ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 51 (เล่ม 58)

๗. คามณิจันทชาดก
ลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุ
[๓๗๐] สัตว์ตัวนี้ไม่ฉลาดที่จะทำเรือน มีปกติ
หลุกหลิก หนังที่หน้าย่น พึงประทุษร้ายของ
ที่เขาทำไว้แล้ว ตระกูลสัตว์นี้มีอย่างนั้นเป็น
ธรรมดา.
[๓๗๑] ขนอย่างนี้ ไม่ใช่ขนของสัตว์ที่มีความ
คิดฉลาด ลิงตัวนี้จะทำให้ผู้อื่นปลอดโปร่งใจ
ไม่ได้ พระราชบิดาของเราทรงพระนามว่าชน-
สันธนะ ได้ตรัสสอนไว้ว่า ธรรมดาลิงย่อม
ไม่รู้จักเหตุอันใดอันหนึ่ง.
[๓๗๒] สัตว์เช่นนี้ จะพึงเลี้ยงดูมารดาบิดา
หรือพี่ชายพี่สาวของตนไม่ได้เลย คำสอนนี้
พระราชบิดาของเราได้ทรงสั่งสอนไว้อย่างนี้.
จบ คามณิจันทชาดกที่ ๗
อรรถกถาคามณิจันทชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
การสรรเสริญปัญญา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นายํ ฆรานํ
กุสโล ดังนี้.

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 52 (เล่ม 58)

ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายนั่งสรรเสริญพระปัญญาของพระทศพล
ในโรงธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีพระปัญญามาก
มีพระปัญญาหนา มีพระปัญญารื่นเริง มีพระปัญญาไว มีพระปัญญา
กล้าแข็ง มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ก้าวล่วงโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
ด้วยพระปัญญา พระศาสดาเสร็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้
พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้น
กราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น
แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็มีปัญญาเหมือนกัน แล้วทรงน่าเอาเรื่องใน
อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า ชนสันธะ ครองราช-
สมบัติอยู่ในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระราชานั้น. หน้าของพระโพธิสัตว์นั้น เกลี้ยง
เกลา บริสุทธิ์ดุจพื้นแว่นทองคำ ถึงความงามอันเลิศยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น
ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายจึงตั้งชื่อของพระโพธิสัตว์นั้นว่า อาทาส-
มุขกุมาร. ภายใน ๗ ปีเท่านั้น พระชนกให้กุมารนั้นศึกษาพระเวท
ทั้ง ๓ และสิ่งทั้งปวงที่จะพึงทำในโลก แล้วได้สวรรคตในเวลาที่พระ-
กุมารนั้นมีอายุ ๗ ขวบ อำมาตย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระศพ
ของพระราชาด้วยบริวารใหญ่โต แล้วถวายทานเพื่อผู้ตาย ในวันที่ ๗
ประชุมกันที่พระลานหลวงหารือกันว่า พระกุมารยังเด็กเกินไป ไม่
อาจอภิเษกให้ครองราชย์ได้ พวกเราจักทดลองพระกุมารนั้นแล้วจึง
ค่อยอภิเษก. วันหนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นให้ตกแต่งพระนคร จัดแจง

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 53 (เล่ม 58)

สถานที่วินิจฉัย ให้แต่งตั้งบัลลังก์แล้วไปเฝ้าพระกุมารทูลว่า ขอเดชะ
ควรเสด็จไปยังสถานที่วินิจฉัย (ตัดสินความ). พระกุมารรับคำแล้ว
เสด็จไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ประทับนั่งบนบัลลังก์. ในเวลาที่พระ-
กุมารนั้นประทับนั่งแล้ว อำมาตย์เหล่านั้นให้เอาลิงตัวหนึ่งซึ่งเดิน ๒
เท้าได้ ให้แต่งเป็นเพศอาจารย์ผู้มีวิชาดูที่ แล้วนำไปยังสถานที่วินิจฉัย-
ความ ทูลว่า ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นอาจารย์รู้วิชาดูที่ ในสมัยของ
พระชนกผู้มหาราช ย่อมรู้คุณ-โทษในที่มีรัตนะ ๗ ภายในพื้นดิน
ด้วยวิชาอันคล่องแคล่ว สถานที่ตั้งวังของราชตระกูล บุรุษผู้นี้แหละ
จัดการ ขอพระองค์จงสงเคราะห์บุรุษผู้นี้ โปรดสถาปนาไว้ในฐานันดร
เถิด. พระกุมารแลดูลิงนั้นทั้งเบื้องล่างและเบื้องบนก็ทรงทราบว่า ผู้นี้
ไม่ใช่มนุษย์ ผู้นี้เป็นลิง แล้วทรงดำริว่า ธรรมดาลิงย่อมรู้แต่จะ
ทำลายสิ่งที่เขาทำไว้ ย่อมไม่รู้จะทำหรือจัดสิ่งที่เขายังไม่ได้ทำ จึงกล่าว
คาถาแรกแก่พวกอำมาตย์ว่า :-
สัตว์ตัวนี้ไม่ฉลาดที่จะทำเรือนมีปกติ
หลุกหลิก หนังที่หน้าย่น พึงประทุษร้ายของ
ที่เขาทำไว้แล้ว ตระกูลสัตว์นี้ มีอย่างนี้เป็น
ธรรมดา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ฆรานํ ภุสโล ความว่า
สัตว์นี้ไม่ฉลาดเรื่องบ้านเรือน คือไม่เฉลียวฉลาดเพื่อจะจัดหรือทำ
เรือน. บทว่า โลโล แปลว่า มีกำเนิดโลเล. บทว่า วลีมุโข

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 54 (เล่ม 58)

ความว่า ชื่อว่ามีหน้าย่น เพราะมีรอยย่นที่หน้า. บทว่า เอวํธมฺมมิทํ
กุลํ ความว่า ธรรมดาตระกูลลิงนี้ มีสภาวะอย่างนี้คือประทุษร้ายสิ่ง
ที่เขาทำไว้ให้พินาศ.
อำมาตย์ทั้งหลาย ทูลว่า ขอเดชะ จักเป็นดังพระดำรัสอย่างนั้น
แล้วนำลิงนั้นออกไป พอล่วงไปวันสองวัน ก็ประดับลิงตัวนั้นแหละ
อีกแล้วนำไปยังที่วินิจฉัยอรรถคดี กราบทูลว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็น
อำมาตย์ผู้วินิจฉัยอรรถคดี เมื่อครั้งพระชนกผู้มหาราช กระบวนการ
วินิจฉัยของท่านผู้นี้เป็นไปเรียบร้อยดี ควรที่พระองค์จะทรงอนุ-
เคราะห์ท่านผู้นี้ ให้ทำหน้าที่วินิจฉัยอรรถคดีต่อไป. พระกุมารแลดู
แล้วรู้ว่าคนที่เป็นมนุษย์สมบูรณ์ มีความคิดย่อมไม่มีขนเห็นปานนี้
แม้ผู้นี้คงเป็นลิงที่ไม่มีความคิด จักไม่สามารถทำกิจในการวินิจฉัย
อรรถคดีได้ จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ขนอย่างนี้ ไม่ใช่ขนของสัตว์ที่มี
ความคิด ลิงตัวนี้จะทำให้ผู้อื่นปลอดโปร่งใจ
ไม่ได้ พระราชบิดาของเราทรงพระนามว่า
ชนสันธะ ได้ตรัสสอนไว้ว่า ธรรมดาลิง
ย่อมไม่รู้จักเหตุอันใดอันหนึ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นยิทํ จิตฺตวโต โลมํ ความว่า
ขนหยาบในสรีระของสัตว์นี้ มิได้มีแก่ผู้มีความคิดอันประกอบด้วย
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ธรรมดาสัตว์เดรัจฉาน ชื่อว่าไม่มีความคิด

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 55 (เล่ม 58)

ด้วยความคิดตามปกติย่อมไม่มี. บทว่า นายํ อสฺสาสิโก ความว่า
สัตว์นี้ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ปลอดโปร่งใจไม่ได้ เพราะไม่สามารถเป็นที่พึ่ง
อาศัยหรือทำการพร่ำสอนให้ผู้อื่นเบาใจได้. บทว่า มิโค แปลว่า
ลิง. ด้วยบทว่า สตฺถํ เม ชนสนฺเธน นี้ แสดงว่า ข้อนี้ พระเจ้า
ชนสันธะ ผู้พระชนกของเราสอนไว้ คือ ตรัสไว้ ได้แก่ ประทาน
อนุศาสนีไว้อย่างนี้ว่า ธรรมดาลิงย่อมไม่รู้เหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า
นายํ กิญฺจิ วิชานติ ความว่า เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงตกลงได้ว่า
ธรรมดาว่าวานรนี้ย่อมไม่รู้เหตุการณ์อะไร ๆ แต่ในบาลีเขียนไว้ว่า
นายํ กิญฺจิ น ทูสเย แปลว่า ลิงนี้ไม่พึงประทุษร้ายอะไร ๆ หามิได้.
คำนั้นไม่มีในอรรถกถา.
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส แม้นี้แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ
จักเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วนำลิงนั้นออกไป วันหนึ่ง ประดับ
ประดาลิงตัวนั้นแหละ แล้วนำมายังสถานที่วินิจฉัยอรรถคดีอีก
กราบทูลว่า ขอเดชะ เมื่อครั้งพระชนกผู้มหาราช บุรุษผู้นี้ได้บำเพ็ญ
หน้าที่บำรุงบิดามารดา เป็นผู้กระทำความอ่อนน้อมต่อผู้เจริญใน
ตระกูล พระองค์สมควรอนุเคราะห์บุรุษผู้นี้. พระกุมารมองดูลิง
ตัวนั้นออกแล้วทรงดำริว่า ธรรมดาลิงทั้งหลายมีจิตใจกลับกลอก ไม่
สามารถทำการงานเห็นปานนี้ได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
สัตว์เช่นนั้น จะพึงเลี้ยงดู บิดามารดา
หรือพี่ชายพี่สาวของตนไม่ได้ คำสอนนี้

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 56 (เล่ม 58)

พระเจ้าทศรกผู้ชนกของเราสั่งสอนไว้.
บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า ภาตรํ ภคินึ สกํ ได้แก่ พี่ชายหรือ
พี่สาวของตน. แต่ในบาลีเขียนว่า สขํ ก็คำนั้น ในอรรถกถาท่าน
วิจารณ์ไว้ว่า เมื่อกล่าวว่า สภํ ย่อมกินความถึงพี่ชายและพี่สาวของตน
เมื่อกล่าวว่า สขํ ได้ความหมายเฉพาะสหาย. บทว่า ภเรยฺย แปลว่า
พึงพอกเลี้ยง. บทว่า ตาทิโส โปโส ความว่า สัตว์ชาติลิงที่เห็น
กันอยู่เช่นนั้น พึงเลี้ยงดูไม่ได้ บทว่า สิฏฺฐํ ทสรเถน เม ความว่า
พระชนกของเราทรงสั่งสอนไว้อย่างนี้. จริงอยู่พระชนกของพระกุมาร
นั้น เขาเรียกว่า พระเจ้าชนสันธะ เพราะทรงสงเคราะห์ชนด้วย
สังคหะวัตถุ ๔ ประการ เรียกว่า พระเจ้าทศรถ เพราะทรงกระทำกิจ
ที่จะพึงกระทำด้วยรถ ๑๐ คัน ด้วยรถของพระองค์เพียงคันเดียว
เท่านั้น. เพราะได้สดับโอวาทเห็นปานนั้นจากสำนักของพระชนก
พระองค์นั้น พระกุมารจึงตรัสอย่างนั้น.
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า จักเป็นดังพระดำรัสอย่างนั้น
พระเจ้าข้า แล้วนำลิงนั้นออกไป ได้ตกลงกันว่า พระกุมารเป็นบัณฑิต
จักสามารถครองราชสมบัติได้ จึงอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้ครองราช
สมบัติ แล้วให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องไปในพระนครว่า เป็นอาณาจักร
ของพระเจ้าอาทาสมุขแล้ว. จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ทรงครอง
ราชสมบัติโดยธรรม โดยสม่ำเสมอ แม้ความที่พระเจ้าอาทาสมุขนั้น
เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดก็แพร่ไปตลอดทั่วชมพูทวีป. ก็เพื่อจะแสดง

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 57 (เล่ม 58)

ความที่พระองค์เป็นบัณฑิต ได้นำเอาเรื่อง ๑๔ เรื่องนี้มากล่าวไว้ คือ:-
เรื่องโค ๑ เรื่องบุตร ๑ เรื่องม้า ๑
เรื่องช่างสาน ๑ เรื่องนายบ้านส่วย ๑ เรื่อง-
หญิงแพศยา ๑ เรื่องหญิงรุ่นสาว ๑ เรื่องงู ๑
เรื่องเนื้อ ๑ เรื่องนกกระทา ๑ เรื่องรุกข-
เทวดา ๑ เรื่องพระยานาค ๑ เรื่องดาบส
มีตบะ ๑ เรื่องพราหมณ์มาณพ ๑
ในนิทาน ๑๔ เรื่องนั้น มีเรื่องราว ตามลำดับดังต่อไปนี้
เมื่อพระโพธิสัตว์อภิเษกอยู่ในราชสมบัตินั้น บุรุษผู้หนึ่งชื่อ
คามณิจันท์ ผู้เคยเป็นบาทมูลิกาของพระเจ้าชนสันธะ คิดอย่างนี้ว่า
ธรรมดาว่าความเป็นพระราชานี้ ย่อมจะงดงามกับคนผู้มีวัยเสมอกัน
ส่วนเราเป็นคนแก่จักไม่เหมาะที่จะบำรุงพระกุมารหนุ่ม เราจักทำ
กสิกรรมเลี้ยงชีวิตอยู่ในชนบท. เขาจึงออกจากพระนครไปยังที่ไกล
ประมาณ ๓ โยชน์ สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง แต่เขาไม่มีแม้แต่
โคสำหรับจะทำกสิกรรม. เมื่อฝนตกเขาจึงขอยืมโค ๒ ตัว กับสหาย
คนหนึ่งไถนาอยู่ ตลอดทั้งวันแล้วให้โคกินหญ้าแล้วได้ไปยังเรือนเพื่อ
จะมอบโคทั้ง ๒ ตัวให้กับเจ้าของ. ขณะนั้น เจ้าของโคกำลังนั่งบริโภค
อาการอยู่กลางบ้านพร้อมกับภรรยา. ฝ่ายโคทั้งสองตัวก็เข้าไปยังบ้าน
ด้วยความคุ้นเคย. เมื่อโคเหล่านั้นเข้าไป สามียกถาด ภรรยาเอาถาด
ออกไป. นายคามณิจันท์มองดูด้วยคิดว่าสามีภรรยาทั้งสองนี้จะเชื้อเชิญ
เรารับประทานข้าว จึงยังไม่มอบโคให้รีบกลับไปเสีย. ในเวลา

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 58 (เล่ม 58)

กลางคืน พวกโจรตัดคอกลักโคเหล่านั้นแหละไปเสีย. เจ้าของโคเข้าไป
ยังคอกโคแต่เช้าตรู่ ไม่เห็นโคเหล่านั้น แม้จะรู้อยู่ว่าถูกพวกโจรลักไป
ก็เข้าไปหานายคามณิจันท์นั้นด้วยตั้งใจว่า จักปรับเอาสินไหมแก่นาย
คามณิจันท์จึงกล่าวว่า ผู้เจริญ ท่านจงมอบโคทั้งสองให้เรา นาย
คามณิจันท์ว่า โคเข้าบ้านไปแล้วมิใช่หรือ. เจ้าของโคว่า ท่านมอบโค
เหล่านั้นแก่เราแล้วหรือ. นายคามณิจันท์ว่า ยังไม่ได้มอบ. เจ้าของโค
กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้เป็นความอาญาสำหรับท่านๆ จงมา จริงอยู่
ในชนบทเหล่านั้นเมื่อใคร ๆ ยกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นจะเป็นก้อนกรวด
หรือชิ้นกระเบื้องก็ตาม แล้วกล่าวว่า นี้เป็นความอาญาสำหรับท่าน
ท่านจงมา ดังนี้ ผู้ใดไม่ไปก็ย่อมลงอาญาแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้นนาย
คามณิจันท์นั้น พอได้ฟังว่าเป็นความอาญา ก็ออกไปทันที. เขาไปยัง
ราชสกุลกับเจ้าของโคนั้น ไปถึงบ้านอันเป็นที่อยู่ของสหาย เข้าบ้าน
หนึ่ง จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าหิวจัด ท่านจงรออยู่ที่นี้แหละ
จนกว่าจะเข้าไปยังบ้าน รับประทานอาหารแล้วกลับมา ว่าแล้วก็ได้
ไปยังบ้านของสหาย. ส่วนสหายของเขาไม่อยู่บ้าน หญิงสหายเป็นเข้า
ก็กล่าวว่า นายอาหารที่หุงต้มสุกไม่มี ท่านจงรอสักครู่ดิฉันจักหุงให้
ท่านเดี๋ยวนี้แหละ แล้วรีบขึ้นฉางข้าวสารทางพะอง จึงพลัดตกไปที่
พื้นดิน. ครรภ์ของนางพอดีได้ ๗ เดือนก็ตกไปในขณะนั้นนั่นเอง
ขณะนั้น สามีของนางกลับมาเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านประหาร
ภรรยาของเราทำให้ครรภ์ตก นี้เป็นความอาญาของท่าน นางจงมา

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 59 (เล่ม 58)

แล้วพานายคามณิจันท์นั้นออกไป. จำเดิมแต่นั้น คนทั้งสองเดินไป
ให้นายคามณิจันท์อยู่กลาง. ครั้งนั้น ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง คนเลี้ยงม้า
ผู้หนึ่งไม่สามารถต้อนม้าให้กลับบ้าน. ฝ่ายม้าก็เดินไปในสำนักของคน
เหล่านั้น คนเลี้ยงม้าเห็นนายคามณิจันท์จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์
ช่วยเอาอะไร ๆ ปาม้าตัวนี้ให้กลับทีเถิด. นายคามณิจันท์จึงเอาหิน
ก้อนหนึ่งขว้างไป ก้อนหินนั้นกระทบขาม้าหักเหมือนท่อนไม่ละหุ่ง
ฉะนั้น. ลำดับนั้น คนเลี้ยงม้าได้กล่าวกะนายคามณิจันท์ว่า ท่านทำ
ขาม้าของเราหัก นี้เป็นความอาญาสำหรับท่านแล้วจับตัวไป. ฝ่ายนาย
คามณิจันท์นั้น เมื่อถูกคนทั้ง ๓ นำไป จึงคิดว่า คนเหล่านี้จักแสดง
เราแก่พระราชา แม้มูลค่าราคาโค เราก็ไม่อาจให้ได้ จะป่วยกล่าวใย
ถึงอาญาที่ทำให้ครรภ์ตก ก็เราจักได้มูลค่าม้ามาแต่ไหน เราตายเสีย
ประเสริฐกว่า. เขาเดินไปได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งซึ่งมีหน้าผาชันข้างหนึ่ง
ณ ที่ใกล้ทางในดง ระหว่างทาง. ช่างสาน ๒ คนพ่อลูกสานเสื่อ
ลำแพนอยู่ในร่มเงาของภูเขานั้น. นายคามณิจันท์กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะ
ถ่ายอุจจาระ ท่านทั้งหลายจงรออยู่ที่นี้แหละสักครู่จนกว่าข้าพเจ้าจะมา
แล้วขึ้นไปยังภูเขานั้น กระโดดลงไปทางด้านหน้าผา ตกลงไปบนหลัง
ช่างสานผู้เป็นพ่อ ช่างสานผู้เป็นพ่อนั้นถึงแก่ความตายทันที นายคามณิ-
จันท์ไม่ตาย ลุกขึ้นได้ก็ไปเสีย. ช่างสานผู้บุตรกล่าวว่า ท่านเป็น
โจรฆ่าพ่อฉัน นี้เป็นความอาญาสำหรับท่าน แล้วจับมือนายคามณิ-
จันท์ลากออกจากพุ่มไม้ เมื่อนายคามณิจันท์พูดว่า นี่อะไรกัน จึง

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ – หน้าที่ 60 (เล่ม 58)

กล่าวว่า เจ้าเป็นโจรฆ่าพ่อของข้า. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้ง ๔ คน ให้
นายคามณิจันท์อยู่กลางพากันห้อมล้อมไป.
ครั้นไปถึงประตูบ้านอีกแห่งหนึ่ง นายบ้านส่วยคนหนึ่งเห็น
นายคามณิจันท์ จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อนาย
คามณิจันท์กล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ท่านจักไปเฝ้าพระ-
ราชาจริงแล้ว ข้าพเจ้าประสงค์จะถวายสาสน์แด่พระราชา ท่านจักนำไป
ได้ไหม. นายคามณิจันท์ว่า ได้ฉันจักนำไปให้. นายบ้านส่วยกล่าวว่า
เมื่อก่อนตามปกติ ข้าพเจ้ามีรูปงาม มีทรัพย์ สมบูรณ์ด้วยยศศักดิ์
ไม่มีโรค มาบัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เกิดโรคผอมเหลือง ท่าน
จงทูลถามพระราชาว่าในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ได้ยินว่าพระราชา
เป็นผู้ฉลาด พระองค์จักตรัสบอกแก่ท่าน ท่านจงบอกพระดำรัสของ
พระองค์แก่ข้าพเจ้าด้วย. นายคามณิจันท์รับว่าได้. ลำดับนั้น หญิง
คณิกาคนหนึ่ง อยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์
นั้น จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อนายคามณิจันท์
บอกว่าจะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาลือว่า พระราชาเป็นบัณฑิต
ผู้ฉลาด ท่านจงนำข่าวสาสน์ของเราไปด้วย แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า เมื่อ
ก่อน ข้าพเจ้าได้ค่าจ้างมาก มาบัดนี้ ไม่ได้แม้แต่หมากพลู ใคร ๆ
ผู้จะมายังสำนักของเรา ไม่มีเลย ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่อง
นั้นเป็นเพราะเหตุไรแล้วพึงกลับมาบอกแก่ข้าพเจ้า. ลำดับนั้น หญิง
สาวคนหนึ่งที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้น

60