ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 287 (เล่ม 57)

แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก และหนู
เป็นสัตว์ประมาณได้ เราได้ทำการรักษาตัวแล้ว
ป้องกันตัวแล้ว ขอสัตว์ทั้งหลายจงพากันหลีก
ไป ข้าพเจ้านั่นขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗
พระองค์.
จบ ขันธปริตตชาดกที่ ๓
อรรถกถาขันธปริตตชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิรูปกฺเขหิ
เม เมตฺตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า เมื่อภิกษุนั้นกำลังผ่าฟืนอยู่ที่ประตูเรือนไฟ งู
ตัวหนึ่งเลื้อยออกจากระหว่างไม้ผุได้กัดเข้าที่นิ้วเท้า. ภิกษุนั้น
มรณภาพในที่นั้นทันที. เรื่องที่ภิกษุนั้นมรณภาพได้ปรากฏไป
ทั่ววัด. ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ได้ยินว่า
ภิกษุรูปโน้นกำลังผ่าฟืนอยู่ที่ประตูเรือนไฟ ถูกงูกัดถึงแก่
มรณภาพ ณ ที่นั้นเอง. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุ
ทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หากภิกษุรูปนั้นจักได้เจริญเมตตาแผ่ถึงตระกูลพญางูทั้งสี่แล้ว

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 288 (เล่ม 57)

งูก็จะไม่กัดภิกษุนั้น. แม้ดาบสทั้งหลายซึ่งเป็นบัณฑิตแต่ปางก่อน
เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ ก็ได้เจริญเมตตาในตระกูลพญางู
ทั้ง ๔ ปลอดภัยอันจะเกิดเพราะอาศัยตระกูลพญางูเหล่านั้น
แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกาสี
ครั้นเจริญวัย สละกามสุข ออกบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและ
สมาบัติให้เกิด สร้างอาศรมบทอยู่ที่คุ้งแม่น้ำแห่งหนึ่งในหิมวันต-
ประเทศ เพลิดเพลินในฌาน เป็นครูประจำคณะ มีหมู่ฤๅษี
แวดล้อมอยู่อย่างสงบ.
ครั้งนั้นที่ฝั่งคงคา มีงูนานาชนิดทำอันตรายแก่พวกฤาษี.
พวกฤๅษีโดยมากได้ถึงแก่กรรม. ดาบสทั้งหลายจึงบอกเรื่องนั้น
แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เรียกประชุมดาบสทั้งหมด แล้ว
กล่าวว่า หากพวกท่านเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ งู
ทั้งหลายก็จะไม่กัดพวกเธอ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป พวกเธอ
จงเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ แล้วจึงตรัสคาถานี้ว่า :-
ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางู
ชื่อว่า วิรูปักขะ ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับ
ตระกูลพญางูชื่อว่า เอราปถะ ขอไมตรีจิตของเรา
จงมีกับตระกูลพญางูชื่อว่า ฉัพยาปุตตะ ขอไมตรี
จิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 289 (เล่ม 57)

พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงตระกูลพญางูทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว
จึงกล่าวว่า หากพวกท่านจักสามารถเจริญเมตตาในตระกูลพญางู
ทั้ง ๔ นั้น งูทั้งหลายก็จักไม่กัดไม่เบียดเบียนพวกท่าน. แล้ว
กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับสัตว์ที่ไม่มี
เท้า ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์สองเท้า ขอ
ไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์สี่เท้า ขอไมตรีจิต
ของเราจงมีกับสัตว์มีเท้ามาก.
พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงเมตตาภาวนาโดยสรุปอย่างนี้แล้ว
บัดนี้เมื่อจะแสดงด้วยการขอร้องจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ขอสัตว์ที่ไม่มีเท้า สัตว์ที่มี ๒ เท้า สัตว์ที่มี
๔ เท้า สัตว์ที่มีเท้ามาก อย่าได้เบียดเบียนเราเลย.
บัดนี้เมื่อจะแสดงการเจริญเมตตาโดยไม่เจาะจง จึงกล่าว
คาถานี้ว่า :-
ขอสัตว์ผู้ข้องอยู่ สัตว์ผู้มีลมปราณ สัตว์
ผู้เกิดแล้วหมดทั้งสิ้นด้วยกัน จงประสบพบแต่
ความเจริญทั่วกัน ความทุกข์อันชั่วช้า อย่าได้
มาถึงสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พวกท่านจงเจริญเมตตาไม่เฉพาะ
เจาะจงในสรรพสัตว์อย่างนี้ เพื่อให้ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
อีก จึงกล่าวว่า :-

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 290 (เล่ม 57)

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระคุณ
หาประมาณมิได้ บรรดาสัตว์เลื้อยคลาน คือ
แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก และหนู เป็น
สัตว์ประมาณได้.
พระโพธิสัตว์แสดงว่า เพราะธรรมทั้งหลายอันทำประมาณ
มีราคะภายในของสัตว์เหล่านั้นยังมีอยู่ ฉะนั้นสัตว์เลื้อยคลาน
เหล่านั้น จึงชื่อว่ามีประมาณ แล้วกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงระลึก
ถึงคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้ว่า ด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัย
อันหาประมาณมิได้ ขอสัตว์ทั้งหลายอันมีประมาณเหล่านี้ จงทำ
การปกป้องรักษาพวกเราทั้งกลางคืนกลางวันเถิด เพื่อแสดง
กรรมที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เราได้ทำการรักษาตัวแล้ว ป้องกันตัวแล้ว
ขอสัตว์ทั้งหลาย จงพากันหลีกไป ข้าพเจ้าขอ
นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนอบน้อม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์.
พระโพธิสัตว์ผูกพระปริตรนี้ให้แก่คณะฤๅษี. ก็พระปริตร
นี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ในชาดกนี้ด้วยคาถาทั้งหลายตอนต้น
เพราะแสดงเมตตาในตระกูลพญานาคทั้งสี่ หรือเพราะแสดง
เมตตาภาวนาทั้งสอง คือ โดยเจาะจงและไม่เจาะจง ควรค้นคว้า
หาเหตุอื่นต่อไป.

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 291 (เล่ม 57)

ตั้งแต่นั้นคณะฤๅษีตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์
เจริญเมตตารำลึกถึงพระพุทธคุณ. เมื่อฤาษีรำลึกถึงพระพุทธคุณ
อยู่อย่างนี้ บรรดางูทั้งหลายทั้งหมดต่างก็หลีกไป แม้พระโพธิสัตว์
ก็เจริญพรหมวิหาร มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. คณะฤๅษีในครั้งนั้นได้เป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้. ส่วน
ครูประจำคณะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาขันธปริตตชาดกที่ ๓

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 292 (เล่ม 57)

๔. วีรกชาดก
ว่าด้วยโทษเอาอย่างผู้อื่น
[๒๕๗] ท่านวีรกะ ท่านเห็นนกที่ร้องเสียงเพราะ
มีสีเสมอด้วยสร้อยคอแห่งนกยูง ผู้เป็นผัวของ
ฉันชื่อว่าสวิษฐกะบ้างไหม.
[๒๕๘] นกสวิษฐกะ เมื่อทำ ตามภรรยาของปักษี
ผู้เที่ยวไปได้ทั้งทางน้ำและทางบก บริโภคปลาสด
เป็นนิจนั้น ถูกสาหร่ายพันคอตายเสียแล้ว.
จบ วีรกชาดกที่ ๔
อรรถกถาวีรกชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภการเอาอย่างพระสุคต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่ม
ต้นว่า อปิ วีรก ปสฺเสสิ ดังนี้.
ความย่อมีว่า เมื่อพระเถระทั้งหลายพาบริษัทของพระ-
เทวทัตมาเฝ้า พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัต
เห็นพวกเธอแล้วได้ทำอย่างไร กราบทูลว่า พระเทวทัตเลียนแบบ
พระสุคตพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัตทำตาม
อย่างเรา ถึงความพินาศมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็ถึงความ

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 293 (เล่ม 57)

พินาศมาแล้ว พระเถระกราบทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีต
มาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดกาน้ำ ในหิมวันต-
ประเทศ อาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่. มีชื่อว่า วีรกะ. ในครั้งนั้น
ได้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในแคว้นกาสี. พวกมนุษย์ไม่สามารถ
ให้อาหารกา หรือกระทำการบวงสรวงยักษ์และนาคได้. กา
ทั้งหลายจึงออกจากแคว้นที่อดอยาก เข้าป่าไปโดยมาก. ในกา
เหล่านั้น มีกาตัวหนึ่งชื่อ สวิษฐกะอยู่เมืองพาราณสี พานางกา
ไปยังที่อยู่ของกาวีรกะ อาศัยสระนั้นอยู่ส่วนหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่ง
กาสวิษฐกะหาเหยื่ออยู่ในสระนั้น เห็นกาวีรกะลงสระกินปลา
แล้วขึ้นมาตากตัวให้แห้ง จึงคิดว่า เราอาศัยกาตัวนี้แล้วสามารถ
หาปลาได้มาก เราจักปรนนิบัติกาตัวนี้ แล้วเข้าไปหากาวีรกะ
นั้น เมื่อกาวีรกะถามว่า อะไรล่ะสหาย ตอบว่า นาย ข้าพเจ้า
อยากจะปรนนิบัติท่าน กาสวิษฐกะรับว่า ดีแล้ว ตั้งแต่นั้นมา
กาสวิษฐกะก็ปรนนิบัติกาวีรกะ.
ฝ่ายกาวีรกะกินปลาพออิ่มสำหรับตนแล้วก็คาบปลามา
ให้แก่สวิษฐกะ. ฝ่ายกาสวิษฐกะกินพออิ่มสำหรับตนแล้วก็ให้
ปลาที่เหลือแก่นางกา. ต่อมากาสวิษฐกะเกิดความทะนงตนขึ้น
มาว่า แม้กาน้ำตัวนี้ก็เป็นกาดำ แม้เราก็เป็นกาดำ แม้ตา
จะงอยปาก และเท้าของกาวีรกะนั้น และของเราก็ไม่ต่างกัน

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 294 (เล่ม 57)

ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องการปลาที่กาตัวนี้จับมาให้เรา. เราจักจับ
เสียเอง. กาสวิษฐกะจึงเข้าไปหากาวีรกะนั้นกล่าวว่า สหาย
ตั้งแต่นี้ไป เราจะลงสระจับปลากินเอง แม้เมื่อกาวีรกะห้ามอยู่ว่า
สหาย เจ้ามิได้เกิดในตระกูลกาที่ลงน้ำจับปลากิน เจ้าอย่าพินาศ
เสียเลย. ก็มิได้เชื่อฟังคำ ลงสระดำน้ำแล้วก็ไม่โผล่ขึ้น ไม่สามารถ
จะแหวกสาหร่ายออกมาได้. ติดอยู่ภายในสาหร่าย โผล่แต่ปลาย
จงอยปากเท่านั้น. กาสวิษฐกะหายใจไม่ออกถึงแก่ความตายใน
น้ำนั่นเอง ครั้งนั้นนางกา ภรรยาของกาสวิษฐกะไม่เห็นกา
สวิษฐกะกลับมา จึงไปหากาวีรกะเพื่อจะรู้ความเป็นไป เมื่อ
จะถามว่า นาย กาสวิษฐกะไม่ปรากฏ เขาหายไปเสียที่ไหนเล่า
จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ท่านวีรกะ ท่านเห็นนกที่ร้องเสียงไพเราะ
มีสีเสมอด้วยสร้อยคอแห่งนกยูงผู้เป็นผัวของ
ฉัน ชื่อสวิษฐกะบ้างไหม.
กาวีรกะฟังดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า จ้ะข้ารู้ที่ที่ผัวของเจ้าไป
แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นกสวิษฐกะ เมื่อทำตามภรรยาของปักษี
ผู้เที่ยวไปได้ทั้งทางน้ำและทางบก บริโภคปลาสด
เป็นนิจนั้น ถูกสาหร่ายพันคอตายเสียแล้ว.
นางกาได้ฟังดังนั้น ก็โศกเศร้าเสียใจกลับไปกรุงพาราณสี
ตามเดิม.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 295 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุม
ชาดก. กาสวิษฐกะในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. ส่วนกา
วีรกะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวีรกชาดกที่ ๔

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 296 (เล่ม 57)

๕. คังเคยยชาดก
ว่าด้วยผู้ชอบโอ้อวด
[๒๕๙] ปลาชื่อคังเคยยะก็งาม และปลาชื่อยมุนา
ก็งาม แต่บุรุษ ๔ เท้า มีปริมณฑลเพียงดังต้นไทร
มีคอยาวหน่อยหนึ่ง ผู้นี้ ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าใคร
ทั้งหมด.
[๒๖๐] ท่านไม่บอกเหตุที่เราถาม เราถามอย่าง
หนึ่งท่านบอกเสียอย่างหนึ่ง คนสรรเสริญตนเอง
นี้ไม่ชอบใจเราเลย.
จบ คังเคยยชาดกที่ ๕
อรรถกถาคังเคยยชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภภิกษุผู้เป็นสหายสองรูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า โสภนฺติ มจฺฉา คงฺเคยฺยา ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุทั้งสองนั้นเป็นกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถี
บวชในศาสนาแล้ว มิได้บำเพ็ญอสุภภาวนา ชอบสรรเสริญรูป
เที่ยวพร่ำเพ้อแต่เรื่องรูป. วันหนึ่ง ภิกษุทั้งสองนั้นเกิดทุ่มเถียง
กันเรื่องรูปว่า ท่านงาม เราก็งาม เห็นพระเถระแก่รูปหนึ่งนั่ง

296