ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 417 (เล่ม 57)

มาณพผู้หนึ่ง รับอาสาจะตีนครทั้งสามเอาราชสมบัติถวาย คือ
นครอุตตรปัญจาละ นครอินทปัตร นครเกกกะ เราจะพามาณพ
นั้นไปตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามนั้น. พวกท่านจงไปตามตัว
มาณพนั้นมาโดยเร็ว. พวกอำมาตย์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์
พระองค์พระราชทานที่พักให้มาณพนั้น ณ ที่ไหน. ตรัสว่า
เราไม่ได้ให้ที่พักแก่เขา. กราบทูลถามว่า เสบียงอาหารพระองค์
พระราชทานหรือเปล่า ตรัสว่า เสบียงอาหารก็ไม่ได้ประทาน
ทูลถามว่า ข้าพระองค์จะไปตามตัวได้ที่ไหน. ตรัสว่า พวกท่าน
จงเที่ยวตามหาดูตามถนนในนครเถิด. พวกอำมาตย์เที่ยวตรวจ
ตราดูแล้วไม่พบ จึงกราบทูลว่า ไม่พบตัว พระเจ้าข้า เมื่อพระ-
ราชาไม่ได้ตัวมาณพมาก็เกิดความโศกเสียพระทัยว่า เราเสื่อม
จากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงอย่างนี้เสียแล้ว ดวงพระทัยก็
เร่าร้อน โลหิตที่ฉีดเลี้ยงหทัยก็กำเริบ จนเกิดสำรอกโลหิตออก
มา. บรรดาแพทย์ทั้งหลายก็ไม่สามารถจะรักษาได้. ถัดจากนั้น
มา ๓-๔ วัน ท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดู ทรงทราบการประชวร
ของพระราชา ทรงดำริว่า จักช่วยรักษา จึงแปลงเป็นพราหมณ์
มาเยือนประตูพระราชวัง ให้กราบทูลว่ามีหมอพราหมณ์จะมา
รักษาพระองค์. พระราชาทรงสดับดังนั้นตรัสว่า หมอหลวง
ล้วนแต่ใหญ่โต ยังรักษาเราไม่ได้ ท่านจงจ่ายค่าป่วยการให้เขา
กลับไปเถิด. ท้าวสักกเทวราชได้สดับคำอำมาตย์มาบอกแล้ว
ตรัสว่า เราไม่ต้องการที่พักและค่าป่วยการแม้ค่าขวัญข้าวเรา

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 418 (เล่ม 57)

ก็ไม่ขอรับ เราขออาสารักษาพระองค์. ขอพระราชาจงให้เรา
เฝ้าเถิด. พระราชาทรงสดับดังนั้น แล้วรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นจง
มาเถิด. ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปแล้ว ถวายบังคมยืน ณ
ส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจะรักษาเราหรือ.
ทูลว่าอย่างนั้นพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงรักษาเถิด.
กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอประทานโอกาส ขอพระองค์จง
บอกลักษณะของโรคแก่ข้าพระองค์ว่าเกิดเพราะเหตุอะไร เกิด
เพราะเสวยอะไร หรือได้ทอดพระเนตร หรือทรงสดับอะไร
พระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ โรคของเราเกิดเพราะได้ฟังข่าว
ทูลถามว่า พระองค์สดับข่าวอะไร. ตรัสว่าแน่ะพ่อ มีมาณพคน
หนึ่งมาบอกว่า จักรับอาสาตีเอาราชสมบัติในนครทั้งสามถวาย
เรา เราก็ไม่ได้ให้ที่พักหรือค่ากินอยู่แก่เขา เขาคงโกรธเราจึง
ไปเฝ้าพระราชาองค์อื่น. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็เฝ้าแต่คิดอยู่ว่า
เราเสื่อมจากอิสสริยสมบัติอันใหญ่หลวงดังนี้ จึงได้เกิดโรคขึ้น
ถ้าท่านสามารถก็จงรักษาโรคอันเกิดเพราะจิตปรารถนาของ
เรา. เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
เราปรารถนาระหว่างเมืองทั้งสาม คือ
เมืองปัญจาละ ๑ เมืองกุรุยะ ๑ เมืองเกกกะ ๑
ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราปรารถนาราชสมบัติ
ทั้งสามเมืองนั้นมากกว่าราชสมบัติที่เราได้แล้ว

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 419 (เล่ม 57)

นี้ ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านรักษาเราผู้ถูกความ
ใคร่ครอบงำด้วยเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโย คิรึ คือ นครทั้งสาม. เหมือน
สุทัสสนเทพนคร ท่านเรียกว่า สุทัสสคีรี เพราะจะรบยึดเอาได้
ยาก หวั่นไหวได้ยากในประโยคนี้ว่า สุทสฺสนคิริโน ทฺวารํ เหตํ
ปกาสติ. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้จึงมีเนื้อความดังนี้ เราต้องการ
นครสามนคร และแคว้นทั้งสามแคว้นในระหว่างนครเหล่านั้น.
เราต้องการหมดทั้งสามแว่นแคว้น อันมีนามว่า อุตตรปัญจาละ
ซึ่งมีนครชื่อว่า กปิละ แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า กุรุยะ ซึ่งมี
นครชื่อว่า อินทปัตร แว่นแคว้นหนึ่ง มีนามว่า เกกกะ ซึ่งมีนคร
ชื่อว่า เกกกะราชธานี แว่นแคว้นหนึ่ง. เราปรารถนาราชสมบัติ
ทั้งสามแว่นแคว้นนั้นยิ่งไปเสียกว่าราชสมบัติกรุงพาราณสี ซึ่ง
เราครองอยู่นี้. บทว่า ติกิจฺฉ มํ พฺรหฺมณ กามนีตํ ความว่า
ท่านพราหมณ์ เราถูกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นชักนำไป
แล้ว ถูกรบกวนประหัตประหารแล้ว ถ้าท่านอาจก็จงรักษาเรา
เถิด.
ลำ ดับนั้นท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชาว่า ข้าแต่
มหาราช พระองค์จะรักษาด้วยโอสถรากไม้เป็นต้นไม่หาย ต้อง
รักษาด้วยโอสถ คือญาณอย่างเดียว ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ากัด หมอบาง
คนก็รักษาได้ อนึ่ง บุคคลถูกผีสิง หมอผู้ฉลาด

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 420 (เล่ม 57)

ก็ไล่ออกได้ แต่บุคคลผู้ถูกความใคร่ครอบงำแล้ว
ใคร ๆ ก็รักษาไม่หาย เพราะว่าเมื่อบุคคลล่วง
เลยธรรมขาวเสียแล้ว จะรักษาได้อย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหาหิ ทุฏฺฐสฺส กโรนฺติ เหเก
ความว่า อันที่จริงเมื่อบุคคลถูกงูเห่ามีพิษร้ายกัด หมอบางคน
ก็รักษาด้วยมนต์และด้วยโอสถให้หายได้. บทว่า อมนุสฺสวิฏฺฐสฺส
กโรนฺติ ปณฺฑิตา ความว่า หมอผีผู้ฉลาดจำพวกหนึ่ง เมื่อคนถูก
อมนุษย์มีผีและยักษ์เป็นต้น เข้าสิงแล้วย่อมทำการรักษาได้
ด้วยวิธีต่าง ๆ มีการเซ่นสรวง สวดพระปริตรและวางยาเป็นต้น
ให้หายได้. บทว่า น กามนีตสฺส กโรติ โกจิ ความว่า แต่คนที่
ถูกกามชักนำไปแล้ว คืออยู่ในอำนาจของกามเว้นบัณฑิตเสีย
ใคร ๆ อื่นก็ทำการรักษาไม่ได้ แม้จะรักษาก็ไม่สามารถจะ
รักษาให้หายได้. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะบุคคลที่
ก้าวล่วงเขตแดนสุกกธรรม คือ กุศลธรรม ตั้งอยู่ในอกุศลธรรม
เสียแล้ว จะรักษาด้วยมนต์และโอสถ เป็นต้นอย่างไรไหว คือ
ไม่อาจรักษาได้ด้วยมนต์และโอสถเป็นต้นนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงเหตุนี้แด่พระราชาฉะนี้แล้ว ได้ตรัส
ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าพระองค์จักได้
ราชสมบัติทั้งสามแคว้นนั้น เมื่อพระองค์เสวยราชทั้ง ๔ นคร
จะฉลองพระองค์ด้วยผ้าสาฎกทั้ง ๔ คู่ คราวเดียวกันได้อย่างไร
เล่าหนอ. จะเสวยทั้ง ๔ ถาดทอง จะบรรทมทั้ง ๔ พระแท่น

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 421 (เล่ม 57)

สิริไสยาสน์คราวเดียวกันได้อย่างไร. ข้าแต่มหาราช พระองค์
ไม่พึงเป็นไปในอำนาจตัณหา. ชื่อว่าตัณหานี้เป็นมูลรากของ
ความวิบัติ. เมื่อเจริญขึ้นผู้ใดทำ ให้งอกงาม ย่อมซัดบุคคลนั้น
ลงนรกทั้ง ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม และอบายภูมิที่เหลือมี
ประเภทนานาประการ. พระมหาสัตว์แสดงธรรมขู่พระราชา
ด้วยภัยในนรกเป็นต้นอย่างนี้. ฝ่ายพระราชาฟังธรรมของพระ-
มหาสัตว์แล้วก็สร่างโศก หายพระโรคทันใดนั้นเอง. แม้ท้าว-
สักกะประทานโอวาทแด่พระราชาให้ดำรงอยู่ในศีลแล้วเสด็จ
กลับเทวโลก. ฝ่ายพระราชาตั้งแต่นั้นทรงบำเพ็ญบุญมีทาน
เป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม
ชาดก. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพราหมณ์ชื่อ กามนีตะ ใน
ครั้งนี้ ส่วนท้าวสักกเทวราช คือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากามนีตชาดกที่ ๘

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 422 (เล่ม 57)

๙. ปลายิชาดก
ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ
[๓๐๗] เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว
ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรนอยู่
ด้านหนึ่ง ด้วยกองทัพม้าตัวประเสริฐซึ่งคลุม
มาลาเครื่องครบอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลรถ ดุจ
คลื่นในมหาสมุทรอันยังฝนคือลูกศรให้ตกลง
ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้าถือธนูมั่นมีฝีมือยิง
แม่นอยู่ด้านหนึ่ง.
[๓๐๘] ท่านทั้งหลายจงรีบรุกเข้าไป และจงรีบ
บุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่องกันเข้าไปเลย
จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหวในวันนี้ ดุจสายฟ้า
อันซ่านออกจากกลีบเมฆคำรนอยู่ ฉะนั้น.
จบ ปลายิชาดกที่ ๙
อรรถกถาปลายิชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภปลายิปริพาชก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
คชคฺคเมเฆภิ ดังนี้.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 423 (เล่ม 57)

ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นท่องเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป เพื่อการ
โต้วาทะ ไม่ได้รับการโต้ตอบวาทะอะไร แล้วจนลุถึงเมืองสาวัตถี
โดยลำดับ ถามมนุษย์ทั้งหลายว่า ใคร ๆ สามารถจะโต้ตอบ
วาทะกับเรามีบ้างไหม. พวกมนุษย์ต่างพากันสรรเสริญพระ-
พุทธองค์ว่า พระมหาโคดมผู้สัพพัญญูเลิศกว่าสัตว์สองเท้า
ทั้งหลาย ผู้เป็นใหญ่โดยธรรม ย่ำยีวาทะของผู้อื่น เป็นผู้สามารถ
จะโต้ตอบวาทะกับคนเช่นท่านแม้ตั้งพัน ปราชญ์ผู้มีวาทะขัดแย้ง
ที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป แม้ทั้งสิ้นที่จะสามารถล่วงเลยพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้นมิได้มี. บรรดาวาทะทั้งปวงมาถึงบาท
มูลของพระองค์เป็นผุยผงไปดุจคลื่นสมุทรกระทบฝั่งฉะนั้น.
ปริพาชกถามว่า ก็เดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน ได้ฟังว่า
ที่พระเชตวันมหาวิหาร กล่าวว่า เราจักไปประวาทะกับพระองค์
ในบัดนี้ แวดล้อมด้วยมหาชนไปสู่เชตวันมหาวิหาร พอเห็นซุ้ม
ประตูเชตวันมหาวิหาร ซึ่งพระราชกุมารพระนามว่า เชตะ ทรง
สละทรัพย์เก้าโกฏิสร้าง ถามว่า นี้คือปราสาทที่ประทับของ
พระสมณโคดมหรือ ได้ฟังว่า นี้คือซุ้มประตู กล่าวว่า ซุ้มประตู
ยังเป็นถึงเพียงนี้ คฤหาสน์ที่ประทับจะเป็นเช่นไร เมื่อมหาชน
กล่าวว่า ชื่อว่าพระคันธกุฏีประมาณไม่ถูก กล่าวว่า ใครจะ
โต้ตอบวาทะกับพระสมณโคดมเป็นถึงปานนี้ได้. จึงหนีไปจาก
ที่นั้นเอง. มนุษย์ทั้งหลายต่างอึงคะนึงกันจะเข้าไปยังพระเชต-
วันมหาวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า ทำไมจึงมากันผิดเวลา

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 57)

กราบทูลความเป็นไปให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
อุบาสกทั้งหลาย ปริพาชกผู้นี้เห็นซุ้มประตูของเราก็หนีในบัดนี้
เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็หนีไปแล้วเหมือนกัน พวกมนุษย์
เหล่านั้นจึงทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในเมืองตักกสิลา
ในแคว้นคันธาระ. พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุง
พาราณสี. พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงดำริว่า จักตีเมืองตักกสิลา
จึงยกพลนิกายใหญ่ไปตั้งมั่นอยู่ไม่ไกลจากเมืองตักกสิลา ทรง
ซักซ้อมเสนาว่า จงส่งกองช้างเข้าไปด้านนี้ ส่งกองม้าเข้าไป
ด้านนี้ ส่งกองรถเข้าไปด้านนี้ ส่งพลราบเข้าไปด้านนี้ เมื่อบุก
เข้าไปอย่างนี้แล้ว จงใช้อาวุธทั้งหลาย จงให้ห่าฝนลูกศรให้ตก
ดังหมู่วลาหกโปรยฝนลูกเห็บฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ได้ตรัส
สองคาถานี้ว่า :-
เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว
ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรนอยู่
ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุม
มาลาเครื่องครบอยู่ด้านเหนือ ด้วยกองพลรถ
ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝน คือลูกศรให้ตก
ลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้าถือธนูมั่น มีฝีมือ
ยิงแม่นอยู่ด้านหนึ่ง ท่านทั้งหลายจงรีบบุกเข้า
ไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 57)

กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหว ในวันนี้
ดุจสายฟ้าอันซ่านออกจากกลีบเมฆ คำรน อยู่
ฉะนั้น.
พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงตรวจพลปลุกใจเสนาให้คึกคัก
ฉะนี้แล้วเคลื่อนทัพไปถึงที่ใกล้ประตูนคร เห็นซุ้มประตูแล้ว
ตรัสถามว่า นี้คือพระราชมณเฑียรหรือ เมื่อเหล่าเสนากราบทูล
ว่า นี้คือซุ้มประตูนคร ยังเป็นถึงปานนี้ พระราชมณเฑียรจะเป็น
เช่นไร ได้สดับว่าเช่นกับเวชยันตปราสาท ตรัสว่า เราไม่อาจ
สู้รบกับพระราชาผู้ถึงพร้อมด้วยยศอย่างนี้ ได้ทอดพระเนตร
ซุ้มประตูแล้ว เสด็จหนีกลับสู่เมืองพาราณสี.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุม
ชาดก. พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นปลายิปริพาชกใน
ครั้งนี้ ส่วนพระราชาเมืองตักกสิลา คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปลายิชาดกที่ ๙

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 57)

๑๐. ทุติยปลายิชาดก
คนถูกความเร่าร้อนเผาจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้
[๓๐๙] ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะ
ของเราก็นับไม่ถ้วน แสนยากที่ศัตรูจะหาญหัก
เข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ถึง
ฝั่งได้ ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่กองพล
อื่นจะหาญเข้าตีหักได้ ดุจภูเขาอันลมไม่อาจให้
ไหวได้ฉะนั้น วันนี้เราประกอบด้วยกองพลเท่านี้
อันกองพลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหักเข้ารุกราน
ได้.
[๓๑๐] ท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่
เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่าผู้สามารถ
ไม่ได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ
โมหะ และมานะเผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัด
เราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพลของเราจัก
ย่ำยีท่านหมดทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อ
ด้วยเท้า ฉะนั้น.
จบ ทุติยปลาชาดกที่ ๑๐

426