ทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุทั้งหลายว่า พวกภิกษุพากันพำนัก
อยู่ในพระเชตวันวิหาร ด้วยความยินดีอย่างไหนเล่าหนอ ?
ได้ทรงทราบความที่พวกภิกษุเหล่านั้น ต่างมีความดำริใน
กามราคะ เกิดขึ้นในภายใน ก็ธรรมดาพระศาสดาย่อมรักษา
หมู่สาวกของพระองค์ ประดุจหญิงมีบุตรคนเดียวถนอมบุตร
ของตน ประดุจคนมีตาข้างเดียวระวังนัยน์ตาของตน ก็ปานกัน
ในสมัยใด ๆ มีเวลาเช้า เป็นต้น กองกิเลสเกิดแก่หมู่สาวกนั้น
ก็ไม่ทรงยอมให้กองกิเลสเหล่านั้น ของสาวกเหล่านั้น พอกพูน
ไปกว่านั้น ทรงข่มเสียในสมัยนั้น ๆ ทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พระองค์
จึงได้มีพระปริวิตกว่า กาลนี้ เป็นประดุจดังกาลที่เกิดพวกโจร
ขึ้นภายในพระนคร ของพระเจ้าจักรพรรดิ ฉะนั้น เราต้อง
แสดงพระธรรมเทศนาข่มกองกิเลสแล้วให้พระอรหัตผลแก่พวก
เธอในบัดนี้ทีเดียว พระองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี มีกลิ่นหอม
มีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ เรียกท่านพระอานนท์
ผู้เป็นขุนคลังแห่งธรรม ว่า "ดูก่อนอานนท์" พระเถระเจ้ารับ
พระพุทธดำรัสว่า อะไร พระเจ้าข้า ? มาถวายบังคมยืนอยู่
ตรัสว่า อานนท์ ภิกษุมีเท่าไร ที่อยู่ในกุฏิแถวหลังสุด เธอจง
ให้ประชุมกันในบริเวณคันธกุฎีทั้งหมดทีเดียว ได้ยินว่าพระองค์
ได้ทรงมีพระดำริดังนี้ว่า แม้นเราให้เรียกภิกษุ ๕๐๐ พวกนั้น
เท่านั้นมาประชุม พวกเธอจักพากันสลดใจว่า พระศาสดาทรง
ทราบความที่กองกิเลสเกิดขึ้น ในภายในของพวกเราแล้ว จักมิอาจ