ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 61 (เล่ม 58)

แล้วได้ถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ในเรือน
ของสามี ทั้งไม่อาจอยู่ในเรือนของตระกูล ท่านจงทูลถามพระราชาว่า
ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุอะไร ? แล้วพึงบอกแก่ข้าพเจ้า. ครั้นใน
กาลต่อมาจากนั้น มีงูอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ทางใหญ่ เห็น
นายคามณิจันท์นั้นจึงถามว่า ท่านคามณิจันท์ จะไปไหน ? เมื่อเขา
บอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ข่าวว่า พระราชาเป็นบัณฑิต
ท่านจงนำข่าวสาสน์ของข้าพเจ้าไปด้วย แล้วกล่าวว่า ในเวลาไปหากิน
ข้าพเจ้าถูกความหิวแผดเผา มีร่างกายเหี่ยวแห้ง เมื่อจะออกจากจอม
ปลวก ร่างกายเต็มคับปล่อง เคลื่อนตัวออกด้วยความยากลำบาก แต่
ครั้นเที่ยวหากินแล้วกลับมา เป็นผู้อิ่มหนำ มีร่างกายอ้วนพี เมื่อจะ
เข้าไป ไม่กระทบกระทั่งข้างปล่องเลย เข้าไปอย่างง่ายดาย ท่านจง
ทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? แล้วพึงบอกแก่
ข้าพเจ้า. ลำดับนั้น เนื้อตัวหนึ่งข้างหน้าเห็นนายคามณิจันท์นั้นจึงถาม
เหมือนอย่างนั้นแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจไปกินหญ้าในที่อื่นได้
สามารถกินอยู่ในที่โคนต้นไม้แห่งเดียวเท่านั้น ท่านพึงทูลถามพระ-
ราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? ครั้นต่อมา มีนกกระทา
ตัวหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้า
จับอยู่ที่จอมปลวกแห่งเดียวเท่านั้น สามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ จับอยู่
ที่อื่น ไม่สามารถจะอยู่ได้ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น
เป็นเพราะเหตุไร ? ลำดับนั้น รุกขเทวดาตนหนึ่งข้างหน้า เห็นนาย
คามณิจันท์นั้น จึงถามว่า ดูก่อนคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อ

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 62 (เล่ม 58)

เขาบอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาเล่าลือกันว่า พระราชา
เป็นผู้ฉลาด เมื่อก่อนเราได้สักการะ. มาบัดนี้ แม้มาตรว่าใบไม้อ่อนสัก
กำมือก็ยังไม่ได้ ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะ
เหตุไร ? ในกาลต่อจากนั้น พระยานาคตัวหนึ่งเห็นนายคามณิจันท์
จึงถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ได้ยินว่าพระราชาเป็นบัณฑิต
เมื่อก่อนน้ำในสระนี้ใส มีสีเหมือนแก้วมณี บัดนี้ ขุ่นมัว มีแหน
ปกคลุม ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ?
ที่นั้น ดาบสทั้งหลายผู้อยู่ในอารามแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้พระนคร เห็น
นายคามณิจันท์นั้น จึงถามเหมือนอย่างนั้นแล้วกล่าวว่า เขาว่าพระ-
ราชาเป็นบัณฑิต เมื่อก่อนผลาผลทั้งหลายในอารามนี้ อร่อย บัดนี้
เฝื่อนฝาด ไม่อร่อย ไม่เป็นรส ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้
เป็นเพราะเหตุไร ? ข้างหน้าแต่นั้นไป มีพราหมณ์มาณพอยู่ในศาลา
แห่งหนึ่ง ในที่ใกล้ประตูพระนคร เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงกล่าวว่า
คามณิจันท์ผู้เจริญ ท่านจะไปไหน เมื่อเขากล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชา
จึงพากันกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยถือเอาข่าวสาสน์ของพวกเรา
ไปด้วย เพราะว่า เมื่อก่อน ที่ที่พวกเราร่ำเรียนเอาแล้ว ย่อมปรากฏ
แต่มาบัดนี้ ไม่ทรงจำอยู่ เหมือนน้ำในหม้อทะลุ ย่อมปรากฏเป็น
เหมือนความมืดมนอนธการ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้
เป็นเพราะเหตุไร ? นายคามณิจันท์รับเอาข่าวสาสน์ทั้ง ๑๐ ข้อนี้แล้ว
ได้ไปเฝ้าพระราชา. พระราชาได้เสด็จประทับนั่ง ณ สถานที่ที่วินิจฉัย
อรรถคดี.

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 63 (เล่ม 58)

เจ้าของโคได้พานายคามณิจันท์เข้าเฝ้าพระราชา. พระราชา
พอทรงเห็นนายคามณิจันท์ก็จำได้ ทรงพระดำริว่า นายคามณิจันท์
เป็นอุปัฏฐากแห่งพระชนกของเรา พอยกเราขึ้นแล้วก็หลีกเลี่ยงไป
ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ เขาอยู่ที่ไหนหนอ จึงตรัสถาม ท่านคามณิ-
จันท์ผู้เจริญ ขอเวลามีประมาณเท่านี้ ท่านอยู่ที่ไหน ? เป็นเวลา
นานแล้ว ไม่ปรากฏ ท่านมาด้วยต้องการอะไร. นายคามณิจันท์
กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า จำเดิมแต่พระชนกของพระ-
องค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ข้าพระองค์ไปอยู่ชนบทกระทำกสิกรรม
เลี้ยงชีพ แต่นั้น บุรุษผู้นี้ได้แสดงความอาญาเพราะเหตุเกี่ยวกับคดี
เรื่องโค จึงคร่าตัวข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชาตรัส
ว่า ท่านไม่ถูกคร่าตัวมาก็คงไม่มา เพราะเหตุนั้น ความที่ท่านลูกคร่าตัว
มานั่นแหละเป็นความดีงาม บัดนี้ เราจะเห็นบุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นั้น
อยู่ที่ไหน. นายคามณิจันท์กราบทูลว่า คนนี้พระเจ้าข้า. พระราชา
ตรัสถามว่า ผู้เจริญได้ยินว่า ท่านฟ้องความอาญาแก่นายคามณิจันท์
ของเราจริงหรือ. เจ้าของโคทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. พระราชตรัสถาม
ว่า เพราะเหตุไร. เจ้าของโคทูลว่า เพราะนายคามณิจันท์นี้ ไม่คืน
โค ๒ ตัวให้แก่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เขาว่า
จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น.
ขอพระองค์โปรดทรงสดับขอข้าพระองค์เถิด แล้วกราบทูลเรื่องราว
ทั้งปวงให้ทรงทราบ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามเจ้าของ

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 64 (เล่ม 58)

โคว่า ผู้เจริญเมื่อโคเข้าบ้านของท่าน ท่านเห็นหรือเปล่า ? เจ้าของโค
ทูลว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านไม่เคยได้ยินคน
เขาพูดถึงเราว่า พระราชาพระนามว่าอาทาสมุข บ้างหรือ ท่านอย่า
หวาดระแวงเลย จงบอกมาเถิด. เจ้าของโคทูลว่า ได้เห็นพระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า คามณิจันท์ผู้เจริญ เพราะท่านไม่มอบโคให้เจ้าของ
ค่าโคปรับเป็นสินไหมสำหรับท่าน แต่บุรุษนี้ทั้งที่เห็น พูดมุสาวาท
ที่รู้ ว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้น ท่านนั่นแหละเป็นผู้ประกอบการควัก
นัยน์ตาทั้งสองข้างของบุรุษผู้นี้ และภรรยาของบุรุษผู้นี้ด้วย ส่วน
ตนเองให้กหาปณะ ๒๔ กหาปณะเป็นมูลค่าราคาโค. เมื่อตรัสอย่างนี้
แล้ว นักการก็พาตัวเจ้าของโคออกไปข้างนอก. เจ้าของโคนั้นคิดว่า
เมื่อเขาควักลูกตาเสียแล้ว เราจักเอากหาปณะไปทำอะไร จึงหมอบ
ลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์แล้วกล่าวว่า ท่านคามณิจันท์ผู้เป็น
นาย กหาปณะที่เป็นมูลค่าค่าโคจงเป็นของท่านเถิด และจงถือ
เอากหาปณะเหล่านี้ด้วย แล้วในกหาปณะทั้งหลาย แม้อื่น ๆ แล้ว
หนีไป.
ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๒ ทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้
ประหารภรรยาของข้าพระองค์ ทำให้ครรภ์ตกไป. พระราชาตรัส
ถามว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ข้าแต่มหาราช
ขอพระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบโดย
พิสดาร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามนายคามณิจันท์นั้นว่า ก็ท่าน

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 65 (เล่ม 58)

ประหารภรรยาของบุรุษผู้นี้ ทำให้ครรภ์ตกไปหรือ ? นายคามณิจันท์
ทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์มิได้ทำให้ตกไปพระเจ้าข้า. พระราชา
ตรัสถามบุรุษนั้นว่า ผู้เจริญ ความที่นายคามณิจันท์นี้ประหารแล้ว
ทำครรภ์ให้ตกไป ท่านอาจให้เกิดมีขึ้นได้หรือไม่ ? บุรุษนั้นทูลว่า
ไม่อาจ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามเขาว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำ
อย่างไร ? บุรุษนั้นทูลว่า ข้าพระองค์ต้องการบุตรคืนมาพระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านเอาภรรยาของบุรุษ
ผู้นี้ไปไว้ในเรือนของท่าน ในคราวที่นางคลอดบุตร จงนำบุตรนั้น
มาให้บุรุษผู้นี้. ฝ่ายบุรุษผู้นั้นจึงหมอบลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์
แล้วกล่าวว่า นายท่านอย่าทำลายเรือนของเราเลย ได้ให้กหาปณะ
แล้วหลีกหนีไป.
ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๓ มากราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิ-
จันท์นี้ประหารทำเท้าม้าของข้าพระองค์หัก พระเจ้าข้า. พระราชา
ตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราชขอได้โปรดสดับ แล้วกราบทูลประพฤติเหตุนั้นโดย
พิสดาร. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสถามคนเลี้ยงม้าว่า เขาว่า
ท่านพูดว่า จงขว้างม้าให้กลับ จริงหรือ ? คนเลี้ยงม้านั้นทูลว่า ขอ
เดชะ ข้าพระองค์ไม่ได้พูด พระเจ้าข้า เขาถูกตรัสถามซ้ำจึงกราบทูล
ว่า ข้าพระองค์พูดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสเรียกนายคามณิจันท์
มาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ บุรุษผู้นี้ พูดแล้ว กลับกล่าวมุสาวาทว่า

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 66 (เล่ม 58)

ไม่ได้พูด ท่านจงตัดลิ้นของเขาแล้วเอาของที่มีของเราเป็นมูลค่าม้า
ให้ไปพันหนึ่ง. คนเลี้ยงม้ากลับให้กหาปณะ แม้อื่นอีกแล้วหลบหนีไป.
ลำดับนั้น บุตรช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิ-
จันท์นี้ เป็นโจรฆ่าบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัส-
ถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ขอเดชะ
พระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบโดยพิสดาร.
พระราชารับสั่งให้เรียกช่างสานมาแล้วตรัสถามว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำ
อย่างไร ? ช่างสานทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ขอบิดาของข้าพระองค์
คืนมา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ การได้บิดาของ
ช่างสานนี้คืนมาจึงจะควร ก็คนตายแล้วไม่อาจนำมาอีกได้ ท่านจง
นำมารดาของช่างสานคนนี้มาไว้ในเรือนท่านแล้ว เป็นบิดาของช่าง-
สานนี้. บุตรช่างสานกล่าวว่า นาย ท่านอย่าทำลายเรือนแห่งบิดา
ผู้ชายแล้วของข้าพเจ้าเลย ได้ให้กหาปนะแก่นายคามณิจันท์แล้ว
หลบหนีไป
นายคามณิจันท์ได้ประสบชัยชนะเฉพาะวันนี้ มีจิตยินดีกราบ
ทูลพระราชาว่า ขอเดชะ มีคนบางคนส่งสาสน์มาแก่พระองค์ ข้า
พระองค์ขอกราบทูลสาสน์นั้นแก่พระองค์. พระราชาตรัสว่า จงบอก
มาเถิด จันทะ. นายคามณิจันท์จึงกราบทูลทีละเรื่อง ๆ โดยย้อนลำดับ
เริ่มสาสน์ของพวกพราหมณ์มาณพเป็นเรื่องต้น. พระราชาได้ทรง
วิสัชนาไปโดยลำดับ. ทรงวิสัชนาอย่างไร ? คือก่อนอื่น ทรงสดับ

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 67 (เล่ม 58)

สาสน์ที่ ๑ ได้ตรัสว่า เมื่อก่อน ได้มีไก่ซึ่งขันเป็นเวลาอยู่ในที่เป็นที่
อยู่พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้น เมื่อพราหมณ์มาณพเหล่านั้นลุกขึ้น
ตามเสียงไก่นั้น แล้วเรียนมนต์ทำการสังวัธยายอยู่ จนอรุณขึ้นด้วย
เหตุนั้น มนต์ที่พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้นเล่าเรียนมาเอาไว้ก็ไม่
เสื่อม มาบัดนี้ มีไก่ซึ่งขันไม่เป็นเวลาอยู่ในที่อยู่ของพราหมณ์มาณพ
เหล่านั้น ไก่ตัวนั้น ขันดึกเกินไปบ้าง จวนสว่างบ้าง พวกพราหมณ์.
มาณพลุกขึ้นตามเสียงของไก่นั้นซึ่งขันดึกเกินไป เล่าเรียนมนต์ก็ง่วง
นอน กำลังทำการสังวัธยายก็หลับไปอีก ครั้นลุกขึ้นตามเสียงของไก่
ซึ่งขันในเวลาจวนจะสว่าง ก็สังวัธยายไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น มนต์ที่
พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้นเล่าเรียนไว้ จึงไม่ปรากฏ.
แม้เรื่องที่ ๒ ครั้นได้ทรงสดับแล้ว จึงตรัสว่า เมื่อก่อน
ดาบสเหล่านั้นพากันกระทำสมณธรรม ได้เป็นผู้ขวนขวายประกอบ
การบริกรรมกสิณ มาบัดนี้ พากันละทิ้งสมณธรรมเสีย ขวนขวาย
ประกอบในกิจที่ไม่ควรกระทำ ให้ผลาผลที่เกิดขึ้นในอารามแก่พวก
อุปัฏฐาก สำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยการรับก้อนข้าวและ
ให้ก้อนข้าวตอบแทน ด้วยเหตุนั้น ผลาผลทั้งหลายของดาบสเหล่านั้น
จึงไม่อร่อย ก็ถ้าดาบสเหล่านั้น จักเป็นผู้ขวนขวายประกอบสมณ-
ธรรมอีก เหมือนในกาลก่อน ผลาผลทั้งหลายของดาบสเหล่านั้น จัก
กลับมีรสอร่อยอีก ดาบสเหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่าราชตระกูลเป็นบัณฑิต
ท่านจงบอกให้ดาบสเหล่านั้นกระทำสมณธรรม.

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 68 (เล่ม 58)

ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๓ จึงตรัสว่า พระยานาคเหล่านั้นกระทำ
การทะเลาะกันแลกันด้วยเหตุนั้น น้ำนั้นจึงขุ่นมัว ถ้าพระยานาค
เหล่านั้นจักสมัครสมานกันเหมือนเมื่อก่อน จักกลับเป็นน้ำใสอีก.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๘ จึงตรัสว่า เมื่อก่อน รุกขเทวดานั้น
รักษาพวกมนุษย์ผู้เดินทางไปในดง เพราะฉะนั้น จึงได้พลีกรรมมี
ประการต่าง ๆ มาบัดนี้ ไม่กระทำการอารักขา เพราะฉะนั้น จึงไม่
ได้พลีกรรม ถ้าจักกระทำการอารักขา เหมือนในกาลก่อน ก็จักเป็น
ผู้ได้ลาภอันเลิศอีก เทวดานั้นไม่รู้ว่าพระราชาเป็นบัณฑิต เพราะ
ฉะนั้น ท่านจงบอกให้เทวดานั้นอารักขาพวกมนุษย์ผู้ขึ้นสู่ดงเถิด.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๕ จึงตรัสว่า นกกระทานั้น จับที่เชิงจอม-
ปลวกนั้น จึงขันอย่างอิ่มเอิบใจ ภายใต้จอมปลวกนั้น มีหม้อขุมทรัพย์
ใหญ่ ท่านจงขุดจอมปลวกเอาขุมทรัพย์นั้นเถิด.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๖ จึงตรัสว่า เนื้อตัวนั้นสามารถกิน
หญ้าที่โคนต้นไม้ใด เบื้องบนต้นไม้นั้น มีรวงผึ้งใหญ่ เนื้อตัวนั้นติด
หญ้าที่เปื้อนน้ำผึ้ง จึงไม่อาจเคี้ยวกินหญ้าอื่น ท่านจงนำรวงผึ้งนั้นไป
แล้วส่งรสหวานชั้นเลิศมาให้เรา ที่เหลือจากนั้น เอาไว้บริโภคใช้สอย
สำหรับตน.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๗ จึงตรัสว่า ภายใต้จอมปลวกที่งูอยู่นั้น
มีขุมทรัพย์หม้อใหญ่ งูตัวนั้นรักษาขุมทรัพย์นั้นอยู่ ในเวลาจะออก
เพราะความโลภในทรัพย์ จึงทำสรีระให้หย่อน ติดนั่นติดนี่ออกไป

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 69 (เล่ม 58)

ครั้นได้เหยื่อแล้ว ไม่ติดขัดเลย รีบเข้าไปโดยเร็ว เพราะความเสน่หา
ในทรัพย์ ท่านจงขุดเอาขุมทรัพย์นั้นเถิด.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๘ จึงตรัสว่า ในระหว่างบ้านเป็นที่
อยู่ของสามีและบิดามารดา ของหญิงรุ่นสาวนั้น มีชายชู้อยู่ในบ้าน
แห่งหนึ่ง นางระลึกถึงชายชู้นั้น เพราะความเสน่หาในชายชู้นั้น
จึงไม่อาจอยู่ในเรือนสามี พูดว่า ฉันจักไปเยี่ยมบิดามารดา แล้วก็ไป
อยู่ในเรือนชายชู้ ๒ - ๓ วันแล้วจึงไปเรือนบิดามารดา อยู่ที่เรือน
บิดามารดานั้น ๒-๓ วันหวนระลึกถึงชายชู้ขึ้นมา จึงพูดว่า ฉันจักไป
เรือนสามี ก็หวนไปเรือนของชายชู้นั่นแหละ ท่านจงบอกหญิงคนนั้น
ว่า พระราชกำหนดกฎหมายมีอยู่ แล้วจงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า นัยว่า
นางจงอยู่เฉพาะในเรือนของสามีเท่านั้น ถ้าพระราชารับสั่งให้จับท่าน
ชีวิตของท่านก็จะไม่มีอยู่ ควรกระทำความไม่ประมาท.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๙ จึงตรัสว่า เมื่อก่อน หญิงคณิกาคนนั้น
รับเอาค่าจ้างจากมือของชายคนหนึ่งแล้ว ก็อยู่ประจำกะชายคนนั้น
ไม่รับเอาจากมือของคนอื่นอีก ด้วยเหตุนั้น ในครั้งก่อน ค่าจ้างจึง
เกิดขึ้นแก่หญิงคณิกา คนนั้นอย่างมากมาย มาบัดนี้ หญิงคณิกา นั้น
ละทิ้งธรรมดาของตนเสีย ไม่ชำระค่าจ้างที่ตนรับจากมือของชายคน
หนึ่งให้เสร็จก่อน ไปรับจากมือของชายอื่น ไม่ให้โอกาสแก่ชายคน
แรก กับให้โอกาสแก่ชายคนหลัง ด้วยเหตุนั้น ค่าจ้างจึงไม่เกิดขึ้น
แก่หญิงคณิกานั้น ใคร ๆ จึงไม่ไปหาหญิงคณิกานั้น ถ้าหากจักตั้ง

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 70 (เล่ม 58)

อยู่ในธรรมดาของตน ค่าจ้างจักมีเช่นกับเมื่อก่อนทีเดียว ท่านจงบอก
หญิงคณิกานั้นให้ตั้งอยู่ในธรรมของตน.
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๑๐ จึงตรัสว่า นายบ้านส่วยคนนั้น
เมื่อก่อน วินิจฉัยอรรถคดี โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนั้น
จึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย และพวกคนที่รักใคร่ก็นำ
บรรณาการเป็นอันมากมาให้แก่เขา ด้วยเหตุนั้น เขาจึงเป็นผู้มีรูปงาม
มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยยศ มาบัด เป็นผู้เห็นแก่สินบนวินิจฉัย
อรรถคดีโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นคนกำพร้า เข็ญใจ
ถูกโรคผอมเหลืองครอบงำ ถ้าเขาจักวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรมเหมือน
เมื่อก่อน เขาจักกลับเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีก เขาไม่รู้ว่ามีพระราชา
อยู่ ท่านจงบอกเขาให้วินิจฉัยอรรถคดี โดยธรรมเถิด. นายคามณิ-
จันท์ได้กราบทูลสาสน์มีประมาณเท่านี้ ให้พระราชาทรงทราบด้วยประ-
การฉะนี้. พระราชาก็ได้ทรงพยากรณ์ปัญหานั้นทั้งหมดด้วยปัญญาของ
พระองค์ ประดุจพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ให้พระราชทรัพย์มากมายแก่
นายคามณิจันท์ ทรงกระทำบ้านที่อยู่ของเขาให้เป็นพรหมไทย พระ-
ราชทานเฉพาะเขาเท่านั้นแล้วส่งกลับไป.
นายคามณิจันท์นั้นออกจากพระนคร แล้วบอกข่าวสาสน์สิ้น
ที่พระโพธิสัตว์ประทานมา แก่พราหมณ์มาณพ ดาบส พระยานาค
และรุกขเทวดา เสร็จแล้วถือเอาขุมทรัพย์จากสถานที่พักนกกระทำจับ
แล้วไปเอารวงผึ้งจากต้นไม้ในสถานที่เนื้อกินหญ้า ส่งน้ำผึ้งไปถวาย

70