ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 207 (เล่ม 57)

แต่ก่อนมามะม่วงต้นนี้บริบูรณ์ด้วย
กลิ่น และรส ได้รับการบำรุงอยู่แต่เดิม เหตุไร
จึงมีผลขมไปได้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะทูลแจ้งเหตุของมะม่วงนั้น
จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าทธิวาหนะ มะม่วงของ
พระองค์ มีต้นสะเดาล้อมอยู่ รากต่อรากเกี่ยว
พันกัน กิ่งต่อกิ่งเกี่ยวประสานกัน เหตุที่อยู่ร่วม
กันกับต้นสะเดาที่มีรสขม มะม่วงจึงมีรสขม
ไปด้วย.
บทว่า ปุจิมนฺทปริวาโร แปลว่า ล้อมด้วยต้นสะเดา. บทว่า
สาขา สาขํ นิเวสเร คือกิ่งสะเดาพาดกิ่งมะม่วง. บทว่า
อสาตสนฺนิวาเสน ได้แก่ เพราะพาดกับต้นสะเดาอันมีรสขม.
บทว่า เตน อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น มะม่วงนี้จึงมีรสเฝื่อน
มีรสปร่า มีรสขม.
พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว รับสั่งให้
ตัดต้นสะเดาและเถาบรเพ็ดเสีย ให้ถอนรากขึ้นขนดินที่เสียรส
ไปทิ้ง ใส่แต่ดินมีรสดี ให้บำรุงต้นมะม่วงด้วยน้ำนมน้ำตาลกรวด
และน้ำหอม. เพราะปนกับรสดี มันจึงกลายเป็นต้นไม้มีรสหวาน
อย่างเดิม. พระราชาทรงมอบพระอุทยานแก่คนเฝ้าสวนคนเดิม
ทรงดำรงอยู่ตลอดพระชนม์แล้วเสด็จไปตามยถากรรม.

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 208 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. อำมาตย์บัณฑิตในครั้งนั้น คือเราตถาคตในครั้งนี้แล.
จบ อรรถกถาทธิวาหนชาดกที่ ๖

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 209 (เล่ม 57)

๗. จตุมัฏฐชาดก
ผู้เลวทราม ๔ อย่าง
[๒๒๓] ท่านทั้งสองพากันขึ้นไปบนค่าคบไม้อัน
สูง อยู่ในที่ลับแล้วปรึกษากัน เชิญท่านลงมา
ปรึกษากันในที่ต่ำเถิด พระยาเนื้อจักได้ฟังบ้าง.
[๒๒๔] สุบรรณกับสุบรรณเขาปรึกษากัน เทวดา
กับเทวดาเขาพูดกันในเรื่องนี้ จะมีประโยชน์
อะไรแก่สุนัขจิ้งจอกผู้เลวทราม ๔ อย่าง (สรีระ ๑
ชาติ ๑ เสียง ๑ คุณ ๑) เล่า แน่ะสุนัขจิ้งจอก
ผู้ชาติชั่ว เจ้าจงเข้าไปสู่โพรงเถิด.
จบ จตุมัฏฐชาดกที่ ๗
อรรถกถาจตุมัฏฐชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺห ดังนี้.
มีเรื่องได้ยินว่าวันหนึ่ง เมื่อพระอัครสาวกสองรูป นั่ง
สนทนาปรารภการถามและการแก้ปัญหากัน พระแก่รูปหนึ่ง
ไปหาท่านนั่งเป็นรูปที่สาม กล่าวว่า นี่ท่าน ผมจะถามปัญหา

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 210 (เล่ม 57)

กะท่าน แม้ท่านก็จงถามข้อสงสัยของตนกะผมบ้าง. พระเถระ
รังเกียจพระแก่นั้น ลุกหลีกไป. พวกบริษัทที่นั่งเพื่อจะฟังธรรม
ของพระเถระ จึงพากันไปเฝ้าพระศาสดา ในเวลาที่การประชุม
ล้มเลิกไป เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ทำไมพวกเธอมาผิดเวลา
จึงกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและโมคคัลลานะรังเกียจพระแก่นั้น ใช่
พูดจาด้วยแล้วหลีกไป มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็พากัน
หลีกไป แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตวได้ถือกำเนิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ใน
ราวป่า. ครั้งนั้นลูกหงส์สองตัวออกจากภูเขาคิชฌกูฏ จับที่
ต้นไม้นั้นแล้วไปหาอาหาร เมื่อบินกลับก็พักอยู่ที่ต้นไม้นั้นเอง
แล้วกลับไปภูเขาคิชฌกูฏ. เมื่อเวลาผ่านไป หงส์สองตัวก็มีความ
คุ้นเคยกับพระโพธิสัตว์. เมื่อบินผ่านไปมาต่างก็ชื่นชมสนทนา
ธรรมกันและกันแล้วก็หลีกไป. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหงส์ทั้งสอง
จับอยู่บนยอดไม้สนทนากับพระโพธิสัตว์. สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง
ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น เมื่อจะสนทนากับลูกหงส์เหล่านั้นจึงกล่าว
คาถาแรกว่า :-
ท่านทั้งสองพากันขึ้นไปบนค่าคบไม้อัน
สูง อยู่ในที่ลับแล้วปรึกษากัน เชิญท่านลงมา
ปรึกษากันในที่ต่ำเถิด พญาเนื้อจักได้ฟังบ้าง.

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 211 (เล่ม 57)

ในบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺห ความว่า พากัน
ขึ้นไปบนค่าคบไม้อันสูงตามปกติ คือ สูงกว่าบนต้นไม้นี้. บทว่า
มนฺตยวฺโห ได้แก่ ปรึกษากัน คือคุยกัน. บทว่า นีเจ โอรุยฺห
ได้แก่ เชิญลงมายืนปรึกษากันในที่ต่ำเถิด. บทว่า มิคราชาปิ
โสสฺสติ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกพูดยกตนเป็น พญาเนื้อ.
ลูกหงส์ทั้งสองรังเกียจ จึงพากันบินไปภูเขาคิชฌกูฏ.
ในเวลาที่หงส์สองตัวกลับไป พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๒
แก่สุนัขจิ้งจอกว่า :-
ครุฑกับครุฑเขาปรึกษากัน เทวดากับ
เทวดาเขาพูดกันในเรื่องนี้ จะมีประโยชน์อะไร
แก่สุนัขจิ้งจอก ผู้เลวทราม ๔ อย่าง (สรีระ ๑
ชาติ ๑ เสียง ๑ คุณ ๑) เล่า แน่ะสุนัขจิ้งจอกผู้
ชาติชั่ว เจ้าจงเข้าโพรงไปเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุปณฺโณ แปลว่า สัตว์ผู้มีปีกงาม.
บทว่า สุปณฺเณน ได้แก่ ลูกหงส์ตัวที่สอง. บทว่า เทโว เทเวน
ได้แก่ สมมติลูกหงส์ทั้งสองนั้นเป็นเทวดาปรึกษากัน. บทว่า
จตุมุฏฺฐสฺส อธิบายตามตัวอักษรว่า สุนัขจิ้งจอกผู้เลวทราม คือ
บริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ สรีระ ๑ ชาติ ๑ เสียง ๑ คุณ ๑.
พระโพธิสัตว์เมื่อจะติเตียนความไม่บริสุทธิ์ด้วยคำสรรเสริญ
จึงกล่าวอย่างนี้. ในบทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า สุนัขจิ้งจอกชั่วช้า
คือ ลามกด้วยเหตุ ๔ ประการคืออะไร. บทว่า วิลํ ปวิส คือ

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 212 (เล่ม 57)

พระโพธิสัตว์แสดงอารมณ์อันน่ากลัวนี้ เมื่อจะไล่สุนัขจิ้งจอก
ให้หนีไปจึงกล่าว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. ภิกษุแก่ในครั้งนั้นได้เป็นสุนัขจิ้งจอกในครั้งนี้ ลูกหงส์
สองตัวได้เป็นสารีบุตรและโมคคัลลานะ ส่วนรุกขเทวดา คือเรา
ตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาจตุมัฏฐชาดกที่ ๗

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 213 (เล่ม 57)

๘. สีหโกฏฐุกชาดก
ตัวเหมือนราชสีห์แต่เสียงไม่เหมือน
[๒๒๕] ราชสีห์ตัวหนึ่ง นิ้วก็นิ้วราชสีห์ เล็บก็
เล็บราชสีห์ ยืนก็ยืนด้วยเท้าราชสีห์ มีอยู่ตัวเดียว
ในหมู่ราชสีห์ ย่อมบรรลือด้วยเสียงอีกอย่างหนึ่ง.
[๒๒๖] ดูก่อนเจ้าผู้เป็นบุตรแห่งราชสีห์ เจ้าอย่า
บรรลือเสียงอีกเลย จงมีเสียงเบา ๆ อยู่ในป่า
เขาทั้งหลายพึงรู้จักเจ้าด้วยเสียงนั่นแหละ เพราะ
เสียงของเจ้า ไม่เหมือนกับเสียงราชสีห์ผู้เป็น
บิดา.
จบ สีหโกฏฐุกชาดกที่ ๘
อรรถกถาสีหโกฏฐุกชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระโกกาลิกะตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
สีหงฺคุลี สีหนโข ดังนี้.
ได้ยินว่าวันหนึ่งพระโกกาลิกะ เมื่อพระผู้เป็นพหูสูตหลาย
รูปกำลังสนทนาธรรมกันอยู่ ตนเองประสงค์จะกล่าวบ้าง. เรื่อง
ทั้งหมดพึงพิสดารโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 214 (เล่ม 57)

พระศาสดาครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงรับสั่งว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย โกกาลิกะเปิดเผยด้วยเสียงของตนมิใช่ในบัดนี้
เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็เปิดเผย แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นราชสีห์อยู่
อาศัยในหิมวันตประเทศ สมจรกับนางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง
จึงได้ลูก. ลูกตัวนั้นเหมือนกับพ่อด้วยอาการเหล่านี้คือ นิ้ว เล็บ
สร้อยคอ สี และสัณฐาน แต่เสียงเหมือนแม่. อยู่มาวันหนึ่ง
เมื่อฝนตกขาดเม็ดแล้ว พวกราชสีห์. เมื่อเหล่าราชสีห์บรรลือ
สีหนาทเล่นหยอกกันอยู่ มันก็ต้องการบรรลือสีหนาทในระหว่าง
เหล่าราชสีห์นั้นบ้าง จึงเปล่งเสียงเหมือนแม่สุนัขจิ้งจอก. ครั้น
ฝูงราชสีห์ได้ฟังเสียงของมัน จึงพากันนิ่ง. ลูกราชสีห์ร่วมชาติ
ของพระโพธิสัตว์อีกตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงของมันแล้ว จึงพูดว่า
พ่อราชสีห์ตัวนี้เหมือนเราด้วยสีเป็นต้น แต่เสียงของมัน ไม่ยัก
เหมือน มันเป็นสัตว์ประเภทไหน เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ราชสีห์ตัวนั้น นิ้วก็นิ้วราชสีห์ เล็บก็เล็บ
ราชสีห์ ยืนก็ยืนด้วยเท้าราชสีห์ มีอยู่ตัวเดียว
ในหมู่ราชสีห์ ย่อมบรรลือด้วยเสียงอีกอย่างหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีหปาทปติฏฺฐิโต ได้แก่ ยืนด้วย
เท้าของราชสีห์นั่นเอง. บทว่า เอโก นทติ อญฺญถา ความว่า

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 215 (เล่ม 57)

ตัวเดียวเท่านั้น ออกเสียงเหมือนสุนัขจิ้งจอก ไม่เหมือนพวก
ราชสีห์เหล่าอื่น ชื่อว่าบรรลือด้วยเสียงอีกอย่างหนึ่ง.
พระโพธิสัตว์ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนลูกสัตว์
นี้เป็นพี่น้องของลูก เป็นลูกของนางสุนัขจิ้งจอก มีรูปเหมือนเรา
มีเสียงเหมือนแม่ แล้วจึงเรียกลูกนางสุนัขจิ้งจอกมาสั่งสอนว่า
นี่แน่ลูก ตั้งแต่นี้ไป เมื่อเจ้าจะอยู่ในที่นี้ จงอยู่เงียบ ๆ ถ้าเจ้า
เปล่งเสียงอีก ราชสีห์ทั้งหลายจะรู้ว่าเจ้าเป็นสุนัขจิ้งจอก จึง
กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนเจ้าผู้เป็นบุตรราชสีห์ เจ้าอย่า
บรรลือเสียงอีกเลย จงมีเสียงเบา ๆ อยู่ในป่า
เขาทั้งหลายพึงรู้จักเจ้าด้วยเสียงนั้นแหละ เพราะ
เสียงของเจ้าไม่เหมือนกับเสียงราชสีห์ผู้เป็นพ่อ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ราชปุตฺต คือ ลูกพญาสีหมฤค.
ก็และลูกสุนัขจิ้งจอกนั้นครั้นฟังคำสอนนี้แล้วก็ไม่กล้าเปล่งเสียง
อีกต่อไป.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดก. สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็น โกกาลิกะ ในครั้งนี้. ลูก
ราชสีห์ร่วมชาติได้เป็นราหุล ส่วนพญามฤค คือเราตถาคต
นี้แล.
จบ อรรถกถาสีหโกฏฐุกชาดกที่ ๘

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 216 (เล่ม 57)

๙. สีหจัมมชาดก
ลาปลอมเป็นราชสีห์
[๒๒๗] นี่ไม่ใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่
เสียงบรรลือของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงบรรลือ
ของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนัง
ราชสีห์บรรลือเสียง.
[๒๒๘] ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าว
เหนียวนานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ว่าเป็นตัวลา ได้
ประทุษร้ายตนเองแล้ว.
จบ สีหจัมมชาดกที่ ๙
อรรถกถาสีหจัมมชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระโกกาลิกะนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า เนตํ สีหสฺส นทิตํ ดังนี้.
ในเวลานั้นพระโกกาลิกะประสงค์จะกล่าว สรภัญญะ.
พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลชาวนา ครั้นเจริญ

216