ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 457 (เล่ม 57)

๗. สาเกตชาดก
เหตุให้เกิดความรัก
[๓๒๓] ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุไรหนอ
เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ
หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้าจิตก็เลื่อมใส.
[๓๒๔] ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒
ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน
ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน เหมือนดอก
อุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะ
อาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ น้ำและเปือกตม
ฉะนั้น.
จบ สาเกตชาดกที่ ๗
อรรถกถาสาเกตชาดกที่ ๗
พระศาสดา เมื่อประทับอาศัยเมืองสาเกตทรงปรารภ
สาเกตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก นุ โข
ภควา เหตุ ดังนี้.
ส่วนเรื่องราวในชาดกนี้ ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันกล่าวไว้
ในเอกนิบาตในหนหลังแล้ว.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 458 (เล่ม 57)

ก็ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไปสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายทูล
ถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่า ความรักนี้ตั้งอยู่ได้อย่างไร
กล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุไรหนอ
เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ
หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้าก็เลื่อมใส.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุให้บุคคล
บางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าเท่านั้นหัวใจก็สงบนิ่งสนิท คือ
เยือกเย็นดังเอาน้ำหอมพันหม้อมารด บางคนไม่สงบ บางคน
พอเห็นกันเข้าเท่านั้นก็มีจิตผ่องใสอ่อนลมุนละไม เยื่อใยต่อกัน
ด้วยอำนาจความรัก บางคนก็ไม่เยื่อใยต่อกัน.
ลำดับนั้นพระคาสดาเมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งความรัก
แก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสอง
ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑
ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ เหมือน
ดอกอุบลเมื่อเกิดในน้ำย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ
สองประการ คือน้ำละเปือกตม ฉะนั้น.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา
ความรักนี้ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการ คือได้เป็นมารดา บิดา

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 459 (เล่ม 57)

ธิดา บุตร พี่น้องชาย พี่น้องหญิง สามี ภรรยา หรือ สหายมิตร
กันในภพก่อน เคยอยู่ร่วมที่เคียงกันมา ความรักนั้นย่อมไม่ละ
คงติดตามไปแม้ในภพอื่น เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน
อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะความเกื้อกูล
กันในปัจจุบันอันได้ทำในอัตภาพนี้. ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้น
ด้วยเหตุสองประการฉะนี้ เปรียบเหมือนอุบลในน้ำฉะนั้น คือ
เหมือนอุบลและบุปผชาติที่เกิดในน้ำต่าง ๆ เกิดในน้ำก็ได้อาศัย
เหตุสองอย่าง คือน้ำและเปือกตมฉันใด ความรักก็ย่อมเกิดด้วย
เหตุสองประการนี้ฉะนั้น.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้นได้เป็นชนทั้งสองนี้
ในครั้งนี้ ส่วนบุตร คือเราตถาคตแล.
จบ อรรถกถาสาเกตชาดกที่ ๗

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 460 (เล่ม 57)

๘. เอกปทชาดก
ความเพียรทำ ให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง
[๓๒๕] คุณพ่อครับ เหตุอย่างเดียวทำให้ได้
ประโยชน์หลายอย่างมีอยู่หรือไม่ ผมจะพึงทำ
ประโยชน์ให้สำเร็จด้วยเหตุใด ขอคุณพ่อจงบอก
เหตุนั้น ซึ่งรวบรวมประโยชน์ได้หลายอย่างแก่
ผมเถิด.
[๓๒๖] ลูกเอ๋ย เหตุอย่างหนึ่ง คือ ความขยัน
หมั่นเพียร ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง ก็ความ
ขยันหมั่นเพียรนั้น ประกอบด้วยศีล ประกอบ
ด้วยขันติ อาจจะทำมิตรทั้งหลายให้ถึงความสุข
หรืออาจทำศัตรูทั้งหลายให้ถึงความทุกข์ได้.
จบ เอกปทชาดกที่ ๘
อรรถกถาเอกปทชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภกุฎุมพีคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อิงฺฆ เอกํ ปทํ ตาต ดังนี้.
ได้ยินว่า กุฎุมพีผู้หนึ่งชาวกรุงสาวัตถี. อยู่มาวันหนึ่ง
บุตรของเขานั่งอยู่บนตัก ได้ถามปัญหาชื่อว่า อัตถทวาร คือ

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 461 (เล่ม 57)

ปัญหากล่าวถึงประตูไปสู่ประโยชน์. เขาคิดว่าปัญหานี้เป็น
พุทธวิสัย คนอื่นจักไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ จึงพาบุตรไปสู่
เชตวันมหาวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ. ทารกนี้นั่งอยู่บนตักของข้าพระองค์ ได้ถาม
ปัญหาชื่อ อัตถทวาร ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้นจึงมา ณ ที่นี้
ข้าแต่พระองค์ขอพระองค์ตรัสบอกปัญหานี้เถิด. พระศาสดา
ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ทารกนี้เป็นผู้แสวงประโยชน์ในบัดนี้
เท่านั้นก็หามิได้ แม้เมื่อก่อนก็เป็นผู้แสวงหาประโยชน์ ได้ถาม
ปัญหานี้กะบัณฑิต. แม้โบราณกบัณฑิตก็ได้บอกแก่ทารกนั้น
แล้ว แต่เขากำหนดไว้ไม่ได้ เพราะไปสู่ภพขีดขั้นไว้ ทรงนำเรื่อง
อดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี. ครั้งนั้น
กุมารน้อยผู้เป็นบุตรของพระโพธิสัตว์ถามขึ้นว่า ข้าแต่พ่อ
ขอพ่อจงบอกบทบทหนึ่งอันเป็นทางให้ถึงประโยชน์ไม่ใช่น้อย
เพียงเหตุเดียวเท่านั้นแก่ลูก ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
คุณพ่อครับ เหตุอย่างเดียวทำให้ได้
ประโยชน์หลายอย่างมีอยู่หรือไม่ ลูกจะพึงทำ
ประโยชน์ให้สำเร็จด้วยเหตุใด ขอคุณพ่อจงบอก
เหตุนั้น ซึ่งรวมประโยชน์ได้หลายอย่างแก่ผม
เถิด.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 462 (เล่ม 57)

ลำดับนั้น บิดาเมื่อจะบอกแก่กุมารน้อยนั้นได้กล่าว
คาถาที่ ๒ ว่า :-
ลูกเอ๋ย เหตุอย่างหนึ่งคือความขยันหมั่น
เพียร ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง เพราะความ
ขยันหมั่นเพียรนั้น ประกอบด้วยศีล ประกอบ
ด้วยขันติ อาจทำมิตรทั้งหลายให้ถึงความสุข
หรืออาจทำศัตรูทั้งหลายให้ถึงความทุกข์ได้.
อธิบายความ บทบทหนึ่ง คือความขยันได้แก่ ความเพียร
อันประกอบด้วยญาณบุคคลผู้เฉลียวฉลาด ผู้ยังลาภให้เกิด
ประกอบด้วยบทมีประโยชน์มิใช่น้อย มีศีลเป็นต้น. ก็ความ
เพียรนี้นั้นประกอบด้วยอาจาระและศีล พรั่งพร้อมด้วยอธิวาสน-
ขันติ อาจสามารถจะยังมิตรทั้งหลายให้เป็นสุขได้ ให้เกิดความ
ทุกข์แก่อมิตรทั้งหลายได้. ก็ใครเล่าผู้ประกอบด้วยกุศล วิริยะ
พรั่งพร้อมด้วยญาณอันจะยังลาภให้บังเกิด ถึงพร้อมด้วยอาจาร-
ขันติ จะไม่สามารถยังมิตรให้เป็นสุข หรือยังอมิตรให้เป็นทุกข์
ได้.
พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาแก่บุตรฉะนี้. บุตรนั้นได้ยัง
ประโยชน์ของตนให้สำเร็จตามนัยที่บิดาบอก ดำรงชีพไปตาม
ยถากรรมแล้ว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจธรรม ทรงประชุมชาดก. ครั้นจบสัจจธรรม บิดาและบุตร

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 463 (เล่ม 57)

ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บุตรในครั้งนั้นได้มาเป็นบุตรคนนี้
นี่แหละ ส่วนเศรษฐีกรุงพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาเอกปทชาดกที่ ๘

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 464 (เล่ม 57)

๙. หริตมาตชาดก
ว่าด้วยผู้มีอิสรภาพ
[๓๒๗] ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรกบเขียว ปลาทั้ง
หลายรุมกัดฉันผู้มีพิษแล่นเร็ว เข้าไปยังปากลอบ
เรื่องนี้ท่านชอบใจหรือ.
[๓๒๘] บุรุษผู้มีอิสรภาพอยู่เพียงใด ก็ย่ำยีผู้อื่น
ได้อยู่เพียงนั้น คนอื่นมาย่ำยีตนคราวใด คราวนั้น
ผู้ที่ถูกย่ำยีก็ย่ำยีตอบบ้าง.
จบ หริตมาตชาดกที่ ๙
อรรถกถาหริตมาตชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
พระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อาสีวิสมฺปิ มํ สนฺตํ ดังนี้.
ความพิสดารมีว่า พระมหาโกศลพระราชบิดาของพระเจ้า
โกศล พระราชทานพระธิดาแก่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ประทาน
หมู่บ้านกาสีเป็นค่าสรงสนานแก่พระธิดา. พระเทวีนั้นเมื่อ
พระเจ้าอชาตศัตรูกระทำปิตุฆาตกรรม ก็ได้สิ้นพระชนม์เพราะ
ความเสน่หาต่อพระราชาไม่นานนัก. พระเจ้าอชาตศัตรูแม้
เมื่อพระชนนีสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ก็คงครองบ้านนั้นอยู่ตามเดิม

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 465 (เล่ม 57)

พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า เราจักไม่ให้หมู่บ้านอันเป็นของตระกูล
ของเราแก่โจรผู้ฆ่าบิดา จึงรบกับพระเจ้าอชาตศัตรู. บางคราว
พระเจ้าน้าก็ชนะ บางคราวพระเจ้าหลานก็ชนะ. แต่คราวใด
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชนะ คราวนั้นก็ทรงโสมนัส ปักธงชัย
บนรถ เข้าไปสู่พระนครด้วยยศอันยิ่งใหญ่. คราวใดทรงปราชัย
คราวนั้นก็ทรงโทมนัส ไม่ให้ใคร ๆ ทราบเลย เสด็จเข้าสู่
พระนคร. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรม
ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชนะพระเจ้าน้า
แล้วดีพระทัย ทรงปราชัยก็ทรงโทมนัส.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลาย
กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่
แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น ทรงชนะ
แล้วก็ดีพระทัย ทรงปราชัยแล้วก็ทรงโทมนัสเหมือนกัน แล้ว
ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดกบเขียว. ครั้งนั้น
มนุษย์ทั้งหลายได้ดักลอบเพื่อต้องการจะจับปลาในที่มีแม่น้ำ
และลำธารเป็นต้น. มีปลาเป็นอันมากเข้าไปติดอยู่ในลอบใบหนึ่ง.
ครั้งนั้นมีงูปลาตัวหนึ่ง จะกินปลาจึงเข้าไปสู่ลอบนั้น. ปลาเป็น
อันมากรวมกันเข้าไปกัดงูตัวนั้นจนเลือดออกนอง. งูปลาไม่เห็น

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 466 (เล่ม 57)

ที่พึ่ง กลัวตายจึงหนีออกทางปากลอบ ได้รับความเจ็บปวด
นอนอยู่บนพื้นน้ำ. ในขณะนั้น กบเขียวขึ้นไปเกาะบนหลักลอบ
งูเมื่อไม่ได้ที่จะตัดสินความ เห็นกบนอนอยู่บนหลักลอบนั้น
เมื่อจะถามว่า ดูก่อนสหายกบ กิริยาของพวกปลาเหล่านี้ ท่าน
พอใจบ้างไหม ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรกบเขียว ปลาทั้ง
หลายรุมกัดฉันผู้มีพิษแล่นเร็ว เข้าไปยังปากลอบ
เรื่องนี้ท่านชอบใจหรือ.
ลำดับนั้นกบเขียวจึงกล่าวกะงูว่า ดูก่อนสหาย ถูกแล้ว
ข้าพเจ้าพอใจ เพราะอะไร เพราะหากพวกปลามาถึงถิ่นของท่าน
ท่านก็ย่อมกิน ฝ่ายพวกปลาก็ย่อมกินท่านผู้ไปอยู่ถิ่นของตน
อันการจะอ่อนกำลังในถิ่นหากิน ในที่เป็นแดนของตน ๆ ย่อม
ไม่มี ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
บุรุษผู้มีอิสรภาพอยู่เพียงใดก็ย่ำยีผู้อื่น
ได้อยู่เพียงนั้น คนอื่นมาย่ำยีตนคราวใด คราวนั้น
ผู้ที่ถูกย่ำยีก็ย่ำยีตอบบ้าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิลุมฺปเตว ฯเปฯ อุปกปฺปติ ความว่า
ความมีอิสรภาพย่อมสำเร็จ ย่อมเป็นไปแก่บุรุษเพียงใด เขา
ย่อมย่ำยีผู้อื่นได้เพียงนั้น. อธิบายว่า บุรุษนั้นสามารถย่ำยีได้
ตลอดกาล. บทว่า ยทา จญฺเญ วิลุมฺปนฺติ คือ คนอื่นที่มีอิสรภาพ

466