ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 612 (เล่ม 56)

ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนา
กันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อชาตศัตรู
ทำการยกย่องอสัตบุรุษ ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง แม้ใน
กาลก่อน เธอก็ทำลายตนเสียด้วยการยกย่องอสัตบุรุษเหมือนกัน
ทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติ
มาก เจริญวัยแล้วไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนสรรพศิลปวิทยา
เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในพระนครพาราณสี บอกศิลปะแก่
มาณพ ๕๐๐ คน ในมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนหนึ่งชื่อ "สัญชีวะ"
พระโพธิสัตว์ได้ให้มนต์ทำคนตายให้ฟื้นแก่เขา เขาเรียนแต่มนต์
ทำคนตายให้ฟื้นอย่างเดียว ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน
วันหนึ่งไปป่าหาฟืนกับพวกเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่ง ก็พูดกะ
พวกมาณพว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราจักทำเสือตายตัวนี้ให้
ฟื้นขึ้น มาณพทั้งหลาย กล่าวแย้งว่า ท่านจักไม่สามารถดอก
เขากล่าวว่า เราจักทำให้มันฟื้นขึ้น ให้พวกท่านเห็นกันทุกคน
ทีเดียว พวกมาณพเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ถ้าท่านสามารถ ก็จง
ปลุกให้มันตื่นขึ้นเถิด ครั้นกล่าวแล้ว ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ สัญชีว-
มาณพ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนกรวด เสือลุกขึ้น
โดดกัดสัญชีวมาณพที่ก้านคอ ทำให้สิ้นชีวิต ล้มลงตรงนั้นเอง

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 613 (เล่ม 56)

ทั้งคู่นอนตายอยู่ในที่เดียวกัน พวกมาณพพากันขนฟืนไปแล้ว
แจ้งความเป็นไปนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงเรียกมาณพทั้งหลาย
มากล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ผู้ที่ยกย่อง อสัตบุรุษ
กระทำสักการะและสัมมานะ ในที่อันไม่สมควร ย่อมกลับได้รับ
ทุกข์เห็นปานนี้ ทั้งนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า : -
"ผู้ใดยกย่อง และคบหาอสัตบุรุษ อสัต-
บุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ เหมือนพยัคฆ์
ที่สัญชีวมาณพ ชุบขึ้น ย่อมทำเขานั่นแลให้เป็น
เหยื่อ ฉะนั้น" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺตํ ได้แก่ผู้ทุศีลมีบาปธรรม
ประกอบด้วยทุจริตทั้ง ๓ ประการ.
บทว่า โย ปคฺคณฺหาติ ความว่า บรรดาขนมีกษัตริย์
เป็นต้น ผู้ใดผู้หนึ่งยกย่อง คือทำสักการะ สัมมานะ อสัตบุรุษ
ผู้ทุศีลเห็นปานนี้ ที่เป็นบรรพชิต ด้วยการถวายปัจจัยมีจีวร
เป็นต้น ที่เป็นคฤหัสถ์ด้วยการให้ครอบครองตำแหน่ง อุปราช
และเสนาบดี เป็นต้น.
บทว่า อสนฺตํ จูปเสวติ ความว่า อนึ่งเล่าผู้ใดย่อมเข้าไป
สร้องเสพ คบหา สนิทสนม อสัตบุรุษ ผู้ทุศีล เห็นปานนี้.
บทว่า ตเมว ฆาสํ กุรุเต ความว่า บุคคลชั่วผู้ทุศีลนั้น
ย่อมกัดผู้นั้น คือผู้ที่ยกย่องอสัตบุรุษนั้นแล กินเสีย ได้แก่ทำผู้นั้น
ให้ถึงความพินาศ.

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 614 (เล่ม 56)

เช่นไรเล่า ?
เหมือนพยัคฆ์ที่คืนชีพ เพราะมาณพชุบขึ้น อธิบายว่า
พยัคฆ์ที่ตายคืนชีพได้ โดยที่สัญชีวมาณพ ร่ายมนต์ยกย่องด้วย
การมอบชีวิตให้ กลับปลงชีพ สัญชีวมาณพผู้ให้ชีวิตแก่มัน
ให้ล้มลงตรงนั้นเอง ฉันใด แม้ผู้อื่นก็ฉันนั้น ผู้ใดทำการยกย่อง
อสัตบุรุษ อสัตบุรุษทุศีลนั้น ย่อมทำลายล้าง ผู้ที่ยกย่องตนนั้น
เสียทีเดียว พวกชนที่ยกย่องอสัตบุรุษ ย่อมพากันถึงความ
พินาศ ด้วยประการฉะนี้.
พระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่มาณพทั้งหลาย ด้วยคาถานี้
การทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า มาณพผู้ทำเสือตายให้ฟื้นในครั้งนั้น ได้มาเป็น
พระเจ้าอชาตศัตรูในบัดนี้ ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ สัญชีวชาดกที่ ๑๐

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 615 (เล่ม 56)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โคธชาดก ๒. สิคาลชาดก ๓. วิโรจนชาดก ๔. นัง-
คุฏฐชาดก ๕. ราธชาดก ๖. กากชาดก ๗. ปุปผรัตตชาดก
๘. สิคาลชาดก ๙. เอกปัณณชาดก ๑๐. สัญชีวชาดก.
จบ กกัณฏกวรรคที่ ๑๕
รวมชาดกที่มีในเอกนิบาตนี้ คือ
๕. อัตถกกามวรรค ๖. อาสิงสวรรค ๗. อิตถีวรรค ๘. วรุณวรรค
๙. อปายิมหวรรค ๑๐. ลิตตวรรค ๑๑. ปโรสตวรรค ๑๒. หังสิวรรค
๑๓. กุสินาฬิวรรค ๑๔. อสัมปทานวรรค ๑๕. กกัณฏกวรรค
จบ เอกนิบาต

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 1 (เล่ม 57)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทุกนิบาตชาดก
๑. ทัฬหวรรค
๑. ราโชวาทชาดก
ว่าด้วยวิธีชนะ
[๑๕๑] พระเจ้าพัลลิกราชทรงชนะความกระด้าง
ต่อผู้ที่กระด้าง ทรงชนะคนอ่อนด้วยความอ่อน
ทรงชนะคนดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วย
ความไม่ดี พระราชาพระองค์นี้เป็นเช่นนี้ ดูก่อน
นายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของ
เราเถิด.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 2 (เล่ม 57)

[๑๕๒] พระเจ้าพาราณสีทรงชนะคนโกรธด้วย
ความไม่โกรธ ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดี ทรง
ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชนะคนพูดเหลาะ
แหละด้วยคำสัตย์ พระราชาพระองค์นี้เป็นเช่นนี้
ดูก่อนนายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราช
ของเราเถิด.
จบ ราโชวาทชาดกที่ ๑
อรรถกถาทัฬหวรรค
ทุกนิบาต
อรรถกถาราโชววาทชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรง
ปรารภโอวาทของพระราชา ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้น
ว่า ทฬฺหํ ทฬฺหสฺส ขิปติ ดังนี้.
โอวาทของพระราชานั้นจักมีแจ้งในเตสกุณชาดก. ในวัน
หนึ่งพระเจ้าโกศลทรงวินิจฉัยคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี
มีอคติ เสร็จแล้วเสวยพระกระยาหารเช้า ทั้ง ๆ ที่มีพระหัตถ์

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 3 (เล่ม 57)

เปียก เสด็จขึ้นทรงราชรถที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เสด็จไปเฝ้า
พระศาสดา ทรงหมอบลงแทบพระบาทอันมีสิริดุจดอกปทุมบาน
ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสปฏิสันถารกะพระเจ้าโกศลว่า ขอ
ต้อนรับมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวัน. พระเจ้า
โกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์วินิจฉัย
คดีเรื่องหนึ่งซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี จึงไม่มีโอกาส บัดนี้พิจารณาคดี
นั้นเสร็จแล้ว จึงบริโภคอาหารทั้ง ๆ ที่มือยังเปียก มาเฝ้าพระองค์
นี่แหละพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรชื่อว่า
การวินิจฉัยโดยทำ นองคลองธรรมเป็นความดี เป็นทางสวรรค์
แท้. ก็ข้อที่มหาบพิตรได้โอวาทจากสำนักของผู้เป็นสัพพัญญู
เช่นตถาคต ทรงวินิจฉัยคดีโดยทำ นองคลองธรรมนี้ไม่อัศจรรย์
เลย การที่พระราชาทั้งหลายในกาลก่อน ทรงสดับโอวาทของ
เหล่าบัณฑิต ทั้งที่ไม่ใช่สัพพัญญู แล้วทรงวินิจฉัยคดีโดยทำ นอง
คลองธรรม เว้นอคติสี่อย่าง บำเพ็ญทศพิธราชธรรม ไม่ให้เสื่อม
เสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญทางสวรรค์ เสด็จไปแล้ว
นี่แหละน่าอัศจรรย์. พระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนา พระองค์จึง
ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าถวาย.
ในอดีตครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระราชานั้น ได้รับการบริหารพระครรภ์

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 4 (เล่ม 57)

เป็นอย่างดี ทรงประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา โดย
สวัสดิภาพ. ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีได้ทรงตั้งพระนาม
ของพระโพธิสัตว์ว่า พรหมทัตกุมาร.
พรหมทัตกุมารนั้น ได้เจริญวัยขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระชนม์
ได้ ๑๖ พรรษา เสด็จไปเมืองตักกศิลา ทรงสำเร็จศิลปศาตร์
ทุกแขนง เมื่อพระชนกสวรรคตทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ครอบ
ครองราชสมบัติโดยทำ นองคลองธรรม ทรงวินิจฉัยคดีไม่ล่วง
อคติ มีฉันทาคติเป็นต้น. เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติโดยธรรม
อย่างนี้ มีพวกอำมาตย์ต่างก็วินิจฉัยคดีโดยธรรมเหมือนกัน.
เมื่อคดีทั้งหลายได้รับการวินิจฉัยโดยธรรม จึงไม่มีคดีโกงเกิดขึ้น
เพราะไม่มีคดีโกงเหล่านั้น การร้องทุกข์ ณ พระลานหลวง เพื่อ
ให้เกิดคดีก็หมดไป. พวกอำมาตย์นั่งบนบัลลังก์วินิจฉัยตลอดวัน
ไม่เห็นใคร มาเพื่อให้วินิจฉัยคดี ต่างก็ลุกกลับไป. สถานที่
วินิจฉัยคดีก็ถูกทอดทิ้ง.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเราครองราชสมบัติโดยธรรม
ไม่มีผู้คนมาให้วินิจฉัยคดี ไม่มีผู้มาร้องทุกข์ สถานที่วินิจฉัยคดี
ก็ถูกทอดทิ้ง. บัดนี้เราควรตรวจสอบโทษของตน ครั้นเรารู้ว่า
นี่เป็นโทษของเรา จักละโทษนั้นเสียประพฤติในสิ่งที่เป็นคุณ
เท่านั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็ทรงสำรวจดูว่า จะมี
ใคร ๆ พูดถึงโทษของเราบ้างหนอ ครั้นไม่ทรงเห็นใคร ๆ กล่าว
ถึงโทษ ในระหว่างข้าราชบริพารภายใน ทรงสดับแต่คำสรรเสริญ

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 5 (เล่ม 57)

คุณของพระองค์ถ่ายเดียว ทรงดำริว่า ชะรอยชนเหล่านี้ เพราะ
กลัวเราจึงไม่กล่าวถึงโทษ กล่าวแต่คุณเท่านั้น จึงทรงสอบข้า-
ราชบริพารภายนอก แม้ในหมู่ข้าราชบริพารเหล่านั้น ก็ไม่ทรง
เห็น จึงทรงสอบชาวเมืองภายในพระนคร ทรงสอบชาวบ้านที่
ทวารทั้งสี่นอกพระนคร แม้ในที่นั้นก็มิได้ทรงเห็นใคร ๆ กล่าวถึง
โทษ ทรงสดับแต่คำสรรเสริญของพระองค์ถ่ายเดียว จึงทรงดำริ
ว่า เราจักตรวจสอบชาวชนบท ทรงมอบราชสมบัติให้เหล่า
อำมาตย์ เสด็จขึ้นรถไปกับสารถีเท่านั้น ทรงปลอมพระองค์ไม่
ให้ใครรู้จัก เสด็จออกจากพระนคร พยายามสอบสวนชาวชนบท
จนเสด็จถึงภูมิประเทศชายแดน ก็มิได้ทรงเห็นใคร ๆ กล่าวถึง
โทษ ทรงสดับแต่คำสรรเสริญพระคุณ จึงทรงบ่ายพระพักตร์
สู่พระนคร เสด็จกลับตามทางหลวงจากเขตชายแดน.
ในเวลานั้น แม้พระเจ้าโกศลพระนามว่า พัลลิกะ ก็ทรง
ครอบครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงตรวจสอบหาโทษในบรรดา
ข้าราชบริพารภายในเป็นต้น มิได้ทรงเห็นใคร ๆ กล่าวถึงโทษ
เลย ทรงสดับแต่คำสรรเสริญพระคุณของพระองค์เหมือนกัน
จึงทรงตรวจสอบชาวชนบท ได้เสด็จถึงประเทศนั้น.
กษัตริย์ทั้งสอง ได้ปะจันหน้ากันที่ทางเกวียนอันราบลุ่ม
แห่งหนึ่ง ไม่มีทางที่รถจะหลีกกันได้. สารถีของพระเจ้าพัลลิกะ
จึงพูดกะสารถีของพระเจ้าพาราณสีว่า " จงหลีกรถของท่าน "
สารถีของพระเจ้าพาราณสีก็ตอบว่า " พ่อมหาจำเริญ ขอให้ท่าน

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๓ – หน้าที่ 6 (เล่ม 57)

หลีกรถของท่านเถิด บนรถนี้มีพระเจ้าพรหมทัตมหาราช ผู้
ครอบครองราชสมบัติในกรุงพาราณสีประทับนั่งอยู่ " สารถี
อีกฝ่ายหนึ่งก็พูดว่า " พ่อมหาจำเริญ บนรถนี้พระเจ้าพัลลิกะ
มหาราชผู้ครอบครองราชสมบัติแคว้นโกศลก็ประทับนั่งอยู่
ขอท่านได้โปรดหลีกรถของท่าน แล้วให้โอกาสแก่รถของพระ-
ราชาของเราเถิด "
สารถีของพระเจ้าพาราณสีดำริว่า " แม้ผู้ที่นั่งอยู่ในรถนี้
ก็เป็นพระราชาเหมือนกัน เราจะควรทำอย่างไรดีหนอ " นึกขึ้น
ได้ว่า มีอุบายอย่างหนึ่ง เราจักถามถึงวัยให้รถของพระราชาหนุ่ม
หลีกไป แล้วให้พระราชทานโอกาสแก่พระราชาแก่ ครั้นตกลงใจ
แล้ว จึงถามถึงวัยของพระเจ้าโกศลกะสารถี แล้วกำหนดไว้
ครั้นทราบว่าพระราชาทั้งสองมีวัยเท่ากัน จึงถามถึงปริมาณ
ราชสมบัติ กำลัง ทรัพย์ ยศ ชาติ โคตร ตระกูล ประเทศ
ครั้นทราบว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ครอบครองรัชสีมาประมาณ
ฝ่ายละสามร้อยโยชน์ มีกำลัง ทรัพย์ ยศ ชาติ โคตร ตระกูล
และประเทศเท่ากัน แล้วคิดต่อไปว่า เราจักให้โอกาสแก่ผู้มีศีล
จึงถามว่า " พ่อมหาจำเริญ ศีลและมารยาทแห่งพระราชาของ
ท่านเป็นอย่างไร " เมื่อเขาประกาศสิ่งที่เป็นโทษแห่งพระราชา
ของตน โดยนึกว่าเป็นคุณ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
พระเจ้าพัลลิกราชทรงชนะคนกระด้าง
ด้วยความกระด้าง ทรงชนะคนอ่อนโดยด้วยความ

6