ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 397 (เล่ม 57)

ห่วงใยท่านเลย แต่พอรู้คุณของท่าน เพราะอาศัยบัณฑิต ครั้งนั้น
จึงได้มอบความเป็นใหญ่ทั้งปวงให้ นางทูลอาราธนาขอให้เล่า
จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญ
วัย ได้เป็นผู้สอนอรรถและธรรมของพระเจ้าพรหมทัต. ครั้งนั้น
พระราชาทรงระแวงโอรสของพระองค์ว่าจะกบฎต่อพระองค์
จึงทรงเนรเทศออกเสียจากอาณาจักรนั้น. พระโอรสนั้นพาชายา
ของตนออกจากนครไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแคว้นกาสีแห่งหนึ่ง.
ครั้นต่อมาพระโอรสนั้นทราบข่าวว่า พระบิดาสวรรคตแล้ว
คิดว่า เราจักไปครองราชสมบัติอันเป็นสมบัติของตระกูล จึง
กลับมาสู่เมืองพาราณี ได้ข้าวห่อในระหว่างทาง โดยผู้ให้สั่งว่า
จงแบ่งให้ภรรยาบ้าง แล้วบริโภคเถิด ไม่ยอมให้ชายานั้น บริโภค
เสียเองทั้งหมด. นางเสียใจว่า บุรุษนี้ใจคอโหดร้ายจริงหนอ.
พระโอรสนั้นครองราชสมบัติในกรุงพาราณสีแล้ว ตั้งนาง
ไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี มิได้ประทานเครื่องสักการะและยกย่อง
อย่างอื่น โดยทรงเห็นว่า เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับนาง แม้แต่คำว่า
เจ้าเป็นอยู่อย่างไร ก็มิได้ตรัสถามนางเลย. พระโพธิสัตว์คิดว่า
พระเทวีนี้มีอุปการะมาก มีความจงรักภักดีต่อพระราชา. แต่
พระราชามิได้สนพระทัยถึงพระนางแม้แต่น้อย. เราจักให้พระองค์
ทรงประทานเครื่องสักการะและยกย่องพระนาง จึงเข้าไปเฝ้า

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 398 (เล่ม 57)

พระเทวี ไว้ระยะพอสมควรแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อตรัส
ถามว่า อะไรเล่าพ่อ จึงทูลเพื่อต่อเรื่องราวขึ้นว่า ข้าแต่พระเทวี
ข้าพระองค์รับราชการบำรุงพระองค์ไม่ควรจะให้ท่อนผ้าหรือ
ก้อนข้าวแก่มารดาบิดาผู้แก่เฒ่าบ้างเทียวหรือ. พระเทวีตรัสว่า
แม้ตัวเราเองยังไม่ได้อะไรเลย เราจะเอาอะไรให้ท่านเล่า ในเวลา
ที่ได้เราก็ให้ท่านมิใช่หรือ. แต่บัดนี้พระราชามิได้พระราชทาน
อะไรให้เรา. การพระราชทานอย่างอื่นจงยกไว้เถิด พระองค์
เมื่อกำลังเสด็จเพื่อจะรับราชสมบัติ ได้ข้าวห่อหนึ่งในระหว่าง
ทาง ยังมิได้ประทานแม้แต่อาหารแก่เรา พระองค์เสวยเสียเอง
หมด. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์จักกล้า
ทูลอย่างนี้ในสำนักพระราชาหรือ ตรัสว่า กล้าซิ พ่อคุณ จึงทูลว่า
ถ้าเช่นนั้น ในเวลาที่ข้าพระองค์เฝ้าอยู่ในราชสำนักวันนี้แหละ
เมื่อข้าพระองค์ทูลถามขึ้น ขอพระนางจงตรัสอย่างนี้ วันนี้แหละ
ข้าพระองค์จักให้พระราชารู้สึกคุณของพระองค์. ครั้นทูลอย่างนี้
แล้วพระโพธิสัตว์จึงล่วงหน้าไปก่อน ยืนเฝ้าพระราชา. ฝ่าย
พระเทวีก็ไปยืนเฝ้าพระราชา.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลพระเทวีว่า ข้าแต่พระแม่
อยู่หัว พระแม่เจ้าทรงมีพระทัยจืดเหลือเกิน การที่พระแม่เจ้า
จะให้ท่อนผ้าหรือเพียงก้อนข้าวแก่มารดาบิดาไม่สมควรหรือ.
พระเทวีตรัสว่า เราเองยังไม่ได้อะไรจากพระราชา จักเอาอะไร
ให้ท่านเล่า. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า พระองค์ได้ตำแหน่งอัคร-

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 399 (เล่ม 57)

มเหสีมิใช่หรือ. พระเทวีตรัสว่า แน่ะพ่อ เมื่อไม่มีการยกย่อง
ตำแหน่งอัครมเหสีจักทำอะไรได้ พระราชาของท่านจักพระ-
ราชทานอะไรแก่เราในบัดนี้เล่า พระองค์ได้ข้าวห่อระหว่างทาง
ยังไม่พระราชทานให้สักหน่อย เสวยเสียเอง. พระโพธิสัตว์ทูล
ถามว่า ข้าแต่พระมหาราชได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ. พระราชา
ทรงรับ พระโพธิสัตว์ทราบว่า พระราชาทรงรับแล้วจึงทูลว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะมีประโยชน์อะไร ด้วย
การประทับอยู่ที่นี้ ตั้งแต่กาลไม่เป็นที่รักของพระราชา เพราะ
การร่วมกับผู้ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ในโลก เมื่อพระองค์ประทับ
อยู่ที่นี้ การร่วมกับความไม่เป็นที่รักของพระราชาจักเป็นทุกข์.
ธรรมดาว่าสัตว์เหล่านี้ย่อมคบผู้ที่คบด้วย รู้ผู้ที่ไม่คบว่าเขาไม่
อยากคบ ก็พึงไปเสียที่อื่น ด้วยว่าที่อาศัยคือ โลกกว้างใหญ่
แล้วได้กล่าวคาถาว่า :-
บุคคลควรนอบน้อมต่อผู้ที่นอบน้อมตน
ควรคบกับผู้ที่คบตน ควรทำกิจตอบแทนแก่ผู้ที่
ช่วยทำกิจของตน ไม่ควรทำประโยชน์แก่ผู้
ปรารถนาความฉิบหายให้และไม่ควรคบกับผู้
ที่ไม่คบตน.
บุคคลควรละทิ้งผู้ที่ละทิ้งตน ไม่ควรทำ
ความอาลัยรักใคร่ในบุคคลเช่นนั้น ไม่ควร
สมาคมกับคนที่เขาไม่ใฝ่ใจกับตน นกรู้ว่าต้นไม้

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 400 (เล่ม 57)

หมดผลแล้ว ก็ละทิ้งไปหาต้นไม้อื่น เพราะโลก
เป็นของกว้างใหญ่
ในบทเหล่านั้นบทว่า นเม นมนฺตสฺส ภเช ภชนฺตํ ความว่า
บุคคลควรนอบน้อมตอบผู้ที่นอบน้อมตน คือควรคบผู้ที่คบตน
เท่านั้น. บทว่า กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ ความว่า บุคคล
ควรช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ช่วยทำกิจอันเกิดแก่ตน. บทว่า
จเช จชนฺตํ วนถํ น กยิรา. ได้แก่ ควรละทิ้งผู้ที่ละทิ้งตน ไม่ควร
ทำความอาลัย กล่าวคือความเยื่อใยในผู้นั้นแม้แต่น้อย. บทว่า
อเปตจิตฺเตน ได้แก่ ผู้มีจิตเลื่อนลอย. บทว่า น สมฺภเชยฺย คือ
ไม่ควรสมาคมกับคนเช่นนั้น. บทว่า ทิโช ทุมํ ได้แก่ เหมือนนก
เมื่อก่อนต้นไม้ผลิผล เมื่อสิ้นผลแล้วก็รู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผลแล้ว
ก็ทิ้งต้นไม้นั้นไปหาต้นไม้อื่น ฉันใดพึงแสวงต้นไม้อื่นฉันนั้น.
เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ พระองค์จักได้บุรุษคนหนึ่งผู้มีความ
เสน่หาในพระองค์แน่แท้.
พระเจ้าพาราณสีทรงสดับดังนั้นแล้ว ได้พระราชทาน
อิสริยยศทั้งปวงแก่พระเทวี. ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กันอย่างพร้อม
เพรียงชื่นชม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม สามีภรรยา
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. สามีภรรยาในครั้งนั้นได้เป็นสองสามีภรรยา
ในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปุฏภัตตชาดกที่ ๓

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 401 (เล่ม 57)

๔. กุมภีลชาดก
คุณธรรมเครื่องให้เจริญ
[๒๙๗] ผู้ใดมีคุณธรรม อันเป็นเครื่องให้เจริญ
อย่างยิ่ง ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑ ธรรม ๑
ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.
[๒๙๘] ส่วนผู้ใด ไม่มีคุณธรรมอันเป็นเครื่อง
ให้เจริญอย่างยิ่ง ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑
ธรรม ๑ ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรู
ไม่ได้.
จบ กุมภีลชาดกที่ ๔
อรรถกถากุมภีลชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
ยสฺเสเต จตุ โร ธมฺมา ดังนี้.
พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ผู้ใดมีคุณธรรมอันเป็นเครื่องให้ความ
เจริญอย่างยิ่ง ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑ ธรรม ๑
ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 402 (เล่ม 57)

ส่วนผู้ใดไม่มีคุณธรรมอันเป็นเครื่องให้
เจริญอย่างยิ่ง ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ๑ ธรรม ๑
ธิติ ๑ จาคะ ๑ ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูไม่ได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า คุณา ปรมภทฺทกา ความว่า ผู้ใด
ไม่มีคุณธรรมอันเจริญ ๔ ประการเหล่านี้ โดยเป็นหมู่เป็นหมวด
ผู้นั้นย่อมไม่อาจล่วงพ้นศัตรูไปได้. ข้อความทั้งหมดที่เหลือใน
ชาดกนี้พร้อมทั้งประชุมชาดก มีนัยดังกล่าวแล้วในกุมภีลชาดก
ในหนหลังแล.
จบ อรรถกถากุมภีลชาดกที่ ๔

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 403 (เล่ม 57)

๕. ขันติวรรณนชาดก
ต้องอดใจในคนที่หาคุณธรรมยาก
[๒๙๙] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาท
มีบุรุษผู้ขวนขวายในกิจทุกอย่างอยู่คนหนึ่ง แต่
เขามีความผิดอยู่ข้อหนึ่ง พระองค์จะทรงโปรด
ดำริในความผิดของเขานั้นเป็นประการใด พระ-
เจ้าข้า.
[๓๐๐] บุรุษเช่นนี้ของเราก็มีอยู่ในที่นี้ แต่บุรุษ
ผู้ประกอบด้วยองค์คุณหาได้ยาก เราจึงสู้อดใจ
เสีย.
จบ ขันติวรรณนชาดกที่ ๕
อรรถกถาขันติวรรณนชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อตฺถิ เม ปุริโส เทว ดังนี้.
ได้ยินว่า อำมาตย์ของพระเจ้าโกศลผู้หนึ่ง ผู้มีอุปการะ
มาก ได้ลอบเป็นชู้กับนางสนม. พระราชาแม้ทรงทราบก็ทรง

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 404 (เล่ม 57)

อดกลั้นนิ่งไว้ด้วยคิดว่า เป็นผู้มีอุปการะแก่เรา ได้กราบทูล
พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร แม้พระราชาใน
กาลก่อนก็ทรงอดกลั้นอย่างนี้เหมือนกัน พระเจ้าโกศลทูลอาราธนา
จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี อำมาตย์ผู้หนึ่งได้ลอบเป็นชู้กับนางสนมของ
พระองค์. แม้คนใช้ของอำมาตย์ก็ลอบเป็นชู้ในครอบครัวของเขา.
เขาไม่อาจอดกลั้นความผิดของคนใช้ได้ จึงพาตัวไปเฝ้าพระราชา
เพื่อจะถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ คนใช้ของข้าพระองค์คนหนึ่ง
เป็นผู้ทำกิจการทั้งปวง เขาได้เป็นชู้กับครอบครัวของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ควรจะทำอะไรแก่เขา จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาท
มีบุรุษผู้ขวนขวายในกิจการทุกอย่างอยู่คนหนึ่ง
แต่เขามีความผิดอยู่ข้อหนึ่ง พระองค์จะทรงโปรด
ดำริในความผิดของเขานั้นเป็นประการใด พระ-
เจ้าข้า.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส เจโกปราธตฺถิ ความว่า บุรุษ
นั้นมีความผิดอยู่ข้อหนึ่ง. บทว่า ตตฺถ ตฺวํ กินฺติ มญฺญสิ ความว่า
พระองค์จะทรงดำริในความผิดของบุรุษนั้นในข้อนั้นว่าควรทำ
อย่างไร ขอพระองค์จงทรงปรับสินไหมบุรุษนั้นตามสมควร
แก่ความผิดของเขาเถิด พระเจ้าข้า.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 405 (เล่ม 57)

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
บุรุษเช่นนี้ของเราก็มีอยู่ในที่นี้ แต่บุรุษ
ผู้ประกอบด้วยองค์คุณหาได้ยาก เราจึงสู้อดใจ
เสีย.
อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า บุรุษผู้ประทุษร้าย เช่นนี้
คือมีอุปการะมาก มีอยู่ในเรือนของเราผู้เป็นพระราชา เป็น
สัตบุรุษ. ก็บุรุษนั้นมีอยู่ในที่นี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในที่นี้แหละ แม้
เราผู้เป็นพระราชาก็ยังอดกลั้น เพราะบุรุษนั้นเป็นผู้มีอุปการะมาก.
บทว่า องฺคสมฺปนฺโน ความว่า ชื่อว่าบุรุษผู้ประกอบด้วยส่วน
แห่งคุณธรรม. ทั้งปวงหาได้ยาก ด้วยเหตุนั้น เราจึงสู้อดกลั้นเสีย
ในฐานะเห็นปานนี้.
อำมาตย์รู้ว่าพระราชาตรัสหมายถึงตน ตั้งแต่นั้นมาก็
ไม่กล้าเป็นชู้กับนางสนมอีก. แม้คนใช้ของอำมาตย์นั้น ก็รู้ว่า
พระราชาทรงว่ากล่าวตน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่กล้าทำกรรมนั้นอีก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. พระราชาพาราณสีในครั้งนั้น คือเราตถาคตนี้เอง อำมาตย์
นั้นรู้ว่าพระราชากราบทูลแด่พระศาสดา ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่อาจ
ทำกรรมนั้น.
จบ อรรถกถาขันติวรรณนชาดกที่ ๕

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 406 (เล่ม 57)

๖. โกสิยชาดก
ว่าด้วยผู้รู้กาลควรไม่ควร
[๓๐๑] การออกไปในเวลาอันสมควร เป็นความ
ดี การออกไปในเวลาอันไม่สมควร ไม่ดี เพราะ
ว่าคนผู้ออกไปโดยเวลาไม่สมควร ย่อมไม่ยัง
ประโยชน์อะไรให้เกิดได้ คนที่เป็นศัตรูเป็นอัน
มาก ย่อมทำอันตรายคนผู้ออกไปแต่ผู้เดียวใน
เวลาอันไม่สมควรได้ เหมือนฝูงการุมจิกนกเค้า
ฉะนั้น.
[๓๐๒] นักปราชญ์รู้จักวิธีการต่าง ๆ เข้าใจช่อง
ทางของคนเหล่าอื่น ทำพวกศัตรูทั้งมวลให้อยู่
ในอำนาจได้แล้ว พึงอยู่เป็นสุขเหมือนนกเค้า
ผู้ฉลาด ฉะนั้น.
จบ โกสิยชาดกที่ ๖
อรรถกถาโกสิยชาดกที่ ๖
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
กาเล นิกฺขมนา สาธุ ดังนี้.

406