดาของพวก
ท่าน ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดา หรือ
มิใช่ธรรมดาของพวกท่านในกาลไหน ๆ อีก
เลย.
จบ อุทปานทูสกชาดกที่ ๑

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 163 (เล่ม 58)

อรรถกถาอุทปานทูสกวรรคที่ ๓
อรรถกถาอุทปานทูสกชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปนมฤคทายวัน ทรงปรารภ
สุนัขจิ้งจอกซึ่งทำลายบ่อน้ำตัวหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า
อารญฺญกสฺส อิสิโน ดังนี้.
ได้ยินว่า สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งทำลายบ่อน้ำของภิกษุสงฆ์แล้ว
หลบหนีไป. ครั้นวันหนึ่ง. สามเณรทั้งหลายเอาก้อนดินปาสุนัข
จิ้งจอกตัวนั้นซึ่งมาใกล้บ่อน้ำให้ได้รับความลำบาก. จำเดิมแต่นั้น
สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นแม้จะหวลกลับมายังที่นั้นอีกก็ไม่แลดู. ภิกษุ
ทั้งหลายทราบเหตุดังนั้น จึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย ได้ยินว่า สุนัขจิ้งจอกตัวที่ทำลายบ่อน้ำ จำเดิมแต่พวก
สามเณรทำให้ลำบากแม้จะกลับมาอีกก็ไม่มองดู. พระศาสดาเสด็จมา
แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนึ่งประชุมกันด้วย
เรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ประทุษร้ายบ่อน้ำ ในบัดนี้เท่านั้น
ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เป็นผู้ประทุษร้ายบ่อน้ำเหมือนกัน แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี ป่าอิสิปนะนี้แล ได้มีบ่อน้ำ
นี้แหละ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในเรือนของตระกูลในเมือง

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 164 (เล่ม 58)

พาราณสี พอเจริญวัยก็บวชเป็นฤๅษี แวดล้อมด้วยหมู่ฤๅษีสำเร็จการ
ในป่าอิสิปตนะ. ก็ในกาลนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งประทุษร้ายบ่อน้ำ
นี้นั่นแหละแล้วหลบหนีไป. ครั้นวันหนึ่ง ดาบสทั้งหลายล้อมสุนัข
จิ้งจอกตัวนั้นไว้จับมันได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงนำไปยังสำนักของ
พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับสุนัขจิ้งจอกนั้น
จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ทำไมท่านจึงถ่ายมูตร
และคูถรดบ่อน้ำที่ทำโดยยาก ของฤๅษีผู้อยู่
ป่า ผู้แสวงที่ตบะอยู่ตลอดกาลนาน.
เนื้อความของคาถานั้นว่า ดูก่อนสุนัขจิ้งจอกผู้สหาย ทำไม
คือเพื่อประโยชน์อะไร ท่านจึงถ่ายคือถมทับ ประทุษร้ายด้วยมูตร
และกรีษ ซึ่งบ่อน้ำที่ทำได้โดยยาก คือที่ให้สำเร็จได้โดยยาก
ลำบากของท่านผู้ชื่อว่าอยู่ป่า เพราะความเป็นผู้อยู่ในป่าซึ่งได้นามว่า
ฤๅษี เพราะความเป็นผู้แสวงหาคุณ ชื่อว่าผู้มีตบะ เพราะอาศัยตบะ
อยู่ตลอดกาลนาน อธิบายว่า ทำไม ท่านจึงถ่าย คือทำมูตรและกรีษ
ให้ตกลงไปในบ่อน้ำนี้.
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
พวกเราดื่มกินน้ำ ณ ที่ใดแล้ว ย่อม
ถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในที่นั้น นั่นเป็น

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 165 (เล่ม 58)

ธรรมดาของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ทั้งเป็น
ธรรมดาของบิดามารดาแต่ปู่ย่าตายาย ท่าน
ไม่ควรจะยกโทษธรรมดาอันนั้นของพวกเรา
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ธมฺโม ได้แก่ นั่นเป็น
สภาวะ. ด้วย บทว่า ยํ ปิวิตฺวา โอหทามเส นี้ท่านแสดงความว่า
ดูก่อนสหาย พวกเราดื่มน้ำในที่ใดย่อมถ่ายอุจจาระรดบ้าง ปัสสาวะ
รดบ้าง เฉพาะที่นั้นเอง นี่เป็นธรรมดาของพวกเราผู้เป็นสุนัขจิ้งจอก.
บทว่า ปิตุปิตามหํ ความว่า นี้เป็นธรรมดาของบิดามารดา และ
ของปู่ย่าตายายของเราทั้งหลาย. บทว่า น ตํ อุชฺฌาตุมรหสิ
ความว่า ท่านไม่ควรยกโทษธรรมดา คือสภาวะนั้น ซึ่งมีมา
โดยประเพณีของพวกเรา คือท่านไม่ควรโกรธในข้อนี้.
พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ แก่สุนัขจิ้งจอกนั้นว่า :-
อาการเช่นนี้เป็นธรรมดาของพวก
ท่าน อนึ่ง อาการเช่นไรไม่เป็นธรรมดาของ
พวกท่าน ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดาหรือ
มิใช่ธรรมดาของพวกท่านในกาลไหน ๆ อีก
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา โว ความว่า ในกาลไหน ๆ
ขอให้พวกเราอย่าได้เป็นธรรมดาหรือมิใช่ธรรมดาของพวกท่านเลย.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 166 (เล่ม 58)

พระมหาสัตว์ให้โอวาทแก่สุนัขจิ้งจอกนั้นอย่างนี้แล้วกล่าวว่า
เจ้าอย่ามาอีกต่อไป. จำเดิมแต่นั้น สุนัขจิ้งจอกนั้นแม้จะกลับมาอีก
ก็ไม่มองดู.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง
ประกาศสัจจะทั้ง ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกตัวที่
ประทุษร้ายบ่อน้ำในกาลนั้น ได้เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวนี้เอง ส่วนพระ
ดาบสผู้เป็นครูของคณะดาบาสในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุทปานทูสกชาดกที่ ๑

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 167 (เล่ม 58)

๒. พยัคฆชาดก
ว่าด้วยเรื่องของมิตร
[๔๑๕] ความเกษมจากโยคะ ย่อมเสื่อมไป
เพราะการคบหากันมิตรคนใด บัณฑิตพึง
รักษาลาภยศและชีวิตของตน ที่มิตรนั้น
ครอบงำไว้เสียก่อน ดุจบุคคลผู้รักษาตาของ
ตนไว้ ฉะนั้น.
[๔๑๖] ความเกษมจากโยคะ ย่อมเจริญเพราะ
การคบหากับมิตรคนใด บุรุษผู้ฉลาดในกิจ
ทั้งมวล พึงกระทำกิจทุกอย่างของกัลยาณ-
มิตรให้เหมือนของตน.
[๔๑๗] ดูก่อนราชสีห์และเสือโคร่ง จงมาเถิด
ขอเชิญท่านทั้งสองจงกลับเข้าไปยังป่าใหญ่
พวกมนุษย์อย่ามาตัดป่าของเราให้ปราศจาก
ราชสีห์และเสือโคร่งเสียเลย ราชสีห์และ
เสือโคร่งอย่าได้เป็นผู้ไร้ป่า.
จบ พยัคฆชาดกที่ ๒

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 168 (เล่ม 58)

อรรถกถาพยัคฆชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
โกกาลิกภิกษุ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เยน มิตฺเตน สํสคฺคา
ดังนี้. เรื่องพระโกกาลิกะจักมีแจ้งในตักการิยชาดก เตรสนิบาต.
พระโกกาลิกะคิดว่า จักไปพาพระสารีบุตรและพระโมค-
คัลลานะมา จึงออกจากกาสิกรัฐไปยังพระวิหารเชตวัน ถวายบังคม
พระศาสดา แล้วเข้าไปหาพระเถระทั้งสอง แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้อาวุโส มนุษย์ชาวแว่นแคว้นเรียกหาท่านทั้งหลาย มาเถิดท่าน
เราทั้งหลายจะได้ไปด้วยกัน. พระเถระทั้งสองกล่าวว่า ไปเถอะคุณ
พวกเรายังจะไม่ไป. พระโกกาลิกะนั้นอันพระเถระทั้งสองปฏิเสธแล้ว
จึงได้ไปโดยลำพังตนเอง. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันใน
โรงธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระโกกาลิกะไม่อาจเป็นไปร่วม
หรือเว้นจากพระสารีบุตรและพระโมคคัลานะ แม้ร่วมก็อดกลั้นไม่
ได้ แม้พลัดพรากก็อดกลั้นไม่ได้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า
ภิกษุทั้งหลาย. บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อ
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า มิใช่
ในบัดนี้เท่านั้นดอกนะภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน พระโกกาลิกะนี้
ไม่อาจอยู่ร่วมหรือเว้นจากพระสารีบุตระเละพระโมคคัลลานะได้แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 169 (เล่ม 58)

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าแห่ง
หนึ่ง. ในที่ไม่ไกลวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น มีรุกขเทวดาตนหนึ่ง
อยู่ในต้นไม้เจ้าป่าต้นหนึ่ง. สีหะและพยัคฆ์ก็อยู่ในไพรสณฑ์นั้น.
เพราะกลัวสีหะพยัคฆ์ใคร ๆ จึงไม่ไถนา ไม่ตัดไม้ในไพรสณฑ์
นั้น. ชื่อว่าบุคคลผู้สามารถที่เหลียวกลับมาดู ย่อมไม่มี. ก็สีหะและ
พยัคฆ์เหล่านั้นฆ่าเนื้อทั้งหลาย แม้มีประการต่าง ๆ เคี้ยวกิน. ทิ้งสิ่ง
ที่เหลือจากการเคี้ยวกินไว้ในที่นั้นนั่นเองเเล้วก็ไปเสีย. ไพรสณฑ์นั้น
จึงมีกลิ่นซากสัตว์อันไม่สะอาด เพราะกลิ่นของเนื้อเหล่านั้น. ลำดับนั้น
รุกขเทวดา นอกนี้เป็นผู้โง่เขลาไม่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ วันหนึ่งได้
กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ไพรสณฑ์เกิดกลิ่นซากสัตว์
อันไม่สะอาดแก่พวกเรา เพราะอาศัยสีหะและพยัคฆ์เหล่านี้ เราจะ
ไล่สีหะและพยัคฆ์เหล่านี้ให้หนีไปเสีย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อน
สหาย เพราะอาศัยสีหะและพยัคฆ์ทั้งสองตัวนี้พวกเราจึงรักษาวิมาน
อยู่ได้ เมื่อสีหะและพยัคฆ์เหล่านี้หนีไปเสีย วิมานของพวกเราก็จัก
ฉิบหาย เพราะพวกมนุษย์เมื่อไม่เห็นรอยเท้าของสีหะและพยัคฆ์
ทั้งหลาย ก็จักตัดป่าทั้งหมดกระทำให้เป็นเนินลานเดียวกันแล้วไถนา
ท่านอย่าชอบใจอย่างนี้เลย แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาแรกว่า :-
ความเกษมจากโยคะย่อมเสื่อมไป
เพราะการคบหากับมิตรคนใด บุรุษผู้เป็น

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 170 (เล่ม 58)

บัณฑิตพึงรักษาลาภ ยศ และชีวิตของตนที่
มิตรนั้นครอบงำไว้เสียก่อน ดุจบุคคลผู้รักษา
ดวงตาของตนไว้ฉะนั้น.
ความเกษมจากโยคะย่อมเจริญ เพราะ
การคบหากับมิตรคนใด บุรุษผู้เป็นบัณฑิต
พึงกระทำความเป็นไปในกิจทั้งปวงของกัล-
ยาณมิตรนั้นให้เสมอเหมือนของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน มิตฺเตน สํสคฺคา ได้แก่
เพราะเหตุแห่งการเกี่ยวข้อง คือเพราะการณ์แห่งการเกี่ยวข้องกับ
ปาปมิตรใด อธิบายว่า เพราะกระทำความเกี่ยวข้อง ๕ ประการนี้ คือ
ทัสสนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการเห็น สวนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วย
การฟัง กายสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยกาย สมุลลาปสังสัคคะ เกี่ยว
ข้องด้วยการเจรจา และปริโภคสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการบริโภค
บทว่า โยคกฺเขโม ได้แก่ ความสุขทางกายและทางจิต. จริงอยู่
ความสุขทางกายและทางจิตนั้น ท่านประสงค์เอาว่า โยคักเขมะความ
เกษมจากโยคะ ในที่นี้ เพราะเป็นความเกษมจากโยคะ คือทุกข์.
บทว่า วิหียติ แปลว่า ย่อมเสื่อม. บทว่า ปุพฺเพวชฺฌาภวนฺตสฺส
รกฺเข อกฺขึว ปณฺฑิโต ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงรักษาลาภ
ยศ และชีวิตของตนที่ปาปมิตรนั้นยึดครอง คือที่ปาปมิตรนั้นจะพึง
ครอบครองไว้เสียก่อน โดยอาการที่ปาปมิตรนั้นครอบครองลาภ ยศ

170