ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 77 (เล่ม 57)

น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา ดังนี้.
เรื่องภิกษุว่ายากนั้น จักมีแจ้งในคิชฌชาดกนวกนิบาต.
พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุแม้เมื่อก่อนเธอ
ก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะเธอเป็นผู้ว่ายาก จึง
เหลวแหลกเพราะเท้าช้างตกมัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมา
ตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่
ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้น
เจริญวัยละฆราวาส ออกบวชเป็นฤาษี เป็นครูของเหล่าฤาษี
๕๐๐ อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ. ในครั้งนั้นบรรดาดาบส
เหล่านั้น ได้มีดาบสชื่ออินทสมานโคตร เป็นผู้ว่ายากไม่เชื่อฟัง.
ดาบสนั้นเลี้ยงลูกช้างไว้เชือกหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ได้ทราบข่าว
จึงเรียกดาบสนั้นมาถามว่า เขาว่าเธอเลี้ยงลูกช้างไว้จริงหรือ.
ดาบสตอบว่าจริงขอรับอาจารย์ ข้าพเจ้าเลี้ยงลูกช้างไว้เชือกหนึ่ง
แม่มันตาย. พระโพธิสัตว์พูดเตือนว่า ขึ้นชื่อว่าช้าง เมื่อเติบโต
มักฆ่าคนเลี้ยง. เธออย่าเลี้ยงลูกช้างนั้นเลย. ดาบสกล่าวว่า ท่าน
อาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจทิ้งมันได้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้า
เช่นนั้นเธอจักได้รู้เอง. ดาบสเลี้ยงดูช้างนั้น ต่อมามันมีร่างกาย
ใหญ่โต. คราวหนึ่งพวกฤาษีพากันไปในที่ไกลเพื่อหารากไม้
และผลาผลในป่า แล้วพักอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 78 (เล่ม 57)

ช้างก็ตกมันรื้อบรรณศาลาเสียกระจุยกระจาย ทำลาย
หม้อน้ำดื่ม โยนแผ่นหินทิ้ง ถอนแผ่นกระดานแขวนทิ้ง แล้วเข้า
ไปยังที่ซ่อนแห่งหนึ่งยืนคอยมองดูทางมาของดาบส ด้วยหวังว่า
จักฆ่าดาบสนั้นแล้วไป. ดาบสอินทสมานโคตรหาอาหารไว้ให้ช้าง
เดินมาก่อนดาบสทั้งหมด ครั้นเห็นช้างนั้น จึงเข้าไปหามันตาม
ความรู้สึกที่เป็นปกติ. ครั้นแล้วช้างนั้นออกจากที่ซ่อนเอางวง
จับฟาดลงกับพื้น เอาเท้าเหยียบศีรษะขยี้ให้ถึงความตาย แล้ว
แผดเสียงดังเข้าป่าไป. พวกดาบสที่เหลือจึงแจ้งข่าวนั้นให้พระ-
โพธิสัตว์ทราบ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ไม่ควรทำความคลุกคลี
กับคนชั่ว แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับคนชั่ว
ท่านผู้เป็นอริยะ รู้ประโยชน์อยู่ไม่พึงทำความ
สนิทสนมกับอนารยชน เพราะอนารยชนนั้น
แม้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำความชั่ว
ดุจช้างผู้ทำลายดาบสอินทสมานโคตรฉะนั้น
บุคคลพึงรู้บุคคลใดว่า ผู้นี้เช่นเดียวกับ
เรา ด้วยศีล ด้วยปัญญา และแม้ด้วยสุตะ พึงทำ
ไมตรีกับบุคคลผู้นั้นนั่นแหละ เพราะการสมาคม
กับสัตบุรุษนำมาซึ่งความสุขแท้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา ความว่า
บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา หรือความสนิท

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 79 (เล่ม 57)

สนมด้วยความเป็นมิตร กับคนมักโกรธที่น่าชัง. บทว่า อริโย
ในบทว่า อริโยนริเยน ปชานมตฺถํ ได้แก่ อริยะ ๔ จำพวก คือ
อาจารอริยะ ได้แก่อริยะในทางมารยาท ๑ ลิงคอริยะ อริยะใน
ทางเพศ ๑ ทัสสนอริยะ อริยะในทางความเห็น ๑ ปฏิเวธอริยะ
อริยะในทางรู้แจ้งแทงตลอด ๑. บรรดาอริยะเหล่านั้น อาจาร-
อริยะท่านประสงค์เอาในที่นี้. อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นอริยะ
รู้จักประโยชน์ คือรู้จักผล ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
ดำรงอยู่ในอาจาระ ไม่พึงทำความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา
หรือความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร กับคนที่มิใช่อริยะ คือ
คนทุศีลไม่มียางอาย. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะคน
ที่มิใช่อริยะนั้น แม้อยู่ร่วมกันนาน ก็มิได้คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน
นั้น ย่อมกระทำความชั่ว คือกระทำกรรมอันลามกเท่านั้น.
ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือนช้าง ฆ่าอินทสมานโคตร
ดาบสใดกระทำความชั่ว. ในบทเป็นต้นว่า ยเทว ปญฺญา สทิโส
มมํ ความว่า พึงรู้จักบุคคลใดว่า ผู้นี้เหมือนเราโดยศีลเป็นต้น
พึงกระทำไมตรีกับบุคคลนั้นเท่านั้น การสมาคมกับด้วยสัตบุรุษ
ย่อมนำความสุขมาให้.
พระโพธิสัตว์สอนหมู่ฤาษีว่า ธรรมดาคนเราไม่ควรเป็น
ผู้สอนยาก ควรศึกษาให้ดีแล้วให้จัดการเผาศพอินทสมานโคตร-
ดาบส เจริญพรหมวิหาร ได้เข้าถึงพรหมโลก.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 80 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม
ชาดก. อินทสมานโคตรในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุสอนยากนี้ใน
ครั้งนี้. ส่วนครูประจำคณะได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอินทสมานโคตรชาดกที่ ๑

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 81 (เล่ม 57)

๒. สันถวชาดก
ว่าด้วยความสนิทสนม
[๑๗๓] สิ่งอื่นที่จะชั่วช้ายิ่งขึ้นไปกว่าความสนิท
สนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับบุรุษเลวทราม
เป็นความชั่วช้า เพราะไฟนี้เราให้อิ่มหนำแล้ว
ด้วยสัปปิและข้าวปายาส ยังไหม้บรรณศาลาที่
เราทำได้ยากให้พินาศ.
[๑๗๔] สิ่งอื่นที่จะประเสริฐยิ่งไปกว่าความสนิท
สนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับสัตบุรุษเป็น
ความประเสริฐ สามามฤคิเลียปากราชสีห์ เสือ
โคร่งและเสือเหลืองได้ ก็เพราะความรักใคร่
สนิทสนมกัน.
จบ สันถวชาดกที่ ๒
อรรถกถาสันถวชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภการบูชาไฟ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโย.
เรื่องราวเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในนังคุฏฐชาดกนั้นแล.
ภิกษุทั้งหลายเห็นชฏิลเหล่านั้นบูชาไฟ จึงทูลถามพระผู้มีพระ-

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 82 (เล่ม 57)

ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชฏิลทั้งหลายประพฤติตบะผิด
มีประการต่าง ๆ ความเจริญในการนี้มีอยู่หรือหนอ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความเจริญไร ๆ
ในการนี้เลย แม้โบราณบัณฑิตก็สำคัญว่ามีความเจริญ เพราะ
การบูชาไฟ จึงบูชาไฟเป็นเวลานาน ครั้นเห็นไม่มีความเจริญ
ในกรรมนั้น จึงเอาน้ำดับไฟ เอากิ่งไม้เป็นต้นฟาดมิได้กลับ
มาดูอีกต่อไป แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ใน
เมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์. มารดา
บิดาเก็บไฟวันเกิดของพระโพธิสัตว์ไว้แล้ว กล่าวกะพระโพธิสัตว์
เมื่อมีอายุได้ ๑๖ ปีว่า ลูกรัก ลูกจะรับเอาไฟวันเกิดไปบำเรอ
ไฟในป่า หรือจักเรียนไตรเพท เพราะปกครองสมบัติอยู่เป็น
ฆราวาส. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ลูกไม่ต้องการอยู่เป็นฆราวาส
ลูกจักบำเรอไฟในป่ามุ่งหน้าต่อพรหมโลก แล้วจึงรับเอาไฟ
วันเกิดไหว้มารดาบิดา เข้าไปในป่า อาศัยอยู่ในบรรณศาลา
บำเรอไฟ. วันหนึ่งพระโพธิสัตว์นั้น ไปยังที่เชิญเลี้ยง ได้ข้าว
ปายาสกับสัปปิมา คิดว่า เราจักถวายข้าวปายาสนี้แก่มหาพรหม
จึงนำข้าวปายาสนั้นมา ตั้งใจว่าเราจะบูชาไฟ ให้พระเพลิงผู้เป็น
เจ้าดื่มข้าวปายาสผสมด้วยสัปปิก่อน แล้วสาดข้าวปายาสลงไป
ในไฟ. ข้าปายาสมียางมากพอใส่เข้าไปในไฟ ไฟก็ลุกมีเปลวพุ่ง
ขึ้นไหม้บรรณศาลา. พราหมณ์ทั้งกลัวทั้งตกใจก็หนีออกไปยืนอยู่

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 83 (เล่ม 57)

ภายนอกบ่นว่า ไม่ควรทำความสนิทสนมกับคนชั่ว บัดนี้ บรรณ-
ศาลาของเราซึ่งทำแสนยากถูกไฟเผาเสียแล้ว. จึงกล่าวคาถา
แรกว่า :-
สิ่งอื่นที่จะชั่วช้ายิ่งขึ้นไปกว่าความสนิท
สนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับบุรุษเลวทราม
เป็นความชั่วช้า เพราะไฟนี้เราให้อิ่มหนำแล้ว
ด้วยสัปปิและข้าวปายาส ยังไหม้บรรณศาลา
ที่เราทำได้ยากให้พินาศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น สนฺถวสฺมา ความว่า ความ
สนิทสนมมีสองอย่าง คือ ความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ๑
ความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร ๑ ไม่มีสิ่งอื่นที่จะเลวทราม
ต่ำช้ายิ่งไปกว่าความสนิทสนมสองอย่างนั้น. บทว่า โย สนฺถโว
กาปุริเสน ความว่า ไม่มีความสนิทสนมอื่นที่เลวทรามกว่าความ
สนิทสนมสองอย่างนี้กับคนชั่วช้าเลวทราม. ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะไฟที่เราเลี้ยงให้อิ่มหนำด้วยสัปปิและข้าวปายาส
ได้เผาบรรณศาลาที่เราสร้างไว้โดยลำบาก.
ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่าเราไม่ต้อง
การด้วยสิ่งที่ทำลายมิตร จึงเอาน้ำดับไฟนั้นเสียแล้ว เอากิ่งไม้
ฟาด เข้าไปสู่ภายในป่าหิมพานต์ พบแม่เนื้อตัวหนึ่งชื่อสามา
เลียปากราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง จึงดำริว่า ไม่มี

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 84 (เล่ม 57)

ความประเสริฐอื่น นอกจากความสนิทสนมกับสัตบุรุษแล้ว
จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
สิ่งอื่นที่จะประเสริฐยิ่งไปกว่าความ
สนิทสนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับบุรุษ
เป็นความประเสริฐ แม่สามามฤคีเลียปากราชสีห์
เสือโคร่งและเสือเหลืองได้ ก็เพราะความรักใคร่
สนิทสนมกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามามุขํ เลหติ สนฺถเวน
ความว่า แม่เนื้อสามาเลียปากสัตว์ทั้งสามเหล่านี้ด้วยความ
สนิทสนม คือด้วยความเสน่หา.
ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปภายในป่า
หิมพานต์ บรรพชาเป็นฤาษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด
ครั้นสิ้นชีพก็เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม
ชาดก. เราได้เป็นดาบสในครั้งนั้น.
จบ อรรถกถาสันถวชาดกที่ ๒

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 85 (เล่ม 57)

๓. สุสีมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะ
[๑๗๕] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าสุสีมะ
ช้างสีดำมีงาขาวประมาณ ๑๐๐ เชือกเศษนี้
ประดับด้วยข่ายทองเป็นของพระองค์ พระองค์
ทรงระลึกถึงการกระทำแห่งพระบิดา และ พระ
อัยยกาของพระองค์อยู่เนือง ๆ ตรัสว่าเราจะ
ให้ช้างเหล่านั้นแก่พราหมณ์เหล่าอื่น ดังนี้ เป็น
ความจริงหรือพระเจ้าข้า.
[๑๗๖] ดูก่อนพ่อมาณพ ช้างสีดำมีงาขาวประ
มาณ ๑๐๐ เชือกเศษนี้ประดับด้วยข่ายทองซึ่ง
เป็นของเรา เราระลึกถึงการกระทำแห่งพระบิดา
และพระอัยยกาอยู่เนือง ๆ พูดว่า เราจะให้ช้าง
เหล่านั้นแก่พราหมณ์เหล่าอื่น ดังนี้ เป็นความ
จริง.
จบ สุสีมะชาดกที่ ๓
อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหารทรงปรารภ
การถวายทานตามความพอใจ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่ม

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 86 (เล่ม 57)

ต้นว่า กาฬา มิคา เสตทนฺตา ตว อิเม ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า ในกรุงสาวัตถี บางคราวสกุลเดียว
เท่านั้นถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. บาง
คราวมากคนด้วยกันรวมกันถวายเป็นคณะ. บางคราวถวาย
ตามสายถนน. บางคราวชาวเมืองทั้งสิ้น ร่วมฉันทะกันถวายทาน.
แต่ในครั้งนี้ ชาวเมืองร่วมฉันทะกัน เตรียมถวายบริขารทุกชนิด
แบ่งออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งพูดว่า พวกเราจักถวายทาน
พร้อมด้วยบริขารทุกชนิดนี้แก่อัญญเดียรถีย์ พวกหนึ่งพูดว่า
เราจักถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. เมื่อการ
โต้เถียงกันเป็นไปเนือง ๆ อย่างนี้ พวกสาวกอัญญเดียรถีย์ก็ว่า
ถวายแก่อัญญเดียรถีย์เท่านั้น พวกสาวกของพระพุทธเจ้าก็ว่า
ถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเท่านั้น ครั้นคำ
ที่ว่าเราจักกระทำมีมาก พวกที่พูดว่า เราจักถวายแด่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขก็มีมากเป็นธรรมดา ถ้อยคำของ
คนเหล่านั้นก็ยุติ. พวกสาวกของอัญญเดียรถีย์ไม่อาจจะทำ
อันตรายแก่ทานที่ควรถวายแด่พระพุทธเจ้าได้. ชาวเมืองจึง
นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พากันบำเพ็ญมหาทาน
ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายเครื่องบริขารทุกชนิด. พระ-
ศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา ให้มหาชนตื่นด้วยมรรคผล แล้ว
จึงเสด็จไปยังเชตวันมหาวิหาร. เมื่อภิกษุสงฆ์แสดงวัตรจึง
เสด็จประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฏีประทานสุคโตวาท แล้ว

86