ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 56)

๙. กุหกชาดก
ว่าด้วยดาบสเจ้าเล่ห์
[๘๙] " น้อยหรือถ้อยคำของเจ้า ช่างสละสลวย
พูดจาน่านับถือจริง ๆ เจ้าข้องใจในวัตถุเพียง
เส้นหญ้า แต่เมื่อขโมยทองร้อยแท่งไปไม่ข้องใจ
เลยนะ "
จบ กุหกชาดกที่ ๙
อรรถกถากุหกชาดกที่ ๘
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้มักหลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า วาจาว กิร เต อาสิ ดังนี้.
เรื่องการหลอกลวง จักปรากฏแจ้งในอุททาลชาดก.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี ชฎิลโกงผู้หนึ่งเป็นดาบสหลอกลวง อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
ตำบลหนึ่ง กุฎุมพีคนหนึ่ง ช่วยสร้างศาลาในป่าให้ดาบสนั้น
ให้ดาบสอยู่ในบรรณศาลา ปรนนิบัติด้วยอาหารอันประณีต
ในเรือนของตน เขาเชื่อดาบสโกงนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีศีล
นำเอาทองพันแท่งไปยังศาลาของดาบส ฝังไว้ในแผ่นดิน เพราะ

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 56)

กลัวโจร กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าพึงดูแล
ทองนี้ด้วย. ครั้งนั้น ดาบสกล่าวกะเขาว่า คุณ ! การพูดแบบนี้
แก่พวกที่ได้นามว่า บรรพชิตไม่สมควรเลย ขึ้นชื่อว่า ความโลภ
ในสิ่งของของผู้อื่น ของพวกเราไม่มีเลย เขากล่าวว่า ดีละ พระ-
คุณเจ้าผู้เจริญ เชื่อถ้อยคำของดาบส แล้วหลีกไป ดาบสชั่วคิดว่า
เราอาจเลี้ยงชีพด้วยทรัพย์มีประมาณเท่านี้ได้ ล่วงไปได้สอง-สาม
วัน ก็ยักเอาทองนั้นไปไว้ ณ ที่หนึ่งระหว่างทาง ย้อนมาเข้าไป
ยังบรรณศาลา พอวันรุ่งขึ้น ทำภัตกิจในเรือนของกุฎุมพีแล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ พวกเราอาศัยท่านอยู่นานแล้ว ความ
พัวพันกันกับพวกมนุษย์ย่อมมี ก็ธรรมดาว่า ความพัวพันเป็น
มลทินของบรรพชิต เพราะฉะนั้นอาตมาจะขอลาไป แม้กุฏุมพี
จะอ้อนวอนแล้ว ๆ เล่า ๆ ก็ไม่ปรารถนาจะกลับ ครั้งนั้นกุฎุมพี
จึงกล่าวกะดาบสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็นิมนต์ไปเถิด พระคุณเจ้า-
ข้า ดังนี้แล้ว ตามไปส่งจนถึงประตูบ้านแล้วจึงกลับ ดาบสเดิน
ไปได้หน่อยหนึ่ง คิดว่า เราควรจะลวงกุฎุมพีนี้ ก็เอาหญ้าวางไว้
ระหว่างชฎา ย้อนกลับไป กุฏุมพีถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ
พระคุณเจ้ากลับมาทำไม ขอรับ ? ตอบว่า ผู้มีอายุ หญ้าเส้น
หนึ่ง เกี่ยวชฎาของฉันไป จากชายคาเรือนของพวกท่าน ขึ้น
ชื่อว่า อทินนาทาน ไม่สมควรแก่บรรพชิต อาตมาจึงรีบนำมัน
กลับมา กุฎุมพีกล่าวว่า จงทิ้งมันเสีย แล้วนิมนต์ไปเถิดครับ
เสื่อมใสว่า พระดาบสไม่ถือเอาสิ่งของ ๆ ผู้อื่น ซึ่งแม้เพียง

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 56)

เส้นหญ้า โอ พระคุณเจ้าของเรา เคร่งครัดจริง ดังนี้กราบแล้ว
ส่งพระดาบสไป.
ก็ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ไปยังชนบทชายแดนเพื่อต้องการ
สิ่งของ อาศัยพักแรมในบ้านกุฎุมพี ท่านฟังคำของดาบสแล้ว
คิดว่า ดาบสร้ายผู้นี้ จักต้องถือเอาอะไร ๆ ของกุฎุมพีนี้ไป
เป็นแน่ จึงถามกุฎุมพีว่า ก่อนสหาย ท่านได้ฝากฝังอะไร ๆ
ไว้ในสำนักของดาบสนั้น มีหรือไม่ ? กุฎุมพีตอบว่า มีอยู่สหาย
เราฝากฝังทองไว้ ๑๐๐ แท่ง. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น
ท่านจงรีบไปตรวจตราดูทองนั้นเถิด เขาไปบรรณศาลาไม่เห็น
ทองนั้น รีบกลับมาบอกว่า ทองไม่มี สหาย. พระโพธิสัตว์บอกว่า
ทองของท่านผู้อื่นไม่ได้เอาไปดอก ดาบสร้ายนั้นคนเดียวเอาไป
มาเถิด เรามาช่วยกันติดตามจับดาบสนั้น แล้วรีบตามไป จับ
ดาบสโกงได้ ทุบบ้าง เตะบ้าง ให้นำเอาทองมาคืน แล้วจับไว้.
พระโพธิสัตว์เห็นทองแล้วกล่าวว่า ดาบสนี่ขโมยทอง ๑๐๐ แท่ง
ยังไม่ข้องใจ ไพล่มาข้องใจในเรื่องเพียงเส้นหญ้า เมื่อจะติเตียน
ดาบสนั้น กล่าวคาถานี้ ความว่า :-
" น้อยหรือถ้อยคำของเจ้า ช่างสละสลวย
พูดจาน่านับถือจริง ๆ เจ้าข้องใจในวัตถุเพียง
เส้นหญ้า แต่เมื่อขโมยทองร้อยแท่งไป ไม่ต้องใจ
เลยนะ " ดังนี้.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 56)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาจาว กิร เต อาสิ สณฺหา
สขิลภาณิโน ความว่า เมื่อท่านกล่าวคำอ่อนหวานน่านับถืออยู่
อย่างนี้ว่า การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แม้เพียงเส้นหญ้า
ก็ไม่ควรแก่พวกบรรพชิต ดังนี้ ถ้อยคำของท่านนั้นอ่อนหวาน
น้อยอยู่เมื่อไร อธิบายว่า คำพูดของท่านนั้น เกลี้ยงเกลาแท้ ๆ.
บทว่า ติณมตฺเต อสชฺชิตฺโถ ความว่า ดูก่อนชฎิลโกง
ท่านทำความรำคาญ (เคร่ง) ในเส้นหญ้าเส้นเดียว ดูติดใจข้องใจ
เกาะเกี่ยวเสียจริง ๆ แต่เมื่อท่านขโมยทอง ๑๐๐ แท่งนี้ ช่างไม่
ติดใจ ช่างหมดข้อข้องใจเลยทีเดียว.
พระโพธิสัตว์ ครั้นติเตียนดาบสนั้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว
ก็ให้โอวาทแก่ดาบสว่า ดูก่อนชฎิลโกง ท่านอย่าได้ทำกรรมเห็น
ปานนี้ ต่อไปอีก ดังนี้แล้ว ก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุนี้เป็นผู้หลอกลวง
แม้ในกาลก่อน ก็ได้เป็นผู้หลอกลวงแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
ทรงประชุมชาดกว่า ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุหลอกลวง
ในครั้งนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุหกชาดกที่ ๙

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 56)

๑๐. อกตัญญูชาดก
ว่าด้วยผลของคนอกตัญญู
[๙๐] " ผู้ใดอันท่านทำดีให้ก่อน ทำประโยชน์
ให้ก่อน แต่ไม่รู้จักคุณผู้นั้น เมื่อมีกิจการเกิดขึ้น
ภายหลัง ย่อมไม่ได้ผู้ช่วยเหลือ "
จบ อกตัญญูชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาอกตัญญูชาดกที่ ๑๐
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภท่านอนาบิณฑิกเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ ดังนี้.
ได้ยินว่า เศรษฐีชาวปัจจันตชนบทผู้หนึ่ง ได้เป็นอทิฏฐสหาย
(สหายผู้ยังไม่เคยพบกัน) ของท่านอนาถบิณฑิกะ กาลครั้งหนึ่ง
เศรษฐีนั้นบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เต็มไปด้วยสิ่งของที่เกิดขึ้น
ในปัจจันตชนบท กล่าวกะพวกคนงานว่า ไปเถิดท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงนำของสิ่งนี้ไปสู่พระนครสาวัตถี ขาย
ให้แก่มหาเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ สหายของเราด้วยราคาของ
ตอบแทน แล้วพากันขนของตอบแทนมาเถิด. คนงานเหล่านั้น
รับคำของท่านเศรษฐีแล้ว พากันไปสู่พระนครสาวัตถี พบท่าน

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 56)

มหาเศรษฐีอนาถบิณฑิกแล้วให้บรรณาการ แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ
แม้ท่านมหาเศรษฐีเห็นแล้วก็กล่าวว่า พวกท่านมาดีแล้ว จัดการ
ให้ที่พักและเสบียงแก่คนเหล่านั้น ไต่ถามความสุขของเศรษฐี
ผู้เป็นสหาย รับซื้อภัณฑะไว้ แล้วให้ภัณฑะตอบแทนไป คนงาน
เหล่านั้นพากันไปสู่ปัจจันตชนบท แจ้งเนื้อความนั้นแก่เศรษฐี
ของตน ต่อมาท่านอนาถบิณฑิกะ ก็ส่งเกวียน ๕๐๐ เล่มอย่างนั้น
แหละ ไปในปัจจันตชนบทนั้นบ้าง พวกมนุษย์ไปในปัจจันตชนบท
นั้นแล้ว นำบรรณาการไปมอบให้ท่านเศรษฐีปัจจันตชนบท
เศรษฐีนั้นถามว่า พวกเจ้ามาจากที่ไหนเล่า ครั้นพวกคนเหล่านั้น
บอกว่า มาจากพระนครสาวัตถี สำนักอนาถบิณฑิกะผู้เป็นสหาย
ของท่าน ก็หัวเราะเยาะว่า คำว่า อนาถบิณฑิกะ จักเป็นชื่อของ
บุรุษคนไหน ๆ ก็ได้ แล้วรับเครื่องบรรณาการไว้ ส่งกลับไปว่า
พวกเจ้าจงไปกันเถิด มิได้จัดการเรื่องที่พักและให้เสบียงเลย
คนเหล่านั้นต้องขายสิ่งของกันเอง พากันขนสิ่งของตอบแทน
มาพระนครสาวัตถี ล้วนแจ้งเรื่องนั้นแก่เศรษฐี. อยู่ต่อมา เศรษฐี
ชาวปัจจันตชนบทส่งเกวียน ๕๐๐ เล่ม อย่างนั้นแหละ ไปสู่
พระนครสาวัตถีซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พวกมนุษย์น้อมนำบรรณาการ
ไปพบท่านมหาเศรษฐี ฝ่ายพวกคนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เห็นพวกนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ พวกผมจักกำหนดที่พัก
อาหาร และเสบียงของพวกนั้นเอง แล้วบอกให้พวกนั้นปลดเกวียน
ไว้ในที่เช่นนั้น ภายนอกพระนคร กล่าวว่า พวกท่านพากันอยู่

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 56)

ที่นี่เถิด ข้าวยาคูแลภัตร และเสบียงสำหรับพวกท่าน ในเรือนของ
พวกท่านจักพอมี แล้วพากันไปเรียกพวกทาสและกรรมกรมา
ประชุมกัน พอได้เวลาเที่ยงคืน ก็คุมกันปล้นเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม
แย่งเอาแม้กระทั่งผ้านุ่ง ผ้าห่มของตนเหล่านั้น ไล่โคให้หนีไปหมด
ถอดล้อเกวียน ๕๐๐ เล่มเสียหมด วางไว้ที่แผ่นดิน แล้วขนเอา
แต่ล้อเกวียนทั้งหลายไป พวกชาวปัจจันตชนบท ไม่เหลือแม้แต่
ผ้านุ่ง ต่างกลัวพากันรีบหนีไปสู่ปัจจันตชนบท ฝ่ายคนของท่าน
เศรษฐี พากันบอกเรื่องนั้นแก่ท่านมหาเศรษฐี. ท่านมหาเศรษฐี
คิดว่า บัดนี้มีเรื่องนำข้อความที่จะกราบทูลแล้ว จึงไปสำนัก
พระบรมศาสดา กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้น พระศาสดา
ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี เศรษฐีชาวปัจจันตชนบทนั้น เป็นผู้มีปกติ
ประพฤติอย่างนี้ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้มี
ปกติประพฤติเช่นนี้มาแล้วเหมือนกัน อันท่านเศรษฐีกราบทูล
อาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมากในพระนคร-
พาราณสี เศรษฐีชาวปัจจันตชนบทผู้หนึ่ง ได้เป็นอทิฏฐสหาย
ของท่าน เรื่องอดีตทั้งหมด เป็นเหมือนกับเรื่องในปัจจุบันนั่นแหละ
(แปลกกันแต่ว่า) พระโพธิสัตว์เมื่อคนของตนแจ้งให้ทราบว่า
วันนี้พวกผมทำงานชื่อนี้ ดังนี้แล้วก็กล่าวว่า พวกนั้นไม่รู้อุปการะ

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 319 (เล่ม 56)

ที่เขาทำแก่ตนก่อน จึงพากันได้รับกรรมเช่นนี้ในภายหลัง เพื่อ
จะแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า
" ผู้ใดอันท่านทำดีให้ก่อน ทำประโยชน์
ให้ก่อน แต่ไม่รู้จักคุณผู้นั้น เมื่อมีกิจการเกิดขึ้น
ภายหลัง ย่อมไม่ได้ผู้ช่วยเหลือ " ดังนี้.
ในคาถานั้นประมวลข้ออธิบายได้ดังนี้ :- บรรดาชนมี
กษัตริย์เป็นต้น บุรุษผู้ใดผู้หนึ่ง มีความดี อันบุคคลอื่น คือมี
อุปการะอันท่านผู้อื่นกระทำให้ก่อน คือทีแรก มีประโยชน์อัน
คนอื่นกระทำให้ คือมีผู้ช่วยเหลือทำกิจการให้สำเร็จได้ก่อน
มิได้รู้สำนึกคุณงามความดี และประโยชน์ที่ผู้อื่นกระทำไว้ในตน
นั้นเลย ผู้นั้นเมื่อกิจการของตนเกิดขึ้นในภายหลัง ย่อมหาคนช่วย
ทำกิจการนั้นให้ไม่ได้.
พระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้
แล้ว กระทำบุญทั้งหลาย มีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า เศรษฐีชาวปัจจันตชนบทในครั้งนั้น ได้มาเป็นเศรษฐี
ปัจจันตชนบทคนนี้แหละ ส่วนพาราณสีเศรษฐีได้มาเป็นเรา
ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอกตัญญูชาดกที่ ๑๐

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 320 (เล่ม 56)

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุราปานชาดก ๒. มิตตวินทชาดก ๓. กาฬกัณณิชาดก
๔. อัตถัสสทวารชาดก ๕. กิมปักกชาดก ๖. สีลวิมังสนชาดก
๗. มังคลชาดก ๘. สารัมภชาดก ๙. กุหกชาดก ๑๐. อกตัญญู-
ชาดก
จบ อปายิมหวรรคที่ ๙

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 321 (เล่ม 56)

๑๐. ลิตตวรรค
๑. ลิตตชาดก
ว่าด้วยลูกสกาอาบยาพิษ
[๙๑] บุรุษกลืนลูกสกาอันเคลือบด้วยยาพิษ
อย่างแรงยังไม่รู้ตัว ดูก่อนเจ้าคนร้าย เจ้านักเลง
ชั่ว จงกลืนเถิด จงกลืนกินเข้าไปเถิด ภายหลัง
ผลร้ายจักมีแก่เจ้า.
จบ ลิตตชาดก ที่ ๑
อรรถกถาลิตตวรรคที่ ๑๐
อรรถกถาลิตตชาดกที่ ๑
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภการบริโภคปัจจัยที่มิได้พิจารณา ตรัสพระธรรมเทศนา
นี้ มีคำเริ่มต้นว่า ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา ดังนี้.
ได้ยินมาว่า ในกาลนั้น พวกภิกษุได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น
โดยมากไม่ได้พิจารณา แล้วบริโภค ภิกษุเหล่านั้นผู้ไม่ได้
พิจารณาปัจจัย ๔ แล้วบริโภค โดยมากจะไม่พ้นจากนรกและ
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น ตรัส
ธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยปริยายเป็นอันมาก ตรัสถึงโทษ

321