ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 357 (เล่ม 57)

พูดจริงหรือ. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า ข้าพเจ้าพาเด็กนั้นไปจริง
นาย. ถามว่า เหยี่ยวพาเด็กไปได้จริงหรือ. ตอบว่า จริงจ้ะนาย.
ถามว่า ก็ในโลกนี้ธรรมดาเหยี่ยวจะนำเด็กไปได้หรือ. พ่อค้า
บ้านนอกกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า เหยี่ยวไม่
สามารถพาเด็กไปในอากาศได้ แต่หนูเคี้ยวกินผาลเหล็กได้หรือ.
พระโพธิสัตว์ถามว่านี่เรื่องอะไรกัน. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า
ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าฝากผาลไว้ ๕๐๐ ที่เรือนของพ่อค้านี้ พ่อค้า
นี้บอกว่าผาลของท่านถูกหนูกินเสียแล้วชี้ให้ดูขี้หนูว่า นี้คือขี้
ของหนูที่กินผาลของท่าน ข้าแต่นาย ถ้าหนูกินผาลได้ แม้เหยี่ยว
ก็จักพาเอาเด็กไปได้ หากกินไม่ได้ แม้เหยี่ยวก็จะนำเด็กนั้นไป
ไม่ได้ พ่อค้านี้กล่าวว่า หนูกินผาลหมดแล้ว ท่านจงทราบเถิดว่า
ผาลเหล่านั้นถูกหนูกินจริงหรือไม่ ขอได้โปรดพิพากษาคดีของ
ข้าพเจ้าเถิด. พระโพธิสัตว์ทราบว่า พ่อค้าบ้านนอกนี้ คงจะ
คิดโกงแก้เอาชนะคนโกง จึงกล่าวว่า ท่านคิดดีแล้ว ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ว่า :-
ท่านได้คิดอุบายตอบอุบายดีแล้ว ได้คิด
โกงตอบผู้โกงดีแล้ว ถ้าหนูทั้งหลายพึงกินผาลได้
เหตุไฉนเหยี่ยวทั้งหลายจะเฉี่ยวเด็กไปไม่ได้เล่า.
บุคคลที่โกงตอบคนโกง ย่อมมีอยู่แน่นอน
บุคคลที่ล่อลวงก็มีอยู่เหมือนกัน ดูก่อนท่านผู้

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 358 (เล่ม 57)

มีบุตรหาย ท่านจักไม่ให้ผาลแก่เขา บุรุษผู้มีผาล
หาย ก็จะไม่นำบุตรมาให้แก่ท่าน.
ในบทเหล่านี้ บทว่า สฐสฺส ความว่า การโกงแก้ผู้ที่โกง
โดยอุบายงุบงิบของผู้อื่นเสีย. บทว่า สาเถยฺยมิทํ สุจินฺติตํ ได้แก่
ความโกงนี้ท่านคิดแล้ว. บทว่า ปจฺโคฑฺฑิตํ ปฏิกูฏสฺส กูฎํ
ความว่า การโกงตอบต่อบุคคลโกง ท่านจัดการแก้ดีแล้ว. อธิบาย
ว่าทำแก้ได้ขนาดที่เขาทำทีเดียว. บทว่า ผาลํ เจ อเทยฺยุํ มูสิกา
ความว่า หากหนูกินผาลได้ ไฉนเหยี่ยวจะพาเด็กไปไม่ได้ เพราะ
ฉะนั้น เมื่อหนูกินผาลได้ ทำไมเหยี่ยวจะนำเด็กไปไม่ได้. บทว่า
กูฏสฺส หิ สนฺติ กูฏกูฎา ความว่า ท่านเข้าใจว่า เราถูกบุรุษ
ที่ให้หนูกินผาลโกง ก็การจะโกงแก้ผู้ที่โกงเช่นนี้ ยังมีอีกมาก
ในโลกนี้ คือการโกงตอบคนโกง ยังมีอยู่. บทว่า ภวติ ปโร
นิกติโน นิกตฺยา ความว่า บุคคลผู้ตลบแตลง ผู้ทำการล่อลวง
ยังมีอีกทีเดียว ดูก่อนบุรุษผู้บุตรหาย จงคืนผาลให้แก่บุรุษผู้
ผาลหายนี้เถิด ถ้าท่านไม่ให้ผาล เขาจักพาบุตรของท่านไป แต่
บุรุษนี้อย่าเอาผาลของท่านไปเลย ท่านจงให้ผาลแก่เขาเสียเถิด.
พ่อค้าโกงกล่าวว่า ข้าแต่นายข้าพเจ้ายอมคืนให้ ถ้าเขาจะคืน
บุตรให้ข้าพเจ้า. พ่อค้าบัณฑิตกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าจะ
คืนบุตรให้ ถ้าเขาจะคืนผาลให้ข้าพเจ้า. พ่อค้าที่บุตรหายก็ได้
คืนบุตร พ่อค้าผาลหายก็ได้คืนผาล แล้วทั้งสองก็ไปตามยถากรรม.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 359 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. พ่อค้าโกงในครั้งนั้นได้เป็นพ่อค้าโกงในครั้งนี้. พ่อค้า
บัณฑิตได้เป็นพ่อค้าบัณฑิตนี้แล ส่วนอำมาตย์ผู้วินิจฉัยคดี คือ
เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากูฏวณิชชาดกที่ ๘

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 360 (เล่ม 57)

๙. ครหิตชาดก
คนโง่เขลาย่อมเห็นแก่เงิน
[๒๘๗] มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็น
อริยธรรม พูดกันแต่ว่า เงินของเรา ทองของเรา
ดังนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน.
[๒๘๘] ในเรือนหลังหนึ่ง มีเจ้าของเรือนอยู่ ๒ คน
ใน ๒ คนนั้น คนหนึ่งไม่มีหนวด แต่มีนมห้อย
ยาน เกล้ามวยผม และเจาะหู เขาซื้อมาด้วย
ทรัพย์มาก เจ้าของเรือนผู้นั้น ย่อมกล่าวเสียด
แทงคนในเรือนนั้น ตั้งแต่แรกมาอยู่.
จบ ครหิตชาดกที่ ๙
อรรถกถาครหิตชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภภิกษุกระสันเพราะเบื่อหน่าย รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม ดังนี้.
เรื่องย่อมีว่า ภิกษุนั้นไม่มีอารมณ์ยึดแน่วแน่เลย. ภิกษุ
ทั้งหลายนำ ภิกษุเบื่อหน่ายนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พระ-
ศาสดาตรัสถามว่า ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 361 (เล่ม 57)

จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร กราบทูลว่า เพราะ
อำนาจกิเลสพระเจ้าข้า. ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ ธรรมดากิเลสแม้สัตว์เดียรฉานทั้งหลายในกาลก่อนก็
ติเตียน เธอบวชแล้วในพระศาสนาเช่นนี้ เหตุไฉนจึงกระสันด้วย
อำนาจกิเลสที่แม้สัตว์เดียรฉานก็ติเตียน ทรงนำอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดวานร ในหิมวันต-
ประเทศ. ชาวป่าผู้หนึ่งจับวานรนั้นมาถวายพระราชา. วานร
นั้นเมื่อได้อยู่ในพระราชวังเป็นเวลานาน ได้กลายเป็นสัตว์
เรียบร้อย. รู้กิริยาที่ประพฤติกันในหมู่มนุษย์เป็นอันมาก.
พระราชาทรงเลื่อมใสในจริยาวัตรของวานรนั้น รับสั่ง
หาพรานป่ามาตรัสว่า จงปล่อยวานรเสียในที่ที่จับได้. พราน
ได้ทำตามรับสั่ง. ฝูงวานรรู้ว่าพระโพธิสัตว์มา เมื่อเห็นพระ-
โพธิสัตว์นั้นจึงประชุมกันที่หลังแผ่นหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ต่างชื่นชม
กับพระโพธิสัตว์แล้วถามว่า สหายท่านอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานาน.
ตอบว่า เราอยู่ในพระราชนิเวศน์ในกรุงพาราณสี.
ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านพ้นมาได้อย่างไร. พระราชา
ทำเราให้เป็นลิงสำหรับล้อเล่น แล้วทรงเลื่อมใสในวัตรของเรา
จึงทรงปล่อยเรา. ลำดับนั้น วานรทั้งหลายพูดกะพระโพธิสัตว์ว่า
ท่านรู้กิริยาที่ประพฤติกับมนุษยโลก ขอท่านจงบอกแก่พวกเรา
ก่อน พวกเราประสงค์จะฟัง. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เธออย่าถาม

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 362 (เล่ม 57)

กิริยาของมนุษย์กะเราเลย. พวกวานรกล่าวว่า บอกเถิดท่าน
พวกเราอยากฟัง. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์เป็น
กษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ล้วนกล่าวว่าของเรา ของเรา
ย่อมไม่รู้ถึงความไม่เที่ยง ความไม่มีอยู่ บัดนี้พวกเธอจงฟัง
การกระทำของคนอันธพาลเหล่านั้น. แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
คนทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็นอริย-
ธรรม พูดกันแต่ว่า เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้
ทั้งกลางคืนและกลางวัน.
ในเรือนหลังหนึ่ง มีเจ้าเรือนอยู่สองคน
ในสองคนนั้น คนหนึ่งไม่มีหนวด แต่มีนมห้อย
ยาน เกล้าผมมวย และเจาะหูเขาซื้อมาด้วยทรัพย์
มาก เจ้าของเรือนผู้นั้นย่อมกล่าวเสียดแทงคน
ในเรือนนั้น ตั้งแต่แรกมาอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า หิรญฺญํ เม สุวณฺณํ เม นี้เป็นเพียง
หัวข้อเทศนา. ด้วยบททั้งสองนี้กินความรวมรัตนะทั้งสิบประการ
บุพพัณณชาติ อปรัณณชาติ ไร่นา เรือกสวนและสัตว์ ๒ เท้า
๔ เท้า ทุกอย่าง แล้วกล่าวว่า นี่ของเรา นี้ของเรา. บทว่า
เอสา รตฺติทิวา กตา ความว่า พวกมนุษย์พูดกันเป็นนิจทั้งกลางวัน
และกลางคืน มิได้รู้อย่างอื่นว่า เบญจขันธ์ไม่เที่ยงหรือเป็น
แล้วหาเป็นไม่ เที่ยวเพ้อรำพันอยู่อย่างนี้แล. บทว่า ทุมฺเมธานํ

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 363 (เล่ม 57)

คือ มีปัญญาทราม. บทว่า อริยธมฺมํ อปสฺสตํ ความว่า ไม่เห็น
ธรรมของพระอริยเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นต้น หรือโลกุตตรธรรม
๙ อันประเสริฐไม่มีโทษ เขาไม่มีการพูดอย่างอื่นว่า ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์. บทว่า คหปตโย ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในเรือน. บทว่า
เอโก ตตฺถ ได้แก่ ในเจ้าของเรือนสองคนนั้น ท่านกล่าวหมาย
ถึง มาตุคามคนเดียว. บทว่า เวณิกโต คือ เกล้ามวยผม อธิบาย
ว่า มีทรงผมต่าง ๆ. บทว่า อโถ องฺกิตกณฺณโก ได้แก่ เจาะหู
คือหูมีรูเจาะ ท่านกล่าวหมายถึงมีหูห้อย. บทว่า กีโต ธเนน
พหุนา ความว่า คนที่ไม่มีหนวดมีนมยาน เกล้ามวยผม เจาะหู
เขาให้ทรัพย์มากแก่มารดาบิดา แล้วไถ่มาประดับตกแต่งยก
ขึ้นสู่ยานพาไปเรือนพร้อมด้วยบริวารใหญ่. บทว่า โส ตํ วิตุทเต
ชนํ ความว่า เจ้าบ้านคนนั้น ตั้งแต่มาก็ใช้หอก คือปากทิ่มแทง
คนในเรือนมีทาสและกรรมกรเป็นต้น ที่เรือนนั้นว่า เจ้าทาส
ใจร้าย แม่ทาสีใจร้าย เจ้าทำสิ่งนี้ไม่ทำสิ่งนี้ เจ้าตรวจตราผู้คน
ทำเหมือนอย่างนาย. วานรพระโพธิสัตว์ติเตียนชาวมนุษย์ว่า
ชาวมนุษย์ไม่สมควรอย่างยิ่งด้วยประการฉะนี้.
วานรทั้งหมดได้ฟังดังนั้น เอามือทั้งสองปิดหูจนแน่น
กล่าวว่า ท่านอย่าพูดเลย พวกเราฟังสิ่งไม่ควรฟัง. ติเตียนที่
นั้นว่า พวกเราฟังสิ่งที่ไม่ควรฟังในที่นี้แล้วพากันไปในที่อื่น.
นัยว่าหินดาดนั้น ได้ชื่อว่า ครหิตปิฏฐิปาสาณะ (หินดาดที่ถูก
ติเตียน)

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุนั้นตั้งอยู่
ในโสดาปัตติผล ฝูงวานรในครั้งนั้นได้เป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้
ส่วนพญาวานร คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาครหิตชาดกที่ ๙

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 57)

๑๐. ธัมมัทธชชาดก
ว่าด้วยผู้ถึงธรรมของสัตบุรุษ
[๒๘๙ ] ท่านอยู่เป็นสุขแล้ว ได้ออกจากแว่นแคว้น
มาสู่ป่าอันสงัดเงียบ ท่านนั้นนั่งซบเซาอยู่โคน
ต้นไม้แต่ผู้เดียว เหมือนคนกำพร้า.
[๒๙๐] เราอยู่เป็นสุขแล้ว ได้ออกจากแว่นแคว้น
มาสู่ป่าสงัดเงียบ ระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษอยู่
นั่งซบเซาอยู่ที่โคนต้นไม้แต่ผู้เดียว เหมือนคน
กำพร้า.
จบ ธัมมัทธชชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระเทวทัตพยายามปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรม
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุขํ ชีวิตรูโปว ดังนี้.
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัต
พยายามฆ่าเรา ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้เมื่อก่อนก็พยายาม
ฆ่าเราเหมือนกัน แต่ไม่อาจทำแม้เพียงความสะดุ้งสะเทือน จึง
นำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 57)

ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า ยศปาณีเสวยราชสมบัติ
อยู่ในกรุงพาราณสี. มีเสนาบดีชื่อ กาฬกะ ในครั้งนั้นพระโพธิ-
สัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้ายศปาณีนั้น ชื่อ ธรรมธัช. ส่วน
กัลบกผู้แต่งพระศกของพระองค์ชื่อ ฉัตตปาณี. พระราชาทรง
ครองราชสมบัติโดยธรรม. แต่เสนาบดีของพระองค์ เมื่อจะ
วินิจฉัยคดีย่อมกินสินบน รับสินบนแล้วย่อมทำผู้ที่มิใช่เจ้าของ
ให้เป็นเจ้าของดุจคนคอยกินเนื้อสันหลังของผู้อื่น.
อยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งถูกตัดสินให้แพ้คดีที่ศาล
ประคองแขนสะอึกสะอื้นออกจากศาล เห็นพระโพธิสัตว์กำลัง
ไปทำราชการ จึงซบลงที่เท้าพระโพธิสัตว์เล่าเรื่องที่ตนแพ้คดี
ว่า ข้าแต่นาย เมื่อคนเช่นท่านถวายอรรถและธรรมแด่พระราชา
ยังอยู่ กาฬกะเสนาบดีรับสินบนทำผู้ที่ไม่เป็นเจ้าของให้เป็น
เจ้าของ. พระโพธิสัตว์เกิดความสงสารกล่าวว่า มาเถิดพ่อหนุ่ม
เราจักวินิจฉัยคดีของท่านเอง แล้วพามนุษย์ผู้นั้นไปยังศาล
มหาชนประชุมกัน. พระโพธิสัตว์กลับตัดสินให้เจ้าของนั้นแหละ
เป็นเจ้าของ. มหาชนต่างแซ่ซร้องสาธุการ. เสียงนั้นได้อึกทึก
สนั่นไป. พระราชาทรงสดับเสียงนั้นตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร
ราชบุรุษกราบทูลว่า ขอเดชะ ธรรมธัชบัณฑิตตัดสินคดีที่
กาฬกะเสนาบดีตัดสินไว้ผิดให้ถูก นั่นเป็นเสียงแซ่ซร้องสาธุการ
ณ ที่นั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงโสมนัสตรัสให้หาพระ-
โพธิสัตว์มาตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ได้ยินว่า ท่านตัดสินคดี

366