ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 217 (เล่ม 57)

วัย หาเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมนั่นเอง. ในกาลนั้นมีพ่อค้าคนหนึ่ง
เที่ยวทำการค้าด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา. พ่อค้านั้นขน
สินค้าลงจากหลังลาในที่ที่ไปถึง แล้วเอาหนังราชสีห์คลุมลา
ปล่อยไปหากิน ที่นาข้าวสาลีและข้าวเหนียว. คนรักษานาเห็น
แล้ว ไม่อาจเข้าใกล้ด้วยเข้าใจว่าเป็นราชสีห์. อยู่มาวันหนึ่ง
พ่อค้านั้น พักอยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง หุงอาหารเช้า แต่นั้นจึง
เอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปหากินในนาข้าวเหนียว.
พวกเฝ้านาเห็นมันเข้าก็ไม่อาจเข้าใกล้มันได้ ด้วยสำคัญว่า
เป็นราชสีห์ จึงพากันกลับไปเรือน. พวกชาวบ้านทั้งหมด ต่าง
ถืออาวุธ เป่าสังข์ รัวกลอง โห่ร้องไปยังที่ใกล้นา. ลากลัวตาย
จึงเปล่งเสียงเป็นเสียงลา. ครั้นพระโพธิสัตว์รู้ว่ามันเป็นลา จึง
กล่าวคาถาแรกว่า :-
นี่มิใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียง
บรรลือของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือ
เหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์บรรลือ
เสียง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชมฺโม แปลว่า ลามก. แม้พวก
ชาวบ้านก็รู้ว่ามันเป็นลา จึงพากันโบยให้ล้มลง กระดูกหัก
แล้วเอาหนังราชสีห์ไป. ครั้นพ่อค้านั้นมาเห็นลาถึงความบอบช้ำ
จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 218 (เล่ม 57)

ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวหากิน
ข้าวเหนียวนานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ว่าเป็นลา
ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า
ลานี้ไม่ให้เขารู้ว่าตัวเป็นลา จึงเอาหนังราชสีห์มาคลุม กิน
ข้าวเหนียวอ่อนมาเป็นเวลานาน. บทว่า รวมาโน ว ทูสยิ ความ
ว่า เมื่อร้องเสียงเป็นลาก็ประทุษร้ายตนเอง. มิใช่ความผิด
ของหนังราชสีห์.
เมื่อพ่อค้านั้นกล่าวอย่างนี้เสร็จแล้ว ลาก็นอนตายในที่
นั้นเอง. แม้พ่อค้าก็ทิ้งลากลับบ้าน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. ลาในครั้งนั้นได้เป็นพระโกกาลิกะในครั้งนี้. ส่วนชาวนา
บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสีหจัมมชาดกที่ ๙

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 219 (เล่ม 57)

๑๐. สีลานิสังสชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ศีล
[๒๒๙] จงดูผลของศรัทธา ศีล และจาคะ นี้เถิด
พระยานาคนิรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มี
ศรัทธาไป.
[๒๓๐] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด
พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด
ด้วยว่าช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ ก็เพราะการ
อยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย.
จบ สีลานิสังสชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า นสฺส สทฺธาย สีลสฺส ดังนี้.
ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นอริยสาวกผู้มีศรัทธา เลื่อมใส
วันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็น
เมื่อคนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งไปฟังธรรม ไม่พายเรือที่ท่าน้ำ จึงยึด
ปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นลงสู่แม่น้ำ. เท้าของเขา

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 220 (เล่ม 57)

หาจมน้ำไม่. เขาเห็นคลื่นเวลาเดินไปกลางน้ำ คล้ายกับเดิน
เหนือพื้นดิน. ครั้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ของเขาอ่อนลง.
เท้าของเขาก็เริ่มจะจม. เขาจึงประคองปีติมีพระพุทธเจ้าเป็น
อารมณ์ให้มั่น เดินไปหลังน้ำ ถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระ-
ศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขา
ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านเดินทางมาถึงโดยเหน็ดเหนื่อย
น้อยกระมัง เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ข้าพระองค์
ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จึงได้ที่พึ่งเหนือหลังน้ำ
คล้ายกับเหยียบแผ่นดินมา จึงรับสั่งว่าอุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้น
ที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่ก่อนอุบาสกทั้งหลาย
ก็ระลึกถึงพระพุทธคุณได้ที่พึ่ง เมื่อเรืออับปางกลางสมุทร เมื่อ
เขาทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน โดยสารเรือไปกับกุฎุมพีช่างกัลบก
คนหนึ่ง. ภรรยาของช่างกัลบกนั้นมอบหมายช่างกัลบกแก่เขา
ว่า นาย สุขทุกข์ของสามีของดิฉัน ขอมอบให้เป็นภาระของท่าน
ครั้นถึงวันที่เจ็ดเรือของกุฎุมพีช่างกัลบกอับปางลงในกลางสมุทร
ชนทั้งสองเกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง ลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง.
ช่างกัลบกนั้นจึงฆ่านกปิ้งกินแล้วให้อุบาสก. อุบาสกไม่ยอม
บริโภค โดยกล่าวว่า อย่าเลยสำหรับเรา. อุบาสกคิดว่า ในที่นี้
นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีที่พึ่งอื่นสำหรับเรา. เขาจึง

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 221 (เล่ม 57)

ระลึกคุณของพระรัตนตรัย. ลำดับนั้น เมื่อเขากำลังระลึกถึง
พญานาคซึ่งเกิดในเกาะนั้น จึงเนรมิตร่างของตนเป็นเรือลำใหญ่
มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหนเรือ. เรือเต็มไปด้วย
รัตนะเจ็ดประการ. เสากระโดงทั้งสาม สำเร็จด้วยแก้วมณีสี
อินทนิล ใบเรือสำเร็จด้วยทอง เชือกสำเร็จด้วยเงิน คันใบสำเร็จ
ด้วยทอง. เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือประกาศว่า ผู้จะไป
ชมพูทวีปมีไหม. อุบาสกตอบว่า เราจะไป. ถ้าเช่นนั้นจงมาขึ้น
เรือเถิด. อุบาสกขึ้นเรือแล้วเรียกช่างกัลบกขึ้นด้วย. เทวดา
ประจำสมุทรกล่าวว่า ได้แต่ท่านเท่านั้น คนนั้นไม่ได้. อุบาสก
ถามว่า เพราะเหตุไรเล่า. เทวดาประจำสมุทรตอบว่า เขา
ไม่มีคุณ คือศีลและอาจาระ เหตุเป็นดังนั้น ข้าพเจ้านำเรือมา
เพื่อท่าน มิใช่ผู้นี้. เอาละเราให้ส่วนแก่คนนี้ด้วยทานที่ตนให้
ด้วยศีลที่ตนรักษา ด้วยภาวนาที่ตนอบรม. ช่างกัลบกตอบว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา. เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้าจักพาไปเดี๋ยวนี้
แล้วอุ้มเขาพาไปทั้งสองคน ออกจากสมุทรไปถึงกรุงพาราณสี
ทางแม่น้ำ บันดาลให้ทรัพย์อยู่ในเรือนของเขาทั้งสอง ด้วย
อานุภาพของตน เมื่อจะกล่าวถึงคุณของการสังสรรค์กับบัณฑิต
ว่า ควรทำความสังสรรค์กับบัณฑิตทั้งหลาย หากว่าช่างกัลบก
คนนี้ไม่ได้สังสรรค์กับอุบาสกนี้ จักพินาศในท่ามกลางสมุทร
นั้นเอง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 222 (เล่ม 57)

จงดูผลของศรัทธา ศีล จาคะ นี้เถิด
พญานาคเนรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มี
ศรัทธาไป.
บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษเถิด พึงทำ
ความสนิทสนมกับสัตบุรุษเถิด ด้วยช่างกัลบก
ถึงความสวัสดีได้ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ
ทั้งหลาย.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปสฺส ได้แก่ เรียกว่า จงดูเถิด
ไม่กำหนดใคร ๆ. บทว่า สทธาย คือด้วยโลกิยศรัทธา และ
โลกุตตรศรัทธา. แม้ในศีลก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า จาคสฺส
ได้แก่ บริจาคไทยธรรมและบริจาคกิเลส. บทว่า อยํ ผลํ ได้แก่
นี้เป็นผล คือเป็นคุณ เป็นอานิสงส์. อีกอย่างหนึ่งพึงเห็นความ
อธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า จงดูผลของการบริจาคเถิด พญานาค
นี้แปลงเพศเป็นเรือ. บทว่า นาวาย วณฺเณน คือด้วยสัณฐานเรือ.
บทว่า สทฺธํ คือ มีศรัทธาตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย. บทว่า สพฺภิเรว
คือ พวกบัณฑิตนั่นเอง. บทว่า สมาเสถ ได้แก่ พึงกระทำ
บทว่า สนฺถวํ ได้แก่ สนิทสนมฐานมิตร. แต่ไม่ควรทำความ
สนิทสนมด้วยตัณหากับใคร ๆ. บทว่า นหาปิโต ได้แก่ กุฎุมพี
ช่างกัลบก. บาลีว่า นฺหาปิโต ก็มี.
เทวดาประจำสมุทร ยืนอยู่บนอากาศ แสดงธรรมกล่าว
สอนอย่างนี้แล้ว จึงพาพญานาคกลับไปวิมานของตน.

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 223 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสก
ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. อุบาสกโสดาบันในกาลนั้น ครั้นเจริญ
มรรคให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็นิพพาน. พญานาคได้เป็นสารีบุตร ส่วน
เทวดาประจำสมุทร คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสทิสชาดก ๒. สังคามาวจรชาดก ๓. วาโลทกชาดก
๔. คิริทัตตชาดก ๕. อนภิรติชาดก ๖. ทธิวาหนชาดก ๗. จตุ-
มัฎฐชาดก ๘. สีหโกฏฐุกชาดก ๙. สีหจัมมชาดก ๑๐. สีลา-
นิสังสชาดก.
จบ อสทิสวรรคที่ ๔

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 224 (เล่ม 57)

๕. รุหกวรรค
๑. รุหกชาดก
[๒๓๑] ดูก่อนพ่อรุหกะ สายธนูถึงขาดแล้วก็ยัง
ต่อกันได้อีก ท่านจงคืนดีกันเสียกับภรรยาเก่า
เถิด อย่าลุอำนาจแก่ความโกรธเลย.
[๒๓๒] เมื่อป่านอ่อนยังมีอยู่ ช่างทำก็ยังมีอยู่
ข้าพระบาทจักกระทำสายอื่นใหม่ พอกันที
สำหรับสายเก่า.
จบ รุหกชาดกที่ ๑
อรรถกถารุหกวรรคที่ ๕
อรรถกถรุหกชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภการเล้าโลมของภรรยาเก่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า อมฺโภ รุหกจฺฉินฺนาปิ ดังนี้. เรื่องราวจักมีแจ้งใน
อินทริยชาดกในอัฏฐกนิบาต.
ก็ในเรื่องนี้พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ
หญิงคนนี้ทำความพินาศให้แก่เธอ แม้เมื่อก่อนหญิงคนนี้ก็ได้

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 225 (เล่ม 57)

ทำอาการให้เธออาย ในท่ามกลางบริษัทพร้อมทั้งพระราชา
แล้วออกจากเรือนไป แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในครรภ์ของพระอัครมเหสี
ของพระองค์ ครั้นทรงเจริญวัย เมื่อพระชนกสวรรคตแล้ว
ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงครองราชย์โดยธรรม. พระองค์
มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อ รุหกะ. ภรรยาของรุหกะชื่อ ปุรณีพราหมณี.
พระราชาพระราชทานม้า ประดับเครื่องอลังการแก่พราหมณ์.
เขาขี่ม้าไปทำราชการ. ลำดับนั้น ประชาชนผู้ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ
เห็นเขานั่งบนหลังม้าที่ประดับแล้วผ่านไปมาอยู่ จึงสรรเสริญ
ม้าเท่านั้นว่า แม่เจ้าโวยม้านี้งามอย่างประหลาด. รุหกปุโรหิต
มาถึงเรือน ขึ้นเรือนเรียกภรรยามาพูดว่า นี่น้องม้าของเรา
งามเหลือเกิน ประชาชนที่ยืนอยู่ทั้งสองข้าง สรรเสริญแต่ม้า
ของเราเท่านั้น. ฝ่ายพราหมณีนั้นเป็นหญิง ค่อนข้างจะเป็น
ชาตินักเลง เหลาะแหละ เพราะฉะนั้นนางจึงตอบเขาอย่างนี้ว่า
นายท่านไม่รู้เหตุที่ทำให้ม้างาม ม้าตัวนี้งามเพราะอาศัยเครื่อง
ม้าที่ประดับไว้ที่ตัว. หากท่านประสงค์จะงามเหมือนม้า จง
ประดับเครื่องม้าแล้วขึ้นไป ระหว่างถนน แล้วซอยเท้าเหมือนม้า
ไปเฝ้าพระราชา. แม้พระราชาก็จักยกย่องท่าน แม้พวกมนุษย์
ก็จักสรรเสริญท่านเท่านั้น. รุหกปุโรหิตเป็นพราหมณ์ค่อนข้าง
บ้า ๆ บอ ๆ ฟังคำของพราหมณี ก็ไม่รู้ว่านางพูดกะเราเพราะ

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 226 (เล่ม 57)

เหตุนี้ มุ่งแต่จะงามจึงได้ทำตามนั้น. พวกมนุษย์ที่เห็นต่างพากัน
พูดเย้ยหยันว่า อาจารย์งาม. ส่วนพระราชารับสั่งกะเขาเป็นต้น
ว่า อาจารย์จิตใจไม่ปกติไปแล้วหรือ เป็นบ้าไปแล้วหรือ แล้ว
ทรงทำให้ปุโรหิตละอาย.
ในกาลนั้นพราหมณ์ละอายว่า เราทำสิ่งอันไม่สมควรเสีย
แล้ว จึงเกรี้ยวกราดนางพราหมณีว่า เราถูกนางทำให้ได้อาย
ในระหว่างเสนากับพระราชานั้น เราจักโบยตีนางแล้วขับไล่นาง
ไปเสีย แล้วกลับไปเรือน นางพราหมณีนักเลงรู้ว่า สามีโกรธ
กลับมา จึงออกไปทางประตูเล็กก่อนแล้วไปพระราชวัง พัก
อยู่ในพระราชวังสี่ห้าวัน. พระราชาทรงทราบเหตุนั้น จึงรับ
สั่งให้เรียกปุโรหิตมาตรัสว่า อาจารย์ ธรรมดาสตรีย่อมมี
ความผิดได้เหมือนกัน ควรยกโทษให้นางเสียเถิด เพื่อให้ปุโรหิต
ยกโทษจึงตรัสคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนรุหกะ สายธนูถึงขาดแล้วก็ยังต่อ
กันได้อีก ท่านจงคืนดีเสียกับภรรยาเก่าเถิด อย่า
ลุอำนาจความโกรธเลย.
ความย่อในคาถานั้นมีดังนี้
รุหกะผู้เจริญ สายธนูแม้ขาดแล้ว ก็ยังยัง
คือทำให้ติดกันได้มิใช่หรือ ท่านก็เหมือนกันควร
สมัครสมานกับภรรยาเก่าเสียเถิด อย่าลุอำนาจ
ความโกรธเลย.

226