ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 467 (เล่ม 57)

มาย่ำยีตนคราวใด. บทว่า โส วิลุตฺโต วิลุมฺปติ ความว่า คราว
นั้นผู้ย่ำยีนั้นย่อมถูกย่ำยี.
เมื่อพระโพธิสัตว์วินิจฉัยคดีแล้ว ฝูงปลารู้ว่างูปลาอ่อน
กำลัง คิดว่าจักจับศัตรูจึงกรูกันออกจากปากลอบทำให้งูปลา
ตายในที่นั้นเอง แล้วต่างก็หลีกไป.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. งูปลาในครั้งนั้นได้เป็นพระเจ้าอชาตศัตรูในครั้งนี้.
ส่วนกบเขียว คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาหริตมาตชาดกที่ ๙

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 468 (เล่ม 57)

๑๐. มหาปิงคลชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าปิงคละผู้ร้ายกาจ
[๓๒๙] ชนทั้งปวงถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียน
แล้ว เมื่อพระเจ้าปิงคละนั้นสวรรคตแล้ว ชนทั้ง
หลายก็ได้ความยินดี ดูก่อนนายประตู พระเจ้า
ปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำ เป็นที่รักของท่านหรือ
เพราะเหตุไรจึงได้ร้องไห้หนอ.
[๓๓๐] พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีเนตรดำ จะเป็นที่รัก
ของข้าพเจ้าก็หามิได้ แต่ข้าพเจ้ากลัวว่าพระเจ้า
ปิงคละนั้นจะกลับเสด็จมาอีก พระเจ้าปิงคละ
เสด็จไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว ก็จะเบียดเบียน
พระยามัจจุราช พระยามัจจุราชนั้นถูกพระเจ้า
ปิงคละเบียดเบียนแล้ว ก็จะพึงนำมาส่งมนุษยโลก
นี้อีก.
[๓๓๑] พระเจ้าปิงคละนั้น พวกเราช่วยกันเผา
แล้ว ด้วยฟืนพันเล่มเกวียน รดด้วยน้ำหลายร้อย
หม้อ พื้นที่ดินนั้นเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ท่าน
อย่ากลัวเลย พระเจ้าปิงคละจักไม่เสด็จกลับมา
อีก.
จบ มหาปิงคลชาดกที่ ๑๐

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 469 (เล่ม 57)

อรรถกถามหาปิงคชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
สพฺโพ ชโน ดังนี้.
เมื่อพระเทวทัตผูกอาฆาตพระศาสดา จมลงไปในแผ่นดิน
ใกล้ซุ้มพระทวารพระเชตวันมหาวิหารล่วงไปได้เก้าเดือน ชาว
กรุงสาวัตถีและชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น ต่างร่าเริงยินดีว่า พระ-
เทวทัตผู้เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธองค์ ถูกแผ่นดินสูบแล้ว
บัดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว. ชาวชมพูทวีป
ทั้งสิ้น และหมู่ยักษ์ ภูตและเทวดาทั้งหลาย ต่างก็พากันรื่นเริง
ยินดี กล่าวกันอย่างนั้นเหมือนกัน.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เมื่อพระเทวทัตจมลงในแผ่นดิน มหาชน
ต่างก็ดีใจว่า พระเทวทัตผู้เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธองค์ถูก
แผ่นดินสูบแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวทัตตาย มหาชนยินดี ร่าเริง มิใช่ในบัดนี้
เท่านั้น แม้เมื่อก่อนมหาชนก็ยินดี ร่าเริงเหมือนกัน แล้วทรงนำ
เรื่องอดีตมาตรัสเล่า

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 470 (เล่ม 57)

ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า มหาปิงคละ เสวย
ราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีโดยอธรรม ไม่เรียบร้อย ทำ
บาปกรรมด้วยอคติมีฉันทาคติเป็นต้น รีดนาทาเร้นมหาชนด้วย
อาชญา ภาษีอากรริบเงินทองเป็นต้น ดุจท่อนอ้อยที่เครื่องยนต์
หีบอ้อยฉะนั้น. พระเจ้ามหาปิงคละนั้นเป็นผู้กักขละหยาบช้า
หุนหัน. ไม่มีแม้แต่เพียงความเอ็นดูในผู้อื่นเลย. ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่พอใจของพวกสตรี บุตรธิดาในพระราชวัง แม้ของ
อำมาตย์ พราหมณ์และคหบดีเป็นต้น เปรียบเหมือนธุลีเข้าตา
เหมือนกรวดที่ก้อนข้าว และเหมือนหนามที่ตำส้นเท้าฉะนั้น.
ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสของพระเจ้ามหาปิงคละ.
พระเจ้ามหาปิงคละเสวยราชสมบัติมานานแล้ว ก็เสด็จสวรรคต.
เมื่อพระเจ้าปิงคละเสด็จสวรรคตแล้ว ชาวกรุงพาราณสีทั้งสิ้น
ก็ร่าเริงยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกันยกใหญ่ เผาศพพระเจ้ามหาปิงคละ
ด้วยฟืนพันเล่มเกวียน ดับเชิงตะกอนด้วยน้ำหลายพันหม้อ แล้ว
อภิเษกพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชย์ ต่างก็ร่าเริงยินดีว่า เราได้
พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว เที่ยวตีกลองแห่กันครึกครื้น
ตกแต่งพระนครด้วยธงทิวต่าง ๆ ทำประรำตามประตูบ้านทุก
ประตู นั่งกินเลี้ยงกันที่ปะรำอันได้ตกแต่งแล้ว มีพื้นโปรยปราย
ด้วยข้าวตอกและดอกไม้. แม้พระโพธิสัตว์ก็ประทับนั่งทรงยศ
อันยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบัลลังก์ซึ่งกั้นด้วยเศวตฉัตร ณ ท้องพระโรง
อันประดับประดาแล้ว. พวกอำมาตย์ พราหมณ์ คหบดี และ

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 471 (เล่ม 57)

เจ้าพนักงานและยามประตูเป็นต้น ต่างก็ยืนแวดล้อมพระราชา
อยู่. ลำดับนั้นมียามประตูนายหนึ่งยืนอยู่ในที่ไม่ไกล ได้ถอนใจ
สะอื้นร้องไห้อยู่. พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นยามประตูนั้น
จึงถามว่า ดูก่อนยามประตู เมื่อพระบิดาของเราสวรรคตแล้ว
ชนทั้งปวงต่างก็ร่าเริงยินดีเที่ยวเล่นมหรสพกัน. ส่วนท่านกลับ
ยืนร้องไห้ เมื่อจะตรัสถามว่า พระบิดาของเราเป็นที่รัก. เป็นที่
ชอบใจของท่านนักหรือ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ชนทั้งปวงถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียน
แล้ว เมื่อพระเจ้าปิงคละนั้นสวรรคตแล้ว ชน
ทั้งหลายต่างก็พากันยินดี ดูก่อนนายประตู
พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำ เป็นที่รักของ
ท่านหรือ เพราะเหตุไรท่านจึงร้องไห้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า หึสิโต ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วย
อาชญาและภาษีอากรนานาประการ. บทว่า ปิงฺคเลน แปลว่า
มีตาเหลือง. นัยว่าพระเจ้าปิงคละนั้นมีพระเนตรทั้งสองข้าง
เหลือง มีสีเหมือนตานกพิราบ. จึงมีชื่อว่า ปิงคละ บทว่า
ปจฺจยํ เวทยนฺติ คือพากันยินดี. บทว่า อกณฺหเนตฺโต คือมี
พระเนตรเหลือง. บทว่า กสฺมา น ตฺวํ คือ ท่านร้องไห้ทำไม.
นายประตูนั้นฟังคำพระโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์
มิได้ร้องไห้ เพราะพระเจ้ามหาปิงคละสวรรคต แต่ร้องไห้
เพราะเกรงว่า ศีรษะของข้าพระองค์เป็นสุขแล้ว เพราะพระเจ้า

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 472 (เล่ม 57)

ปิงคละเมื่อเสด็จลงและเสด็จขึ้นปราสาท ทรงเขกศีรษะข้าพระองค์
เที่ยวละแปด เที่ยวละแปด ดุจเคาะด้วยฆ้อนของช่างทองฉะนั้น
พระองค์เสด็จไปสู่ปรโลกแล้ว จะเขกศีรษะพวกนายนิริยบาล
บ้าง พญายมบ้าง เหมือนกับเขกศีรษะข้าพระองค์ ทีนั้นพวก
นายนิริยบาลคิดว่า พระเจ้าปิงคละนี้เบียดเบียนพวกเรานัก
จักนำมาปล่อยคืนที่นี้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็จะพึงเขก
ศีรษะข้าพระองค์อีก เมื่อจะประกาศความนี้ จึงกล่าวคาถา
ที่ ๒ ว่า :-
พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำจะเป็น
ที่รักของข้าพระพุทธเจ้าก็หามิได้ แต่ข้าพระ-
พุทธเจ้ากลัวว่า พระเจ้าปิงคละนั้นจะกลับมาอีก
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะตรัสปลอบใจนายประตู
ผู้นั้นว่า พระราชาพระองค์นั้นถูกเผาด้วยฟืนพันเล่มเกวียน
ถูกเอาน้ำรดตั้งร้อยหม้อ แม้บริเวณป่าช้าของพระราชานั้น ก็
ล้อมรั้วรอบแล้ว และตามปกติผู้ไปสู่ปรโลกแล้ว ก็ไปที่อื่นทีเดียว
เขาจะไม่กลับมาด้วยร่างกายนั้นอีก ท่านอย่ากลัวเลย จึงกล่าว
คาถานี้ว่า :-
พระเจ้าปิงคละนั้นพวกเราช่วยกันเผาแล้ว
ด้วยฟืนพันเล่มเกวียน รดด้วยน้ำหลายร้อยหม้อ
พื้นที่ดินนั้นเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ท่านอย่า

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 473 (เล่ม 57)

กลัวเลย พระเจ้าปิงคละจักไม่เสด็จกลับมาอีก.
ตั้งแต่นั้นนายประตูก็ได้รับความโล่งใจ. พระโพธิสัตว์
เสวยราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้ว
ก็เสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. พระเจ้าปิงคละในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วน
พระโอรส คือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถามหาปิงคลชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุปาหนชาดก ๒. วีณาถูณชาดก ๓. วิกัณณกชาดก
๔. อสิตาภุชาดก ๕. วัจฉนขชาดก ๖. พกชาดก ๗. สาเกต
ชาดก ๘. เอกปทชาดก ๙. หริตมาตชาดก ๑๐. มหาปิงคลชาดก.
จบ อุปาหนวรรคที่ ๙

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 474 (เล่ม 57)

๑๐. สิคาลวรรค
๑. สัพพทาฐชาดก
ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้
[๓๓๒] สุนัขจิ้งจอกกระด้างด้วยมานะ มีความ
ต้องการด้วยบริวาร ได้บรรลุถึงสมบัติใหญ่
ได้เป็นราชาแห่งสัตว์มีเขี้ยวงาทั้งปวง ฉันใด.
[๓๓๓] ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดมีบริวารมาก ผู้นั้น
ชื่อว่าเป็นใหญ่ในบริวารเหล่านั้น ดุจสุนัขจิ้งจอก
ได้เป็นใหญ่กว่าสัตว์มีเขี้ยวงา ฉะนั้น.
จบ สัพพทาฐิชาดกที่ ๑
อรรถกถาสิคาลวรรคที่ ๑๐
อรรถกถาสัพพทาฐชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
สิคาโล มานถทฺโธ จ ดังนี้.
พระเทวทัตยังพระเจ้าอชาตศัตรูให้เลื่อมใสแล้ว ก็ไม่
สามารถจะทำลาภสักการะที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งอยู่ได้นาน. ลาภ

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 475 (เล่ม 57)

สักการะของพระเทวทัตได้หมดสิ้นไปตั้งแต่ครั้งที่ได้เห็นปาฏิหาริย์
กันในการปล่อยช้างนาฬาคิรีแล้ว. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
ประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัต
ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแล้ว ก็มิได้อาจจะให้ดำรงอยู่ได้นาน.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวก
เธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรง
ทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่ทำลาภ
สักการะที่เกิดแก่ตนให้หมดสิ้นไปในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน
ก็ได้หมดสิ้นไปแล้วเหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระองค์ เป็นผู้
จบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ. รอบรู้ปฐวีวิชัยมนต์.
ที่เรียกว่า ปฐวีวิชัยมนต์นั้น คือมนต์กลับใจให้หลง. อยู่มาวันหนึ่ง
พระโพธิสัตว์คิดว่าจักสาธยายมนต์นั้น จึงนั่งทำการสาธยาย
มนต์บนหินดาดที่เนินผาแห่งหนึ่ง. นัยว่ามนต์นั้นผู้มีใจวอกแวก
ความทรงจำไม่ดี ไม่สามารถจะให้สำเร็จได้. เพราะฉะนั้นปุโรหิต
นั้นจึงสาธยายในที่เช่นนั้น. ในเวลาที่ท่านปุโรหิตทำการสาธยาย
มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งนอนอยู่ในโพรงแห่งหนึ่ง ได้ยินมนต์นั้น
เหมือนกัน ได้ท่องจำจนแคล่วคล่อง. นัยว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น
ในอัตภาพอดีตถัดไป ได้เป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งแสดงแคล่วคล่อง
ปฐวีวิชัยมนต์. พระโพธิสัตว์ทำการสาธยายแล้วลุกไป กล่าวว่า

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 476 (เล่ม 57)

มนต์ของเรานี้แคล่วคล่องหนอ. สุนัขจิ้งจอกออกจากโพรงกล่าว
ว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ มนต์นี้แคล่วคล่องแก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่า
ท่านเสียอีก แล้ววิ่งหนีไป. พระโพธิสัตว์คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้
จักทำอกุศลใหญ่หลวง จึงติดตามไปได้หน่อยหนึ่ง. สุนัขจิ้งจอก
ได้หนีเข้าป่าไป. สุนัขจิ้งจอกไปงับนางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง เมื่อ
นางสุนัขจิ้งจอกถามว่า อะไรกันนี่ กล่าวว่า เจ้ารู้จักเราหรือไม่
รู้จัก. นางสุนัขจิ้งจอกตอบว่า รู้จักซิ. สุนัขจิ้งจอกนั้นร่าย
ปฐวีวิชัยมนต์บังคับสุนัขจิ้งจอกเป็นร้อย ๆ ไว้ในอำนาจ กระทำ
สัตว์ ๔ เท้า มีช้าง ม้า สิงห์ เสือ กระต่าย สุกรและเนื้อ
เป็นต้น ทั้งหมดไว้ในสำนักของตนและแล้วได้เป็นพญาสัตว์ ชื่อว่า
สัพพทาฐะ. นางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเป็นอัครมเหสี. ราชสีห์
ยืนอยู่บนหลังช้างสองเชือก. พญาสุนัขจิ้งจอกนั่งบนหลังราชสีห์
กับนางสุนัขจิ้งจอกผู้เป็นอัครมเหสี นับเป็นยศอันยิ่งใหญ่.
พญาสุนัขจิ้งจอกเมาด้วยยศมหันต์ เกิดความมานะคิดชิงราช-
สมบัติกรุงพาราณสี แวดล้อมด้วยสัตว์จตุบาททั้งปวง บรรลุ
ถึงที่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสี. มีบริษัทบริวารได้ ๑๒ โยชน์.
พญาสุนัขจิ้งจอกตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ส่งสาสน์ไปถึงพระราชาว่า
จงมอบราชสมบัติให้หรือจงรบ. ชาวกรุงพาราณสีต่างพากัน
สะดุ้งหวาดกลัว ปิดประตูพระนครตั้งมั่นอยู่. พระโพธิสัตว์
เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่า
กลัวเลย การต่อสู้ด้วยการรบกับสุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐะ เป็น

476