ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 67 (เล่ม 57)

นกยูงสีทองมีอยู่จริงอาศัยอยู่ ณ ทัณฑกบรรพต พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปจับนกยูงนั้นมาอย่าให้ตาย.
พรานจึงเอาบ่วงไปดักไว้ที่ ณ ที่นกยูงหาอาหาร. แม้ในสถานที่
ที่นกยูงเหยียบ บ่วงก็หาได้กล้ำกรายเข้าไปไม่. พรานไม่สามารถ
จับนกยูงได้ ท่องเที่ยวอยู่ถึงเจ็ดปี ได้ถึงแก่กรรมลง ณ ที่นั้นเอง.
แม้พระนางเขมาราชเทวี เมื่อไม่ได้สมพระประสงค์ก็สิ้นพระชนม์.
พระราชาทรงกริ้วว่า พระเทวีได้สิ้นพระชนม์ลงเพราะอาศัย
นกยูง จึงให้จารึกอักษรไว้ในแผ่นทองว่า ในหิมวันตประเทศ
มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อทัณฑกบรรพต นกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่
ณ ที่นั้น ผู้ได้กินเนื้อของมัน ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย จะมีอายุยืน
แล้วเก็บแผ่นทองไว้ในหีบทอง. ครั้นพระราชาสวรรคตแล้ว
พระราชาองค์อื่นครองราชสมบัติ. ทรงอ่านข้อความในสุพรรณบัฏ
มีพระประสงค์จะไม่แก่ไม่ตาย จึงทรงส่งพรานคนอื่นไป ให้
เที่ยวแสวงหา. แม้พรานนั้นไปถึงที่นั้นแล้วก็ไม่สามารถจะจับ
พระโพธิสัตว์ได้ ได้ตายไปในที่นั้นเอง. โดยทำ นองนี้พระราชา
สวรรคตไปหกชั่วพระองค์ ครั้นถึงองค์ที่เจ็ดครองราชสมบัติ
จึงทรงส่งพรานคนหนึ่งไป. พรานนั้นไปถึงแล้วก็รู้ถึงภาวะที่
บ่วงมิได้กล้ำกรายแม้ในที่ที่นกยูงโพธิสัตว์เหยียบ และการที่
นกยูงโพธิสัตว์เจริญพระปริตรป้องกันตนก่อนแล้ว จึงบินไปหา
อาหาร จึงขึ้นไปยังปัจจันตชนบท จับนางนกยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึก
ให้รู้จักฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ และให้รู้จักขันด้วยเสียงดีดนิ้ว.

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 68 (เล่ม 57)

ครั้นฝึกนางนกยูงจนชำนาญดีแล้ว จึงพามันไป เมื่อนกยูงทอง
ยังไม่เจริญพระปริตรปักโคนบ่วงดักไว้ในเวลาเช้า ทำสัญญาณ
ให้นางนกยูงขัน. นกยูงทองได้ยินเสียงมาตุคาม ซึ่งเป็นข้าศึกแล้ว.
ก็เร่าร้อนด้วยกิเลสไม่อาจเจริญพระปริตรได้ จึงบินโผไปติด
บ่วง. พรานจึงจับนกยูงทองไปถวายพระเจ้าพาราณสี. พระราชา
ทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทอง ก็ทรงพอพระทัย
พระราชทานที่ให้จับ. นกยูงทองโพธิสัตว์จับอยู่เหนือคอนที่เขา
จัดแต่งให้จึงทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเพราะเหตุไรจึงมีรับสั่งให้จับ
ข้าพเจ้า. พระราชาตรัสว่า ข่าวว่าผู้ใดกินเนื้อเจ้า ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่
ตาย ข้าพเจ้าต้องการกินเนื้อเจ้า จะไม่แก่ไม่ตายบ้าง จึงให้จับ
เจ้ามา. นกยูงทองทูลว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายกินเนื้อ
ข้าพเจ้าจะไม่แก่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่ข้าพเจ้าจักตายหรือ. รับ
สั่งว่าจริงเจ้าต้องตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเมื่อข้าพเจ้า
ต้องตาย ผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าแล้วทำอย่างไรจึงไม่ตายเล่า. รับสั่ง
ว่า เจ้ามีตัวเป็นสีทอง เพราะฉะนั้นมีข่าวว่า ผู้ที่กินเนื้อเจ้าแล้ว
จักไม่แก่ไม่ตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพเจ้ามีสีทอง
เพราะไม่มีเหตุหามิได้ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ในนครนี้แหละ. ทั้งตนเองก็รักษาศีลห้า แม้ชนทั้งหลายทั่วจักรวาล
ก็ให้รักษาศีล ข้าพเจ้าสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์
ดำรงอยู่ในภพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากนั้นแล้ว จึงมาเกิดใน
กำเนิดนกยูง เพราะผลแห่งอกุศลกรรมอื่น อีกอย่างหนึ่งแต่ตัว

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 69 (เล่ม 57)

มีสีทองก็ด้วยอานุภาพศีลห้าที่รักษาอยู่ก่อน. รับสั่งถามว่า
เจ้าพูดว่า เจ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิรักษาศีลห้า ตัวมีสีเป็นทอง
เพราะผลของศีล ข้อนี้ข้าพเจ้าจะเชื่อได้อย่างไร มีใครเป็นพยาน.
กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มี. รับสั่งถามว่า ใครเล่า. กราบทูล
ว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อครั้งเป็นเจ้าจักรพรรดิ ข้าพเจ้านั่งรถ
สำเร็จด้วยแก้วเจ็ดประการ เที่ยวไปในอากาศ รถของข้าพเจ้า
นั้นจมอยู่ภายใต้ภาคพื้นสระมงคลโบกขรณี โปรดให้ยกรถนั้นขึ้น
จากสระมงคลโบกขรณีเถิด รถนั้นจักเป็นพยานของข้าพเจ้า.
พระราชารับสั่งว่า ดีละแล้วให้วิดน้ำออกจากสระโบกขรณี ยก
รถขึ้นได้จึงทรงเชื่อคำของพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์แสดง
ธรรมถวายพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมที่ปรุงแต่งทั้งหมด
ที่เหลือนอกจากพระอมตมหานิพพานแล้ว ชื่อว่าไม่เที่ยง มีความ
สิ้นและความเสื่อมเป็นธรรมดา เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้แล้ว
ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีลห้า. พระราชาทรงเลื่อมใสบูชา
พระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ ได้ทรงกระทำสักการะเป็นอันมาก.
นกยูงทองถวายราชสมบัติคืนแด่พระราชา พักอยู่ ๒-๓ วัน จึง
ถวายโอวาทว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงไม่ประมาทเถิด
แล้วบินขึ้นอากาศไปยังภูเขาทัณฑกหิรัญ. ฝ่ายพระราชาดำรง
อยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น
เสด็จไปตามยถากรรม.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 70 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรม ประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสัน
ตั้งอยู่ในพระอรหัต. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในบัดนี้.
ส่วนนกยูงทองได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาโมรชาดกที่ ๙

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 71 (เล่ม 57)

๑๐. วินีลกชาดก
ว่าด้วยหงส์ ๒ ตัว
[๑๖๙] หงส์ ๒ ตัว พาเราผู้ชื่อว่าวินีลกะไป
ฉันใด ม้าอาชาไนยก็พาพระเจ้าวิเทหราชผู้ครอง
เมืองมิถิลาให้เสด็จไป ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๗๐] แน่ะเจ้าวินีลกะ เจ้ามาคบมาเสพภูเขาอัน
มิใช่ภูมิภาคทำเลของเจ้า เจ้าจงไปเสพอาศัย
สถานที่ใกล้บ้านเถิด นั่นเป็นที่อยู่ที่อาศัยของ
แม่เจ้า.
จบ วินีลกชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาวินีลกชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภ
พระเทวทัต เอาอย่างพระสุคต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า เอวเมว นูน ราชานํ ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า เมื่อพระเทวทัตนอนแสดงท่าทาง
อย่างพระสุคตแก่พระอัครสาวกทั้งสองผู้มาสู่คยาสีสประเทศ
พระเถระทั้งสองครั้นแสดงธรรมแล้ว ก็พานิสิตของท่านมายัง
พระวิหารเวฬุวัน. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 72 (เล่ม 57)

เทวทัตเห็นเธอทั้งสองแล้วได้ทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ พระเทวทัตแสดงท่าทางอย่างพระองค์แล้วถึงความ
พินาศใหญ่. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสาริบุตร เทวทัตทำตาม
อย่างเรา ถึงความพินาศใหญ่มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็
ถึงความพินาศ เมื่อพระเถระกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่อง
ในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าวิเทหะเสวยราชสมบัติในกรุง
มิถิลาแคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระเจ้าวิเทหะนั้น ครั้นเจริญวัยแล้ว ก็ทรง
ศึกษาศิลปศาสตร์ทุกชนิดในเมืองตักกสิลา เมื่อพระบิดาสวรรคต
แล้วจึงทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ.
ในครั้งนั้น พญาหงส์ทองตัวหนึ่งได้อยู่ร่วมกับนางกา
ในบริเวณที่หาอาหาร. นางกาคลอดลูกออกมาเป็นตัวผู้. มันไม่
เหมือนแม่ไม่เหมือนพ่อ. เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงได้ตั้งชื่อว่า วินีลกะ
เพราะมันมีสีค่อนข้างคล้ำ. พญาหงส์ไปหาลูกบ่อย ๆ. อนึ่ง
พญาหงส์นั้นมีลูกหงส์น้อยอยู่สองตัว. ลูกหงส์น้อยเห็นพ่อมันไป
ถิ่นมนุษย์บ่อย ๆ จึงถามว่า พ่อทำไมพ่อจึงไปถิ่นมนุษย์บ่อยนัก.
พญาหงส์บอกว่า นี่แน่ะลูก ๆ พ่ออยู่ร่วมกับนางกาตัวหนึ่ง เกิด
ลูกด้วยกันหนึ่งตัว ชื่อวินีลกะ พ่อไปเยี่ยมมัน. ลูกหงส์ถามว่า
ก็พวกนั้นอยู่ถึงไหนเล่าพ่อ. พญาหงส์บอกว่า มันอยู่เหนือยอดตาล
ต้นหนึ่งในที่โน้น ไม่ไกลจากกรุงมิถิลาแคว้นวิเทหะ ลูกหงส์

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 73 (เล่ม 57)

พูดว่า พวกฉันจักไปพาเขามานะพ่อ. พญาหงส์ห้ามว่า ขึ้นชื่อว่า
ถิ่นมนุษย์น่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน ลูกอย่าไปกันเลย พ่อจักไป
พามาเอง. ลูกหงส์หาเชื่อฟังคำพ่อไม่ จึงพากันไป ณ ที่นั้น
ตามเครื่องหมายที่พ่อบอก ให้วินีลกะจับเหนือคอนไม้อันหนึ่ง
แล้วช่วยกันเอาจะงอยปากคาบปลายไม้ บินผ่านมาทางกรุง
มิถิลา. ขณะนั้นพระเจ้ากรุงวิเทหะประทับบนราชรถ ซึ่งเทียม
ด้วยม้าสินธพขาวสี่ตัว ทรงทำประทักษิณพระนคร. วินีลกะ
เห็นดังนั้นนึกในใจว่า เราไม่ต่างอะไรกับพระเจ้าวิเทหะ พระเจ้า
วิเทหะ ประทับนั่งบนราชรถอันเทียมด้วยม้าสินธพสี่ตัว เสด็จ
เลียบพระนคร เราก็นั่งไปในรถอันเทียมด้วยหงส์. วินีลกะเมื่อ
กำลังไปทางอากาศกล่าวคาถาแรกว่า :-
ม้าอาชาไนยพาพระเจ้าวิเทหะผู้ครอง
เมืองมิถิลาให้เสด็จไป เหมือนหงส์สองตัวพาเรา
ผู้ชื่อว่าวินีลกะไปฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมว คือเหมือนกันนั่นแหละ.
บทว่า นูน เป็นนิบาตลงในปริวิตักกะ ย่อมเป็นไปในส่วนเดียว.
บทว่า เวเทหํ คือเป็นใหญ่ในแคว้นวิเทหะ. บทว่า มิถิลคฺคหํ
ได้แก่ ครอบครองเรือนมิถิลา คือบ้านมิถิลา. บทว่า อาชญฺญา
ได้แก่ ม้าซึ่งรู้เหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า ยถา หํส วินีลกํ ได้แก่
ม้าอาชาไนยพาพระเจ้าวิเทหะไป เหมือนหงส์เหล่านี้พาเรา ผู้
ชื่อวินีลกะไป ฉะนั้น.

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 74 (เล่ม 57)

ลูกหงส์น้อยฟังคำของวินีลกะแล้วก็โกรธแม้ตั้งใจว่า จักให้
มันตกไปเสียในที่นี้ ก็เกรงจะถูกตำหนิเอาว่า เมื่อเราทำลงไป
อย่างนี้ พ่อของเราจะว่าอย่างไร จึงพามันไปหาพ่อแล้วเล่าให้
พ่อฟังถึงกิริยาที่มันกระทำ. พ่อหงส์โกรธมากตวาดว่า เจ้า
วิเศษกว่าลูกเราเทียวหรือ ข่มขี่ลูกเราเปรียบลูกเราเหมือนม้า
เทียมรถ เจ้าไม่รู้ประมาณตน ที่นี่ไม่ใช่พื้นเพของเจ้า เจ้าจง
ไปหาแม่เจ้าเถิด แล้วกล่าวคาถาที่สองว่า :-
แน่เจ้าวินีลกะ เจ้ามาคบมาเสพภูเขาอัน
มิใช่ภูมิภาคทำเลของเจ้า เจ้าจงไปเสพอาศัย
สถานที่ใกล้บ้านเถิด นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของ
แม่เจ้า.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วินีลกะ เป็นคำเรียกนกวินีลกะ.
บทว่า ทุคฺคํ ภชสิ ได้แก่ ท่านคบแต่ซอกเขาอันเป็นที่อยู่ของนก
เหล่านี้. บทว่า อภูมึ ตาต เสวสิ ความว่า เจ้าเสพคือเข้าไปอาศัย
ภูเขาอันมิใช่พื้นเพของเจ้าซึ่งชื่อว่าซอกเขา. บทว่า เอตํ มาตาล-
ยนฺตุวํ ความว่า ที่ทิ้งหยักเยื่อ และที่ป่าช้าผีดิบชายบ้านนั่น
เป็นที่อยู่คือเป็นเรือน เป็นที่พักของแม่เจ้า เจ้าจงไปในที่นั้นเถิด.
ครั้นพญาหงส์คุกคามวินีลกะอย่างนี้แล้ว ก็สั่งลูกหงส์ว่า เจ้าจง
ไปปล่อยมันไว้ที่พื้นเพหยักเยื่อแห่งกรุงมิถิลา. ลูกหงส์ได้ทำ
ตามสั่ง.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 75 (เล่ม 57)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม
ชาดก. นกวินีลกะในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. ลูกหงส์
สองตัวได้เป็นอัครสาวกทั้งสอง. พ่อหงส์ได้เป็นอานนท์. ส่วน
พระเจ้าวิเทหะได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวีนิลกะชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ราโชวาทชาดก ๒. สิคาลชาดก ๓. สูกรชาดก
๔. อุรคชาดก ๕. ภัคคชาดก ๖. อลีนจิตตชาดก ๗. คุณชาดก
๘. สุหนุชาดก ๙. โมรชาดก ๑๐. วินีลกชาดก และอรรถกถา.
จบ ทัฬหวรรคที่ ๑

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 76 (เล่ม 57)

๒. สันถววรรค
๑. อินทสมานโคตตชาดก
ว่าด้วยการสมาคมกับสัตบุรุษ
[๑๗๑] บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับบุรุษ
ชั่วช้า ท่านผู้เป็นอริยะรู้ประโยชน์อยู่ ไม่พึงทำ
ความสนิทสนมกับอนารยชน เพราะอนารยชน
นั้น แม้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำบาป
กรรมดุจช้างผู้ทำ ลายล้างดาบสชื่ออินทสมาน-
โคตรฉะนั้น.
[๑๗๒] บุคคลพึงรู้บุคคลใดว่า ผู้นี้เช่นเดียวกับ
เรา โดยศีล ปัญญา และสุตะ พึงทำไมตรีกับ
บุคคลนั้นนั่นแล เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษ
นำ มาซึ่งความสุขแท้.
จบ อินทสมานโคตตชาดกที่ ๑
อรรถกถาสันถววรรคที่ ๒
อรรถกถาอินทสมานโคตตชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภ
ภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า

76