ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 107 (เล่ม 57)

พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่สองพ่อลูกอย่างนี้แล้ว เจริญ
พรหมวิหารสี่มุ่งต่อพรหมโลก. พระศาสดาทรงนำพระธรรม-
เทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก.
เมื่อจบสัจธรรม พ่อลูกทั้งสองตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
พ่อลูกในครั้งนั้นได้เป็นพ่อลูกในบัดนี้. ส่วนดาบสคือเราตถาคต
นี้แล.
จบ อรรถกถาอุปสาฬหกชาดกที่ ๖

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 108 (เล่ม 57)

๗. สมิทธิชาดก
ว่าด้วยการไม่รู้เวลาตาย
[๑๘๓] ดูก่อนภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกาม
เลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่านจะบริโภคกามเสีย
ก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ ดูก่อนภิกษุ
ท่านจงบริโภคกามเสียก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษา
เถิด เวลาบริโภคกามอย่าล่วงเลยท่านไปเสียเลย.
[๑๘๔] เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยัง
ปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่
บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษาเวลากระทำสมณ-
ธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย.
จบ สมิทธิชาดกที่ ๗
อรรถกถาสมิทธิชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับ
อยู่ ณ พระวิหารตโปทาราม ทรงปรารภพระเถระชื่อสมิทธิ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกขุ ดังนี้.
ความพิสดารว่า วันหนึ่งท่านสมิทธิเถระตั้งความเพียร
ตลอดคืนยังรุ่ง พอรุ่งสว่างก็ไปอาบน้ำ ผึ่งกายอันมีสีดุจทองคำ
ให้แห้ง แล้วนุ่งผ้ามือหนึ่งถือผ้าห่มยืนอยู่. พระเถระมีชื่อว่า

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 109 (เล่ม 57)

สมิทธิ เพราะมีอัตภาพสมบูรณ์คล้ายรูปทอง อันนายช่างหล่อ
หลอมไว้อย่างงดงาม. ครั้งนั้นเทพธิดานางหนึ่งเห็นส่วนแห่งความ
งามในร่างกายของพระเถระก็มีจิตปฏิพัทธ์ พูดกับพระเถระ
อย่างนี้ว่า ท่านภิกษุ ท่านยังเด็กเยาว์วัย หนุ่มแน่นมีผมดำ
ประกอบด้วยความหนุ่ม ทั้งยังเจริญ มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส
ท่านเป็นเช่นนี้ไม่บริโภคกาม ประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชา
จงบริโภคกามเสียก่อนเถิด ภายหลังจึงค่อยบวชบำเพ็ญสมณธรรม.
ครั้นแล้วพระเถระกล่าวกะเทพธิดาว่า แน่ะเทพธิดา เราไม่รู้
ความตายของเราว่า เราจักตายเมื่ออยู่ในวันโน้น เรากำหนด
เวลาไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจักบำเพ็ญสมณธรรม ในตอนยัง
เป็นหนุ่มแล้วจักทำที่สุดทุกข์. เทพธิดาครั้นไม่ได้การต้อนรับ
จากพระเถระก็หายไป ณ ที่นั่นเอง. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดา แล้วกราบทูลเรื่องราวนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดา
ตรัสว่า ดูก่อนสมิทธิ ก็เทพธิดาเล้าโลมเธอมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น
แม้แต่ก่อนเทพธิดาทั้งหลาย ก็เล้าโลมนักบวชบัณฑิตเหมือนกัน
เมื่อทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ใน
กาสิกคาม ตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์
ทุกชนิด แล้วบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด อาศัย
สระแห่งหนึ่งอยู่ใกล้หิมวันตประเทศ. ดาบสนั้นบำเพ็ญเพียร

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 110 (เล่ม 57)

อยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ในเวลาอรุณขึ้นอาบน้าแล้วนุ่งผ้าเปลือกไม้
ผืนหนึ่ง จับผืนหนึ่งไว้ ยืนผึ่งสรีระให้แห้ง. ขณะนั้นเทพธิดา
นางหนึ่งมองดูอัตภาพอันมีรูปโฉมงดงามของพระดาบส มีจิต
ปฏิพัทธ์ จึงเล้าโลมพระโพธิสัตว์กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกาม
เลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่านจะบริโภคกามเสีย
ก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ
ดูก่อนภิกษุท่านจงบริโภคกามเสียก่อน
แล้วจึงเที่ยวภิกษาเถิด เวลาบริโภคกามอย่า
ล่วงเลยท่านไปเสีย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ ความว่า ดูก่อน
ภิกษุ ท่านยังไม่บริโภควัตถุกาม เนื่องด้วยกิเลสกาม ในคราว
เป็นเด็กแล้วเที่ยวขอ. บทว่า น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ ความว่า
ท่านควรบริโภคกามคุณห้าแล้วจึงเที่ยวภิกษามิใช่หรือ ท่านยัง
ไม่บริโภคกามเลย เที่ยวขอภิกษาเสียแล้ว. บทว่า ภุตฺวาน ภิกฺขุ
ภิกฺขสฺสุ ความว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านบริโภคกามเสียแต่ยังเป็น
หนุ่มก่อน ภายหลังเมื่อแก่แล้วจึงขอเถิด. บทว่า มา ตํ กาโล
อุปจฺจคา ความว่า เวลาบริโภคกามนี้อย่าล่วงเลยท่านในเวลา
หนุ่มเลย.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 111 (เล่ม 57)

พระโพธิสัตว์สดับคำของเทพธิดาแล้ว เมื่อจะประกาศ
อัธยาศัยของตน จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยัง
ปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่
บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณ-
ธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว ในบทว่า กาลํ โวหํ น
ชานามิ เป็นเพียงนิบาต. เราไม่รู้เวลาตายของตนอย่างนี้ว่า
เราควรตายในปฐมวัย หรือในมัชฌิมวัย หรือในปัจฉิมวัย. ดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ
ห้าอย่างอันไม่มีนิมิตในชีวโลกนี้ คือ ชีวิต ๑
พยาธิ ๑ เวลา ๑ ที่ตาย ๑ ที่ไป ๑.
บทว่า ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ ความว่า เพราะเราไม่
เห็นกาล กาลอันปกปิดนี้ คือไม่ปรากฏกาลอันตั้งอยู่อย่างปกปิด
ว่า เราควรตายเมื่อถึงวัยโน้น หรือ ในฤดูหนาวเป็นต้น. บทว่า
ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ ความว่า เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่บริโภค
กามคุณแล้วขอ. บทว่า มา มํ กาโล อุปจฺจคา ความว่า เวลา
บำเพ็ญสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไป เพราะเหตุนั้น เราจึงบวช
บำ เพ็ญสมณธรรมแต่ยังหนุ่ม.

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 112 (เล่ม 57)

เทพธิดาสดับคำ พระโพธิสัตว์แล้วก็หายไป ณ ที่นั้นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม
ชาดก. เทพธิดาในครั้งนั้นได้เป็นเทพธิดานี้ในบัดนี้ เราได้เป็น
ดาบสในสมัยนั้น.
จบ อรรถกถาสมิทธิชาดกที่ ๗

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 113 (เล่ม 57)

๘. สกุณัคฆิชาดก
ว่าด้วยเหยี่ยวนกเขา
[๑๘๕] เหยี่ยวนกเขาบินโผลงด้วยกำลัง หมายใจ
ว่าจะเฉี่ยวเอานกมูลไถ ซึ่งจับอยู่ที่ชายดงเพื่อ
หาเหยื่อ โดยฉับพลัน เพราะเหตุนั้นจึงถึงความ
ตาย.
[๑๘๖] เรานั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุบาย ยินดีแล้ว
ในโคจรอันเนื่องมาแต่บิดา เห็นอยู่ซึ่งประโยชน์
ของตน จึงหลีกพ้นไปจากศัตรู ย่อมเบิกบานใจ.
จบ สกุณัคฆิชาดกที่ ๘
อรรถกถาสกุณัคฆิชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรง
ปรารภพระสูตรว่าด้วยโอวาทของนก อันเป็นพระอัธยาศัยของ
พระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เสโน พลสา
ปตมาโน ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า วันหนึ่งพระศาสดาตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลาย แล้วตรัสพระสูตรในมหาวรรคสังยุตต์นี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปในโคจรอันเป็นวิสัยของบิดา
ของตนแล้วตรัสว่า พวกเธอจงยกไว้ก่อนเถิด เมื่อก่อนแม้ดิรัจฉาน

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 114 (เล่ม 57)

ทั้งหลายก็ละวิสัยของตนแล้วเที่ยวไปในที่เป็นอโคจร ไปสู่เงื้อมมือ
ของข้าศึก แต่รอดจากเงื้อมมือข้าศึกได้ ก็ด้วยความฉลาดใน
อุบาย เพราะตนมีปัญญาเป็นสมบัติ แล้วทรงนำเรื่องในอดีต
มาเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกมูลไถ อาศัยอยู่
ในก้อนดินที่ทำการไถ. วันหนึ่งนกมูลไถนั้นละถิ่นที่หากินเดิม
ของตนไปท้ายดงด้วยคิดว่า จักหาอาหารในถิ่นอื่น ครั้งนั้นเหยี่ยว
นกเขาเห็นนกมูลไถกำลังหาอาหารอยู่ จึงโฉบจับเอามันไป. เมื่อ
มันถูกเหยี่ยวนกเขาพาไป จึงคร่ำครวญอย่างนี้ว่า เราเคราะห์
ร้ายมาก มีบุญน้อย เราเที่ยวไปในที่อโคจรอันเป็นถิ่นอื่น ถ้า
วันนี้เราเที่ยวไปในที่โคจรอันเป็นถิ่นบิดาของตนแล้ว เหยี่ยว
นกเขานี้ไม่พอมือเราในการต่อสู้. เหยี่ยวนกเขาถามว่า ดูก่อน
นกมูลไถที่หาอาหารอันเป็นถิ่นบิดาของเจ้าเป็นอย่างไร. นกมูลไถ
ตอบว่า คือที่ก้อนดินคันไถน่ะซิ. เหยี่ยวนกเขายังออมกำลัง
ของมันไว้ จึงได้ปล่อยมันไปโดยพูดว่า ไปเถิดเจ้านกมูลไถ แม้
เจ้าไปในที่นั้นก็คงไม่พ้นเราดอก. นกมูลไถบินกลับไปในที่นั้น
ได้ขึ้นไปยังดินก้อนใหญ่ ยืนท้าเหยี่ยวว่า มาเดี๋ยวนี้ซิเจ้าเหยี่ยว
นกเขา. เหยี่ยวนกเขามิได้ออมกำ ลังของมัน ลู่ปีกทั้งสองโฉบ
นกมูลไถทันทีทันใด. ก็เมื่อนกมูลไถรู้ว่าเหยี่ยวนี้มาถึงเราด้วย
กำ ลังแรง จึงบินหลบกลับเข้าไปในระหว่างก้อนดินนั้นเอง. เหยี่ยว

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 115 (เล่ม 57)

ไม่อาจยั้งความเร็วได้ จึงกระแทกอกเข้ากับก้อนดินในที่นั้นเอง.
เหยี่ยวอกแตกตาถลนตายทันที.
พระศาสดา ครั้นทรงแสดงเรื่องในอดีตนี้แล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้สัตว์เดียรัจฉานเที่ยวไปในที่อโคจร
อย่างนี้ ยังถึงเงื้อมมือข้าศึก แต่เมื่อเที่ยวไปในถิ่นหาอาหารอัน
เป็นของบิดาของตน ก็ยังข่มข้าศึกเสียได้ เพราะฉะนั้น แม้พวกเธอ
ก็จงอย่าเที่ยวไปในอโคจรซึ่งเป็นแดนอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในอโคจรอันเป็นแดนอื่น มารย่อมได้ช่อง มาร
ย่อมได้อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อโคจรอันเป็นแดนอื่นของ
ภิกษุคืออะไร คือกามคุณห้า กามคุณห้าเป็นไฉน กามคุณห้าคือ
รูปที่รู้ได้ด้วยตา ๑ เสียงที่รู้ได้ด้วยหู ๑ กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก ๑
รสที่รู้ได้ด้วยลิ้น ๑ โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้แลเป็นอโคจรเป็นแดนอื่นของภิกษุ เมื่อทรงบรรลุ
อภิสัมโพธิญาณแล้วจึงตรัสคาถาแรกว่า :-
เหยี่ยวนกเขาบินโผลงด้วยกำลังหมายใจ
ว่าจะเฉี่ยวเอานกมูลไถ ซึ่งจับอยู่ที่ท้ายดง เพื่อ
หาเหยื่อโดยฉับพลัน เพราะเหตุนั้นจึงถึงความ
ตาย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พลสา ปตมาโน ความว่า เหยี่ยว
โผลงด้วยกำลัง คือด้วยเรี่ยวแรงด้วยคิดว่า จักจับนกมูลไถ.

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 116 (เล่ม 57)

บทว่า โคจรฏฐฺานิยํ ความว่า เหยี่ยวโฉบเอานกมูลไถ ซึ่งออก
จากแดนของตนเที่ยวไปท้ายดงเพื่อหาอาหาร. บทว่า อชฺฌปฺปตฺโต
ได้แก่โผลง. บทว่า เตนุปาคมิ ได้แก่ เหยี่ยวถึงแก่ความตาย
ด้วยเหตุนั้น.
ก็เมื่อเหยี่ยวตาย นกมูลไถจึงออกมายืนบนอกของเหยี่ยว
ด้วยมั่นใจว่าเราชนะข้าศึกได้แล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานจึงกล่าว
คาถาที่สองว่า :-
เรานั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุบายยินดีแล้ว
ในโคจรอันเนื่องมาแต่บิดา เห็นอยู่ซึ่งประโยชน์
ของตน จึงหลีกพ้นไปจากศัตรู ย่อมเบิกบานใจ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า นเยน ได้แก่อุบาย. บทว่า อตฺถมตฺตโน
ได้แก่ ความเจริญ กล่าวคือความปลอดภัยของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุ
เป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล เป็นต้น. เหยี่ยวในครั้งนั้นได้เป็น
เทวทัตในบัดนี้ ส่วนนกมูลไถ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสกุณัคฆิชาดกที่ ๘

116