ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 392 (เล่ม 56)

๒. ปัณณิกชาดก
ว่าด้วยที่พึ่งที่โทษ
[๑๐๒] "ยามเมื่อฉันมีทุกข์ ผู้ใดเล่าเป็นที่พึ่ง
ท่านผู้นั้นคือบิดาของฉัน กำลังประทุษร้ายฉัน
ในป่า ฉันจะร้องหาใครในกลางป่า ท่านผู้จะช่วย
ได้กลับทำกรรมอันสาหัสเสียเอง"
จบ ปัณณิกชากดกที่ ๒
อรรถกถาปัณณิกชาดกที่ ๒
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภอุบาสกพ่อค้าผักผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี
คำเริ่มต้นว่า โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณํ ดังนี้.
ได้ยินว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีนั้น ขายผักต่าง ๆ มี
ฝักข้าวเป็นต้น และผักผลมีน้ำเต้า และผักเป็นต้นเลี้ยงชีวิต
เขามีธิดาคนหนึ่ง รูปร่างงดงาม แจ่มใส สมบูรณ์ด้วยมารยาท
และความประพฤติ ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ เสียอย่างเดียวที่
ชอบหัวเราะหน้ารื่นอยู่เสมอ เมื่อสกุลที่คู่ควรพากันมาสู่ขอนาง
เขาคิดว่า การสู่ขอรายนี้กำลังดำเนินไป ส่วนลูกสาวเราคนนี้
หัวเราะหน้ารื่นอยู่เป็นประจำ ก็เมื่อนางกุมารียังไม่มีสมบัติ

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 393 (เล่ม 56)

ลูกผู้หญิง ไปสู่ตระกูลผัว ย่อมเป็นที่ครหาถึงมารดาบิดาได้
เราต้องทดลองลูกเราดูว่า มีกุมาริกาธรรมหรือยังไม่มี วันหนึ่ง
เขาให้ธิดาถือกระเช้า ไปป่าเพื่อเก็บผักในป่า แล้วทำเป็นถูก
กิเลสรัดรึงด้วยมุ่งจะทดลอง พลางกล่าวถ้อยคำเล้าโลม แล้วจับ
มือนางไว้ พอนางถูกจับมือเท่านั้น ก็ร้องไห้คร่ำครวญกล่าวว่า
พ่อจ๋าเรื่องนี้ไม่มีควรเลย เป็นเช่นกับความปรากฏขึ้นแห่งไฟ
จากน้ำ พ่ออย่าทำอย่างนี้เลย เขากล่าวว่า ลูกรัก พ่อจับมือเจ้า
เพื่อจะลองดู จงบอกพ่อซิลูกว่า เดี๋ยวนี้เจ้ามีกุมาริกาธรรมแล้ว
นางตอบว่า มีจ้ะพ่อ เพราะฉันไม่เคยมองผู้ชายคนไหน ด้วยคิด
อยากจะได้เลย เขาปลอบธิดาแล้วทำการมงคล ส่งตัวไปสู่
ตระกูลผัว คิดว่า เราจักถวายบังคมพระศาสดา ถือของหอม
และดอกไม้เป็นต้น ไปพระเชตวันมหาวิหาร ถวายบังคมพระ-
ศาสดา บูชาแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อมีพระพุทธดำรัสว่า
นานอยู่นะที่ท่านมา จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก กุมาริกาถึงพร้อมด้วยมารยาทและ
ศีลมานานแล้วเทียว อนึ่งท่านมิใช่เพิ่งจะทดลองนางอย่างนี้ใน
บัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็เคยทดลองมาแล้วเหมือนกัน เขา
กราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา
ในป่า เรื่องราวมีว่า ครั้งนั้นในพระนครพาราณสี มีพ่อค้า

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 394 (เล่ม 56)

ผักคนหนึ่ง ดังนี้ต่อนี้ไป เช่นเดียวกันกับเรื่องปัจจุบันนั่นแหละ ผิด
กันแต่ตอนที่นางพอถูกเขาจับมือ เพื่อลองใจ ก็ร่ำไห้กล่าวคาถานี้ว่า
"ยามเมื่อฉันมีทุกข์ ท่านผู้ใดเล่าเป็นที่พึ่ง
ท่านผู้นั้นคือบิดาของฉัน กำลังประทุษร้ายฉัน
ในป่า ฉันจะร่ำร้องหาใครในกลางป่า ท่านผู้จะ
ช่วยได้กลับทำกรรมอันสาหัสเสียเอง" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณํ
ความว่า ในยามเมื่อทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจมาพ้องพาน ท่าน
ผู้ใดพึงเป็นผู้ต้านทาน คือเป็นที่พำนัก.
บทว่า โส เม ปิตา ทุพฺภิ วเน กโรติ ความว่า ท่านผู้นั้น
คือบิดาของฉัน คอยช่วยป้องกันต้านทุกข์ให้ กำลังกระทำกรรม
อันตัดเยื่อใยไมตรี อันน่าบัดสีเช่นนี้ในป่านี้เสียเอง คือกำลังคิด
เพื่อจะกระทำการล่วงเกินธิดาที่ตนให้กำเนิดเกิดมา.
ด้วยบทว่า กสฺส กนฺทามิ นี้ นางแสดงความว่า ฉันจะ
ร้องไห้หาใคร คือใครจักมาเป็นที่พึ่งให้ฉัน.
บทว่า โย ตายิตา โส สหสา กโรติ ความว่า ท่านผู้ใดเล่า
ที่จะปกป้องคุ้มครองฉัน ควรจะเป็นที่พึ่งพำนักได้ ท่านผู้นั้นคือ
บิดาคนเดียว กำลังการทำกรรมอันน่าบัดสี.
ครั้งนั้นผู้เป็นบิดา จึงปลอบนาง แล้วถามว่า แม่คุณ เจ้า
รักษาตนได้แล้วหรือ ? นางตอบว่า จ้ะพ่อ ฉันรักษาตนเองได้

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 395 (เล่ม 56)

เขาก็พานางมาเรือน ประดับตกแต่ง ทำการมงคลแล้วส่งไปสู่
สกุลผัว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจะ เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นบิดาในครั้งนี้ ธิดาก็
คงมาเป็นธิดา ส่วนรุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์นั้นโดยประจักษ์
ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปัณณิกชาดกที่ ๒

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 396 (เล่ม 56)

๓. เวริชาดก
การอยู่ร่วมกับบุคคลที่เป็นไพรี
[๑๐๓] "ไพรีอาศัยอยู่ในที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่
ในที่นั้น บุคคลอยู่ในพวกไพรี คืนหนึ่งหรือ
สองคืน ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ดังนี้.
จบ เวริชาดกที่ ๓
อรรถกกถาเวริชาดกที่ ๓
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า ยตฺถ เวรี นิวีสติ ดังนี้.
ได้ยินว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไปสู่หมู่บ้านส่วยแล้ว
กำลังเดินมา พบพวกโจรในระหว่างทาง คิดว่า ไม่ควรพักแรม
ในระหว่างทาง ต้องไปให้ถึงพระนครสาวัตถีทีเดียว แล้วขับ
ฝูงโคมาถึงพระนครสาวัตถีโดยรวดเร็ว รุ่งขึ้นไปสู่พระวิหาร
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
คฤหบดี แม้ในปางก่อน บัณฑิตพบโจรในระหว่างทาง ไม่ค้างแรม
ในระหว่างทาง ไปจนถึงที่อยู่ของตนทีเดียว ท่านอนาถบิณฑิกะ
กราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 397 (เล่ม 56)

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี มี
สมบัติมาก ไปสู่ที่รับเชิญในหมู่บ้าน เพื่อการบริโภค เมื่อเดินทาง
กลับ พบพวกโจรในระหว่างทาง ไม่หยุดในระหว่างทางเลย
รีบขับโคทั้งหลาย มาสู่เรือนของตนทีเดียว บริโภคอาหารด้วย
รสอันเลิศ นั่งเหนือที่นอนอันมีราคามาก ดำริว่า เราพ้นจาก
เงื้อมมือโจร มาสู่เรือนตนอันเป็นที่ปลอดภัย แล้วกล่าวคาถานี้
ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า :-
" ไพรีอาศัยอยู่ในที่ใด บัณฑิตไม่พึงอยู่
ในที่นั้น บุคคลอยู่ในพวกไพรี คืนหนึ่งหรือ
สองคืน ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวรี ได้แก่บุคคลผู้เพียบพร้อม
ด้วยเจตนาคิดก่อเวร.
บทว่า นิวีสติ แปลว่า ย่อมพำนักอยู่
บทว่า น วเส ตตฺถ ปณฺฑิโต ความว่า บุคคลผู้เป็นไพรีนั้น
พำนัก คืออาศัยอยู่ในที่ใด บัณฑิตคือท่านผู้ประกอบด้วยคุณเครื่อง
ความเป็นบัณฑิต ไม่ควรอยู่ในที่นั้น.
เพราะเหตุไร ?
เพราะบุคคลอยู่ในกลุ่มไพรี คืนหนึ่งหรือสองคืน ย่อมอยู่
เป็นทุกข์ ขยายความว่า บุคคลเมื่ออยู่ในกลุ่มของไพรี แม้วันเดียว
สองวัน ก็ชื่อว่าอยู่เป็นทุกข์ทั้งนั้น.

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 398 (เล่ม 56)

พระโพธิสัตว์ เปล่งอุทานด้วยประการฉะนี้ กระทำบุญ
มีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า ในครั้งนั้น เราตถาคตแล ได้เป็นเศรษฐีเมืองพาราณสี
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเวริชาดกที่ ๓

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 399 (เล่ม 56)

๔. มิตตวินทชาดก
โทษของผู้ลุอำนาจความปรารถนา
[๑๐๔] "ผู้ที่มีความปราถนาเกินส่วน มีอยู่ ๔
ก็ต้องการ ๘ มี ๘ ก็ต้องการ ๑๖ มี ๑๖ ก็ต้องการ
๓๒ บัดนี้มาได้รับกงจักรกรด กรจักรกรดพัด
อยู่เหนือศีรษะ ของคนผู้ลุอำนาจความปราถนา"
จบ มิตตวินทชาดกที่ ๔
อรรถกถามิตตวินทชาดกที่ ๔
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า จพุพฺภิ อฏฺฐชฺฌคมา ดังนี้.
เรื่องราวพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้วในมิตตวินทชาดก
ในหนหลัง ส่วนชาดกนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดในกาลแห่งพระพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่า กัสสปะ ก็ในกาลครั้งนั้น เนรยิกสัตว์ตนหนึ่ง
ทูลจักรกรดไว้ไหม้อยู่ในนรก ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านเจ้าข้า
ข้าพเจ้าได้กระทำบาปกรรมอะไรไว้เล่าหนอ ? พระโพธิสัตว์
กล่าวว่า เจ้าได้กระทำบาปกรรมนี้ ๆ แล้วกล่าวคาถา ความว่า :-

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 400 (เล่ม 56)

" ผู้ที่มีความปรารถนาเกินส่วน มีอยู่ ๔
ก็ต้องการ ๘ มี ๘ ก็ต้องการ ๑๖ มี ๑๖ ก็ต้องการ
๓๒ บัดนี้มาได้รับกงจักรกรด กรงจักกรดพัด
อยู่เหนือศีรษะ ของคนผู้ลุอำนาจความปรารถนา
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุพฺภิ อฏฺฐชฺฌคมา ความว่า
เจ้าได้เวมานิกเปรต ๔ นางในระหว่างสมุทร ยังไม่พอใจด้วย
นางเหล่านั้น จึงเดินมุ่งต่อไปข้างหน้า ด้วยปรารถนาเกินส่วน
ได้ครอบครองนางทั้ง ๘ อีก แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้
เหมือนกัน.
บทว่า อตฺริจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า เจ้าไม่พอใจด้วย
ลาภของตนอย่างนี้ ยังปรารถนาเกินส่วน คือต้องการต่อไปไม่
รู้หยุด มุ่งลาภข้างหน้าต่อไป คราวนี้จึงมาโดนจักรกรด คือถึง
จักรกรดนี้ เจ้านั้นอันความปรารถนากำจัดเสียแล้ว คือ ถูก
ตัณหาความทะยานอยาก กำจัด คือเข้าไปตัดรอนเสียแล้ว จักรกรด
จึงพัดผันบนหัวเจ้า ในจักรทั้งสอง คือจักรหินเละจักรเหล็ก
พระโพธิสัตว์เห็นจักรเหล็กคมปานมีดโกน พัดผันอยู่บนหัวของ
เขาด้วยสามารถแห่งการพัดหมุนเวียนต่อเนื่องกันไป จึงกล่าว
อย่างนี้.
ก็และครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็กลับไปสู่เทวโลกของตน.

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 401 (เล่ม 56)

แม้เนรยิกสัตว์นั้น เมื่อบาปของตนสิ้นแล้ว ก็ไปตาม
ยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า มิตตวินทกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้ว่ายาก ส่วน
เทวบุตรได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามิตตวินทชาดกที่ ๔

401