ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 437 (เล่ม 57)

มีโหนกเช่นเดียวกัน บุรุษผู้นี้คงเป็นบุรุษอุสภราชเป็นแน่ เรา
ควรเป็นบาทบริจาริกาของบุรุษนี้. นางจึงใช้ทาสีไปบอกแก่ชาย
ค่อมว่า ธิดาเศรษฐีอยากจะไปกับท่าน ท่านจงไปรออยู่ ณ ที่โน้น
แล้วถือเอาของมีค่าปลอมตัวไม่ให้ใครรู้จักลงจากปราสาทหนีไป
กับชายค่อมนั้น. ต่อมา การกระทำของธิดาเศรษฐีนั้นได้ปรากฏ
กันในนครและหมู่ภิกษุ. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรม
ว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าธิดาเศรษฐีชื่อโน้นหนีไปกับชายค่อม.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวก
เธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้
ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธิดาเศรษฐีนั้น
มิใช่ปรารถนาชายค่อมในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ปรารถนา
เหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีในตำบล
หนึ่ง ครั้นเจริญวัยแล้วมีครอบครัว เจริญด้วยบุตรธิดาทั้งหลาย
จึงได้ขอธิดาของเศรษฐีกรุงพาราณสีให้แก่บุตรของตน กำหนด
วันกันแล้ว. ธิดาเศรษฐีเห็นเครื่องสักการะ สัมมานะของโค
อุสภราชที่เรือนของตน จึงถามพี่เลี้ยงว่า สัตว์นี้ชื่ออะไร ได้
ฟังว่า โคอุสภราช ครั้นเห็นชายค่อมเดินอยู่ระหว่างถนน คิดว่า
ชายนี้คงเป็นบุรุษอุสภราช จึงถือห่อของมีค่าหนีไปกับชายค่อม
นั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่าจักนำธิดาเศรษฐีมาเรือน จึงไปยัง

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 438 (เล่ม 57)

กรุงพาราณสีกับบริวารเป็นอันมาก เดินทางไปทางนั้นเหมือน
กัน. ฝ่ายชายค่อมกับธิดาเศรษฐี ทั้งคู่นั้นเดินทางกันตลอดคืน.
ครั้งนั้น ชายค่อมซึ่งถูกความหนาวเบียดเบียนตลอดคืน ได้เกิด
โรคลมกำเริบขึ้นในร่างกาย ในเวลาอรุณขึ้น เกิดทุกขเวทนา
สาหัส. เขาจึงแวะลงจากทางทนทุกขเวทนานอนขดตัวดังคันพิณ.
ฝ่ายธิดาเศรษฐีก็นั่งอยู่ที่ใกล้เท้าของเขา. พระโพธิสัตว์เห็น
ธิดาเศรษฐีนั่งอยู่ที่ใกล้เท้าชายค่อมจำได้จึงเข้าไปหา. เมื่อจะ
สนทนากับธิดาเศรษฐี ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
เรื่องนี้เจ้าคิดคนเดียว บุรุษเตี้ยค่อมผู้
โง่เขลานี้จะนำทางไปไม่ได้แน่ ดูก่อนเจ้าผู้เจริญ
เจ้าไม่สมควรจะไปกับบุรุษเตี้ยค่อมผู้นี้เลย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกจินฺติโต อยมตฺโถ ความว่า แน่ะ
แม่เจ้า คิดประโยชน์อันใดจึงได้หนีไปกับชายค่อมนี้ ประโยชน์
อันนั้นเจ้าคงจะคิดคนเดียว. บทว่า พาโล อปริณายโก ความว่า
เพราะว่าชายค่อมผู้เป็นพาลนี้ โดยที่มีปัญญาทรามถึงจะแก่ก็
ยังโง่ จะเป็นเมื่อไม่มีผู้อื่นพาไปก็ไม่สามารถจะพาไปได้. แน่ะ
นางผู้เจริญ เจ้าก็เกิดในตระกูลใหญ่มีรูปงามน่าเอ็นดู จึงไม่ควร
ไปกับชายค่อมผู้ต่ำต้อยเพราะเตี้ยนี้.
ลำดับนั้น ธิดาเศรษฐีฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว กล่าว
คาถาที่ ๒ ว่า :-

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 439 (เล่ม 57)

ดิฉันเข้าใจว่าบุรุษค่อมเป็นผู้องอาจ จึงได้
รักใคร่บุรุษค่อมผู้นี้นอนตัวงออยู่ ดุจคันพิณที่มี
สายขาดแล้ว ฉะนั้น.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ข้าแต่ท่านเจ้า ข้าพเจ้าเห็น
โคอุสภราชตัวหนึ่ง คิดว่าโคที่เป็นใหญ่กว่าโคทั้งหลายมีโหนก
ที่หลัง แม้บุรุษนี้ก็มีโหนกนั้น คงจะเป็นบุรุษอุสภราช ข้าพเจ้า
เข้าใจชายค่อมว่าเป็นบุรุษอุสภราชจึงรักใคร่ ชายค่อมนี้นั้น
นอนตัวงออยู่เหมือนคันพิณที่สายขาดมีแต่ราง ฉะนั้น.
พระโพธิสัตว์ทราบว่า นางปลอมตัวหนีมาจึงให้อาบน้ำ
ตกแต่งตัวให้ขึ้นรถไปยังเรือนของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. ธิดาเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นธิดาเศรษฐีในครั้งนี้นี่แหละ
ส่วนพระราชากรุงพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวีณาถูณชาดกที่ ๒

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 440 (เล่ม 57)

๓. วิกัณณกชาดก
คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน
[๓๑๕] เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด
เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภ
ด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูก
อาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
[๓๑๖] บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบ
ประพฤติตามอำนาจของจิต ย่อมเดือดร้อน เขา
ย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย
ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
จบ วิกัณณกชาดกที่ ๓
อรรถกถาวิกัณณกชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภภิกษุกระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กามํ
ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ดังนี้.
ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นถูกนำไปยังธรรมสภา พระ-
ศาสดาตรัสถาม ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบ
ทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุใด.
กราบทูลว่า เพราะเหตุกามคุณ. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่า

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 441 (เล่ม 57)

ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า กามคุณเหล่านี้เช่นกับลูกชะนัก เมื่อได้ที่
ตั้งในหัวใจครั้งเดียว ย่อมให้ถึงความตายได้ทีเดียว เหมือนชะนัก
อันปักเข้าไปแล้ว ยังจระเข้ให้ถึงความตาย ฉะนั้นแล้วทรงนำเรื่อง
อดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี
โดยธรรม วันหนึ่งประพาสอุทยานเสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี.
พนักงานชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ประกอบการ
ฟ้อนรำขับร้องถวาย. ปลาและเต่าทั้งหลายที่สระโบกขรณี ต่าง
ก็มารวมกันเพราะมีใจจดจ่ออยู่ในเสียงขับร้อง ว่ายน้ำตามพระ-
ราชาไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นฝูงปลาประมาณเท่าลำตาล
ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เหตุไรหนอ พวกปลาเหล่านี้จึง
เที่ยวตามเราไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ปลาเหล่านี้คอยรับใช้
พระองค์. พระราชาโปรดปรานว่า แม้ปลาเหล่านี้ก็ยังคอยรับใช้
เรา จึงทรงตั้งอาหารไว้ประจำวันของปลาเหล่านั้น. เจ้าหน้าที่
ต้องหุงข้าวสารหนึ่งอัมมณะทุก ๆ วัน. ต่อมาปลาทั้งหลายถึง
เวลาให้อาหารบางพวกก็มา บางพวกก็ไม่มา อาหารก็เสีย.
เขาจึงกราบทูลความนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า ตั้งแต่
ไปจงตีกลองเวลาให้อาหาร. เมื่อพวกปลามารวมกันตามเสียง
กลองแล้วก็จงให้อาหารเถิด. ตั้งแต่นั้นพนักงานผู้จัดอาหาร
ให้ตีกลองแล้วจึงให้อาหารแก่พวกปลาที่มารวมกัน. แม้พวกปลา
เหล่านั้นก็มารวมกันกินอาหารตามสัญญาเสียงกลอง. เมื่อพวก

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 442 (เล่ม 57)

ปลารวมกันกินอาหารอยู่อย่างนี้ มีจระเข้ตัวหนึ่งมากินปลา
เจ้าหน้าที่จัดอาหารจึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรง
สดับดังนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงเอาชะนักแทงจระเข้ที่เข้ามาใน
เวลากินปลา แล้วจับตัวให้ได้. เขารับพระราชโองการแล้ว
กลับไปลงเรือคอยอยู่ ได้ใช้ชะนักแทงจระเข้ซึ่งเข้ามากินปลา
ชะนักเสียบติดหลังจระเข้นั้น จระเข้ได้รับทุกขเวทนา จึงหนี
พาเอาชะนักนั้นติดไปด้วย. เจ้าหน้าที่จัดอาหารทราบว่าแทงถูก
จระเข้แล้ว เมื่อจะว่ากะจระเข้นั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด
เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภ
ด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูก
อาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามํ คือโดยส่วนเดียว. บทว่า
ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ความว่า ท่านปรารถนาในที่ใด จงไปใน
ที่นั้นเถิด บทว่า มมฺมมฺหิ คือ ในที่ของเรา. บทว่า อนุพนฺธมาโน
ความว่า เจ้าเมื่อเขาให้อาหารด้วยสัญญาเสียงกลอง เป็นผู้โลภ
ติดตามปลาหวังจะกิน ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
แม้ในที่ที่ท่านไป ท่านก็จะไม่มีชีวิต.
จระเข้นั้นไปถึงที่อยู่ของตนแล้วก็ตาย.
พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว ตรัสรู้แล้วได้
ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 57)

บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบ
ประพฤติตามอำนาจของจิตย่อมเดือดร้อน เขา
ย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย
ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕ เพราะ
กามคุณ ๕ เหล่านั้น ชาวโลกถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพึงพอใจ ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกามิส. บทว่า โอปตนฺโต
ความว่า บุคคลผู้เป็นไปตามโลกามิสนั้น เป็นผู้คล้อยตามอำนาจ
จิตด้วยอำนาจกิเลส ย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความพินาศ บทว่า
โส หญฺญติ ความว่า บุคคลนั้นยึดถือกามคุณ ๕ ว่าเป็นที่น่าพึง
พอใจ แล้วย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความมหาพินาศ ในท่ามกลาง
ญาติและสหายทั้งหลาย ดุจจระเข้ที่ไล่ตามปลาถูกแทงด้วยชะนัก
ฉะนั้น ดังนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุ
กระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น
คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวิกัณณกชาดกที่ ๓

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 444 (เล่ม 57)

๔. อสิตาภุชาดก
โลภมากลาภหาย
[๓๑๗] พระองค์นั่นแหละ ได้กระทำเหตุอันนี้
ในบัดนี้ หม่อมฉันปราศจากความรักในพระองค์
แล้ว ความรักนั้นประสานกันอีกไม่ได้ ดุจงาช้าง
อันตัดขาดแล้วด้วยเลื่อย ฉะนั้น.
[๓๑๘] บุคคลผู้ปรารถนาเกินส่วน ย่อมเสื่อมจาก
ประโยชน์ เพราะความโลภเกินประมาณ และ
เพราะความเมาอันเกิดจากความโลภเกินประมาณ
เหมือนเราเสื่อมจากนางอสิตาภุ ฉะนั้น.
จบ อสิตาภุชาดกที่ ๔
อรรถกถาอสิตาภุชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภกุมาริกาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
ตฺวเมวทานิมการี ดังนี้.
ได้ยินว่า ในตระกูลอุปฐากของพระอัครสาวกทั้งสอง
ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีกุมาริกาผู้หนึ่งมีรูปสวย ถึงพร้อม
ด้วยคามงามเป็นเลิศ. นางเจริญวัย ก็ได้ไปสู่ตระกูลซึ่งมีชาติ
เสมอกัน. สามีของนางไม่พอใจนางเป็นบางอย่าง จึงเที่ยวไป

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 445 (เล่ม 57)

ในที่อื่นตามใจชอบ. นางก็ไม่เอาใจใส่ในการที่สามีไม่ใยดีใน
ตนนั้น นิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองมาถวายทานฟังธรรม ได้ตั้ง
อยู่ในโสดาปัตติผล. ตั้งแต่นั้นนางก็ปล่อยให้เวลาล่วงไปด้วย
ความสุขในมรรคและผล คิดว่า แม้สามีก็ไม่ยินดีเรา เราก็ไม่มี
การงานทางฆราวาส เราจักบวช จึงบอกมารดาบิดา ออกบวช
อรหัต. การกระทำของนางนั้นได้ปรากฏในหมู่ภิกษุ. ครั้นวันหนึ่ง
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ธิดาของตระกูลโน้นเป็นหญิงแสวงหาประโยชน์ รู้ว่าสามีไม่ใยดี
ได้ฟังธรรมของพระอัครสาวก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ยัง
บอกลามารดาบิดาออกบวชอีก บรรลุอรหัตแล้ว ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย กุมาริกานั้นเป็นผู้แสวงหาประโยชน์อย่างนี้. พระ-
ศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ
นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้
ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลธิดาผู้นั้น
เป็นผู้แสวงหาประโยชน์ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน
ก็เป็นผู้แสวงหาประโยชน์เหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษียังอภิญญาและสมาบัติ
ให้เกิดแล้วอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. ในกาลครั้งนั้นพระเจ้า
พาราณสีเห็นความพรั่งพร้อมของบริวารของพรหมทัตกุมาร
ผู้เป็นโอรสของพระองค์ เกิดความระแวงพระทัย จึงเนรเทศ

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 446 (เล่ม 57)

โอรสออกจากแว่นแคว้น. พรหมทัตกุมารทรงพาพระเทวีของ
พระองค์พระนามว่า อสิตาภู เข้าไปสู่ป่าหิมพานต์เสวยปลา
เนื้อ และผลไม้พำนักอยู่ ณ บรรณศาลา. พรหมทัตกุมารนั้น
เห็นหางกินรีหางหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ คิดว่าจะเอานางกินรีนี้เป็น
ชายา จึงติดตามรอยเท้านางกินรีนั้นไป มิได้คำนึงถึงพระนาง
อสิตาภู. พระนางอสิตาภูเห็นพรหมทัตกุมารตามนางกินรีไป
ทรงดำริว่า พรหมทัตกุมารนี้ตามนางกินรีไปมิได้คำนึงถึงเรา.
เราจะต้องการอะไรจากพรหมทัตกุมารนี้ มีพระทัยคลายรัก
เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ นมัสการแล้ว ให้บอกการบริกรรมกสิณ
แก่ตน เพ่งกสิณยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด นมัสการพระ-
โพธิสัตว์กลับมายืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลาของตน. แม้พรหมทัต
ก็ติดตามนางกินรีไปเที่ยวหาก็มิได้พบแม้ทางที่นางกินรีนั้นไป
หมดหวังจึงกลับมุ่งหน้ามาสู่บรรณศาลา. พระนางอสิตาภูเห็น
พรหมทัตกุมารเสด็จกลับมา ลอยขึ้นสู่ไปสู่เวหา ยืนบนพื้นอากาศ
มีสีดังแก้วมณี ตรัสว่า ข้าแต่โอรสเจ้า ข้าพเจ้าได้ความสุขนี้
เพราะอาศัยท่าน แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
พระองค์นั่นแหละได้กระทำเหตุนี้ในบัดนี้
หม่อมฉันปราศจากความรักในพระองค์แล้ว
ความรักนั้นประสานกันอีกไม่ได้ ดุจงาช้างอัน
ตัดขาดแล้วด้วยเลื่อยฉะนั้น.

446