ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 322 (เล่ม 56)

ในการไม่พิจารณาปัจจัยแล้วใช้สอย ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมดาภิกษุได้รับปัจจัย ๔ แล้ว ไม่พิจารณาบริโภคไม่ควรเลย
เพราะฉะนั้น จำเดิมแต่นี้ พวกเธอต้องพิจารณาแล้วจึงค่อยบริโภค
เมื่อทรงแสดงวิธีพิจารณา ทรงวางแบบแผนไว้ โดยนัยมีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่งภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณา โดยแยบคาย
แล้ว จึงใช้สอยจีวร ฯลฯ เพื่อต้องการปกปิดอวัยวะที่น่าละอาย
แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพิจารณาปัจจัย ๔ อย่างนี้
แล้วบริโภค ย่อมสมควร ขึ้นชื่อว่าการไม่พิจารณาแล้วบริโภค
เป็นเช่นกับบริโภคยาพิษที่ร้ายแรงยิ่งใหญ่ ด้วยว่าคนในครั้งก่อน
ไม่พิจารณา ไม่รู้โทษ บริโภคยาพิษ ผลที่สุดต้องเสวยทุกข์
ใหญ่หลวง ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ตระกูล
หนึ่ง เจริญวัยแล้วเป็นนักเลงสกา ครั้นเวลาต่อมามีนักเลงสกา-
โกงอีกคนหนึ่ง เล่นกับพระโพธิสัตว์ เมื่อตนเป็นฝ่ายชนะก็ไม่
ทำลายสนามเล่น แต่ในเวลาแพ้ ก็เอาลูกสกาใส่เสียในปาก
กล่าวว่า ลูกสกาหายเสียแล้ว พาลเลิกหลีกไป. พระโพธิสัตว์
ทราบเหตุของเขา คิดว่า ช่างเถิด เราจักหาอุบายแก้เผ็ดในเรื่องนี้
ดังนี้แล้ว รวบเอาลูกสกาไป ย้อมด้วยยาพิษอย่างแรงในเรือน
ของตน แล้วตากให้แห้ง บ่อย ๆ ครั้ง แล้วนำเอาลูกสกาเหล่านั้น
ไปสู่สำนักของเขา กล่าวว่า มาเถิดเพื่อน เราเล่นสกากันเถิด.

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 56)

เขารับคำว่า ดีละเพื่อน จัดแจงสนามเล่น เล่นกับพระโพธิสัตว์
เรื่อยไป พอเวลาตนแพ้ ก็เอาลูกสกาลูกหนึ่งใส่ปากเสีย ครั้น
พระโพธิสัตว์เห็นเขาทำอย่างนั้น เพื่อจะท้วงว่า กลืนเข้าไปเถิด
ภายหลังเจ้าจักรู้ว่า นี้มันชื่อนี้ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า
"บุรุษกลืนลูกสกาอันเคลือบด้วยยาพิษ
อย่างแรง ยังไม่รู้ตัว ดูก่อนเจ้าคนร้าย เจ้านักเลง
ชั่ว จงกลืนเถิด จงกลืนกินเข้าไปเถิด ภายหลัง
ผลร้ายจักมีแก่เจ้า" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลิตฺตํ ความว่า ลูกสกาที่เคลือบ
ไว้แล้ว ย้อมไว้แล้ว.
บทว่า ปรเมน เตชสา ความว่า ด้วยยาพิษอันร้ายแรง
สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์เดชอันสูง.
บทว่า คิลํ แปลว่า กลืน.
บทว่า อกฺขํ แปลว่า ลูกสกา.
บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตัวว่าเมื่อเรากลืนลูกสกา
นี้อยู่ ชื่อว่าต้องกระทำกรรมนี้.
บทว่า คิล เร ความว่า กลืนเถิดเจ้าคนร้าย.
พระโพธิสัตว์กล่าวย้ำซ้ำเตือนอีกว่า คิล จงกลืน.
บทว่า ปุจฺฉา เต กฏุกํ ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อเจ้ากลืน
ลูกสกานี้ไปแล้ว ภายหลังพิษอันร้ายแรงจักมี.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 56)

ขณะเมื่อพระโพธิสัตว์กำลังพูดอยู่นั่นแหละ เขาสลบไป
แล้วด้วยกำลังของยาพิษ นัยน์ตากลับ คอตก ล้มฟาดลง พระ-
โพธิสัตว์คิดว่า ควรจะให้ชีวิตเป็นทานแม้แก่เขา จึงให้ยาสำรอก
ที่ปรุงด้วยโอสถจนสำรอกออกมา และให้กินเนยใส น้ำอ้อย น้ำผึ้ง
และน้ำตาลกรวด เป็นต้น ทำให้หายโรค แล้วสั่งสอนว่า อย่าได้
กระทำกรรมเห็นปานนี้อีก ดังนี้แล้วกระทำบุญมีทานเป็นต้น
ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการไม่พิจารณาแล้วบริโภค ย่อม
เป็นเช่นกับการบริโภคยาพิษ อันตนเคยกระทำไว้ แล้วทรง
ประชุมชาดกว่า นักเลงผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้มาเป็นเรา
ตถาคต ส่วนนักเลงโกง จะไม่กล่าวถึงในเรื่องนี้ เหมือนอย่าง
ผู้ใดไม่ปรากฏในกาลนี้ ผู้นั้นก็ไม่กล่าวถึงในเรื่องทั้งปวง ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาลิตตชาดกที่ ๑

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 56)

๒. มหาสารชาดก
ว่าด้วยลักษณะของผู้ที่เหมาะสมกับเหตุการณ์
[๙๒] "ยามคับขันย่อมปรารถนาผู้กล้าหาญ
ยามปรึกษาการงาน ย่อมปรารถนาคนไม่พูด-
พล่าม ยามมีข้าวน้ำย่อมปรารถนาคนอันเป็นที่รัก
แห่งตน ยามต้องการเหตุผล ย่อมปรารถนา
บัณฑิต"
จบ มหาสารชาดกที่ ๒
อรรถกถามหาสารชาดกที่ ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภพระอานันทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า อุกกฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ ดังนี้.
สมัยหนึ่ง เหล่าพระสนมของพระเจ้าโกศลคิดกันว่า ขึ้น
ชื่อว่า การเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาพหาได้ยาก
การกลับได้เกิดเป็นมนุษย์ และความเป็นผู้มีอายตนะบริบูรณ์เล่า
ก็หาได้ยากเหมือนกัน อนึ่งพวกเราแม้จะได้พบความพร้อมมูล
แห่งขณะซึ่งหาได้ยากนี้ ก็ไม่ได้เพื่อจะไปสู่พระวิหาร ฟังธรรม
หรือกระทำการบูชา หรือให้ทานตามความพอใจของตนได้ ต้อง

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 56)

อยู่กันเหมือนถูกเก็บเข้าไว้ในหีบ พวกเราจักกราบทูลพระราชา
ให้ทรงพระกรุณาโปรดนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งสมควร
แสดงธรรมโปรดพวกเรา จักพากันฟังธรรมในสำนักของท่าน
ข้อใดที่พวกเราต้องศึกษา ก็จักพากันเรียนข้อนั้นจากท่าน พากัน
บำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้ การได้เฉพาะ
ซึ่งขณะนี้ของพวกเรา จักมีผล พระสนมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พากัน
เข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลเหตุที่คบคิดกัน พระราชาทรงรับสั่ง
ว่าดีแล้ว ครั้นวันหนึ่ง มีพระประสงค์จะทรงเล่นอุทยาน รับสั่ง
ให้เรียกนายอุทยานบาลมาเฝ้า ตรัสว่า เจ้าจงชำระอุทยาน
นายอุทยานบาล เมื่อจะชำระอุทยาน พบพระศาสดาประทับนั่ง
ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง รีบไปสู่ราชสำนัก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ อุทยานสะอาดราบรื่นแล้ว ก็แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่งในอุทยานนั้น พระเจ้าข้า. พระราชา
ตรัสว่า ดีแล้วสหาย เราจักไปฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา
เสด็จขึ้นราชรถทรง อันประดับแล้วเสด็จไปสู่พระอุทยาน ได้
เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา.
ก็ในสมัยนั้น อุบาสกผู้เป็นพระอนาคามีผู้หนึ่ง ชื่อว่า
ฉัตตปาณี นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา. พระราชา
เห็นฉัตตปาณีอุบาสกแล้วเกิดระแวง ประทับหยุดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วทรงพระดำริว่า ถ้าบุรุษผู้นี้เป็นคนชั่วละก็คงไม่นั่งฟังธรรม
ในสำนักของพระศาสดา ชะรอยบุรุษผู้นี้จักไม่ใช่คนชั่ว แล้ว

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 327 (เล่ม 56)

เสด็จเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วเสด็จประทับนั่ง ณ
ส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกมิได้กระทำการรับเสด็จ หรือการถวาย
บังคม ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระราชา
จึงไม่ทรงพอพระทัยฉัตตปาณีอุบาสก. พระศาสดาทรงทราบความ
ที่พระราชาไม่ทรงพอพระทัยอุบาสก จึงตรัสคุณของอุบาสกว่า
มหาบพิตร ผู้นี้เป็นอุบาสก. เป็นพหูสูต คงแก่เรียน ปราศจาก
ความกำหนัดในกาม พระราชาทรงพระดำริว่า พระศาสดา
ทรงทราบคุณของผู้ใด ต้องเป็นคนไม่ต่ำ จึงตรัสว่า อุบาสก
ท่านต้องการสิ่งใด ก็ควรบอกได้ อุบาสกรับสนองพระดำรัสว่า
ดีแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับพระธรรม ในสำนักของ
พระศาสดาแล้ว ทรงกระทำปทักษิณพระศาสดา แล้วเสด็จกลับไป.
วันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดพระแกล ประทับยืน ณ ปราสาท
ชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นอุบาสกนั้น บริโภคอาหารเย็นแล้ว
ถือร่มเดินไปสู่พระเชตวัน ก็รับสั่งให้ราชบุรุษไปเชิญมาเฝ้า
แล้วตรัสอย่างนี้ว่า อุบาสก ได้ยินว่า ท่านเป็นพหูสูต พวกหญิง
ของเรา ต้องการจะฟังและต้องการจะเรียนธรรม พึงเป็นการดี
หนอ ธรรมดาคฤหัสถ์ทั้งหลาย ไม่เหมาะสมที่จะแสดงธรรม
หรือบอกธรรมในพระราชสถานฝ่ายใน เรื่องนั้นเหมาะแก่พระ-
ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเท่านั้น พระเจ้าข้า. พระราชาทรงพระดำริว่า
อุบาสกนี้พูดจริง ทรงส่งท่านไป รับสั่งให้หาพระสนมมาเฝ้า
มีพระดำรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราจะไปสู่สำนักพระศาสดา

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 328 (เล่ม 56)

กราบทูลขอภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อแสดงธรรมและบอกธรรมแก่พวกเธอ
ในพระมหาสาวกทั้ง ๘๐ องค์ เราจักทูลขอองค์ไหนดี. พระสนม
ทั้งหมดปรึกษากัน กราบทูลถึงพระอานนทเถระผู้เป็นคลังพระ-
ธรรมองค์เดียว พระราชาก็เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดา ถวาย
บังคมแล้วประทับ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พลางกราบทูลอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกหญิงในวังของหม่อมฉัน ปรารถนา
จะฟังและเรียนธรรมในสำนักของพระอานนทเถระ จะพึงเป็น
การดีหนอพระเจ้าข้า ถ้าพระเถระพึงแสดงธรรม พึงบอกธรรม
ในวังของหม่อมฉัน พระศาสดาทรงรับคำว่า ดีแล้ว มหาบพิตร
แล้วตรัสสั่งพระเถระเจ้า จำเดิมแต่นั้นพระสนมของพระราชา
ก็พากันฟังและเรียนธรรมในสำนักของพระเถระเจ้า.
ภายหลังวันหนึ่ง พระจุฬามณีของพระราชาหายไป. พระ-
ราชาทรงทราบความที่พระจุฬามณีนั้นหายไป ทรงบังคับพวก
อำมาตย์ว่า พวกเจ้าจงจับมนุษย์ผู้รับใช้ภายในทั้งหมด บังคับ
ให้นำจุฬามณีคืนมาให้ได้ พวกอำมาตย์สืบถามพระจุฬามณี
ตั้งต้นแต่มาตุคาม ก็ไม่ได้ความ ทำให้มหาชนพากันลำบาก ใน
วันนั้น พระอานันทเถระเจ้าเข้าสู่พระราชวัง พวกพระสนม
เหล่านั้น ก่อน ๆ พอเห็นพระเถระเจ้าเท่านั้น ก็พากันร่าเริงยินดี
ตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียนธรรม หาได้กระทำอย่างนั้นไม่ ทุก ๆ คน
ได้พากันโทมนัสไปทั่วหน้า ครั้นพระเถระถามว่า เหตุไรพวกเธอ
จึงพากันเป็นเช่นนี้ ในวันนี้ ก็พากันกราบเรียนอย่างนี้ว่า ข้าแต่

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 329 (เล่ม 56)

พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกอำมาตย์กล่าวว่า พวกเราจักค้นหา
พระจุฬามณีของพระราชา พากันจับพวกมาตุคามไว้ ทำให้
คนใช้สอยข้างในลำบากไปตาม ๆ กัน พวกดิฉันก็ไม่ทราบว่า
ใครจักเป็นอย่างไร ? เหตุนั้น พวกดิฉันจึงพากันกลุ้มใจเจ้าค่ะ
พระเถระกล่าวปลอบพวกนางว่า อย่าคิดมากไปเลย ดังนี้แล้ว
ไปสู่สำนักพระราชา นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ถวายพระพรถามว่า
มหาบพิตร ได้ทราบว่า แก้วมณีของมหาบพิตรหายไปหรือ ?
พระราชารับสั่งว่า ขอรับ พระคุณเจ้าผู้เจริญ.
ถวายพระพรว่า ก็มหาบพิตรไม่ทรงสามารถจะให้ใคร
นำพาคืนได้หรือ ขอถวายพระพร ?
รับสั่งว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าสั่งให้จับคนข้างใน
ทุกคน ถึงจะทำให้ลำบาก ก็ยังไม่อาจให้นำมาได้ ขอรับ.
ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อุบายที่จะไม่ต้องให้มหาชน
ลำบาก แล้วให้เขานำมาคืน ยังพอมีอยู่ ขอถวายพระพร.
รับสั่งว่า เป็นอย่างไร พระคุณเจ้า ?
ถวายพระพรว่า บิณฑทานซิ มหาบพิตร.
รับสั่งถามว่า บิณฑทานเป็นอย่างไร ขอรับ ?
ถวายพระพรว่า มหาบพิตรมีความสงสัยคนมีประมาณ
เท่าใด ก็จับคนเหล่านั้นเท่านั้น แล้วให้ฟ่อนฟาง หรือก้อนดิน
ไปคนละฟ่อน หรือคนละก้อน บอกว่า เวลาย่ำรุ่ง ให้นำฟ่อนฟาง
หรือก้อนดินนี้มาโยนทิ้งไว้ที่ตรงโน้น ผู้ใดเป็นคนเอาไป ผู้นั้น

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 330 (เล่ม 56)

จักซุกจุฬามณีไว้ในฟ่อนฟางหรือก้อนดินนั้น นำมาโยนไว้ ถ้า
พากันเอามาโยนให้ในวันแรกทีเดียว นั่นเป็นความดี ผิไม่นำมา
โยนให้ ก็พึงกระทำอย่างนั้นแหละต่อไป แม้ในวันที่สองที่สาม
ด้วยวิธีนี้มหาชนจักไม่ต้องพลอยลำบากด้วย จักต้องได้แก้วมณี
ด้วย ขอถวายพระพร ครั้นถวายพระพรอย่างนี้แล้ว พระเถระเจ้า
ก็ถวายพระพรลาไป.
พระราชาได้รับสั่งให้พระราชทาน โดยนัยที่พระเถระเจ้า
ถวายพระพรไว้ตลอด ๓ วัน ไม่มีใครนำแก้วมณีมาคืนเลย ใน
วันที่ ๓ พระเถระเจ้าก็มาถวายพระพรถามว่า มหาบพิตร ใคร
เอาแก้วมณีมาโยนให้แล้วหรือ ?
รับสั่งว่า ยังไม่มีใครนำมาโยนให้เลย ขอรับ.
ถวายพระพรว่า ถ้าเช่นนั้น มหาบพิตรจงโปรดรับสั่งให้
ตั้งตุ่มใหญ่ไว้ในที่กำบังในท้องพระโรงใหญ่นั่นแหละ ให้ตักน้ำ
ใส่ให้เต็ม ให้วงม่าน แล้วรับสั่งว่า พวกมนุษย์ที่รับใช้ข้างใน
ทุกคนและพวกสตรี จงห่มผ้าเข้าไปในม่านทีละคน ๆ จงล้างมือเสีย
แล้วออกมา. พระเถระเจ้าถวายพระพรบอกอุบายนี้แล้ว ก็ถวาย
พระพรลาหลีกไป. พระราชารับสั่งให้กระทำอย่างนั้น. คนที่
ขโมยแก้วมณีไป ได้คิดว่า พระเถระเจ้าผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก
มาคุมอธิกรณ์เรื่องนี้ ยังไม่ได้แก้วมณี จักระบุตัวได้ คราวนี้
เราควรจะทิ้งแก้วนั้น แล้วถือเอาแก้วซ่อนไว้มิดชิด เข้าไปภายใน
ม่าน ทิ้งไว้ในตุ่มแล้วรีบออก ในเวลาออกกันหมดทุกคนแล้ว

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 331 (เล่ม 56)

พวกราชบุรุษเทน้ำทิ้ง ได้เห็นแก้วมณี พระราชาทรงดีพระทัย
ว่า เราอาศัยพระเถระเจ้า มิต้องให้มหาชนลำบากเลย ได้แก้วมณี
แล้ว ถึงพวกมนุษย์ที่เป็นพวกรับใช้ฝ่ายใน ก็พากันยินดีว่า
พวกเราพากันอาศัยพระเถระเจ้า พากันพ้นจากทุกข์อันใหญ่หลวง
อานุภาพของพระเถระเจ้าที่ว่า พระราชาทรงได้พระจุฬามณี
ด้วยอานุภาพของพระเถระเจ้า ลือชาปรากฏไปในพระนครทั้งสิ้น
และในภิกษุสงฆ์.
พวกภิกษุนั่งประชุมกันในธรรมสภา พรรณนาคุณของ
พระเถระเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระอานนทเถระไม่ต้องให้
มหาชนลำบาก ใช้อุบายเท่านั้น แสดงแก้วมณีให้พระราชาได้
เพราะท่านเป็นพหูสูต เป็นบัณฑิต และเป็นผู้ฉลาดในอุบาย
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูล
ให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า มิใช่อานนท์ผู้เดียวที่แสดงภัณฑะอัน
ตกถึงมือผู้อื่นได้ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลาย
มิต้องให้มหาชนลำบากเลย ใช้แต่อุบายเท่านั้น ก็แสดงภัณฑะ
อันตกถึงมือสัตว์ดิรัจฉานได้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกอย่างแล้ว
ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้นแหละ อยู่มา

331