พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 292 (เล่ม 56)

เป็นอุบาย คือเป็นทางบรรลุด่านแรกคือสูงสุด แห่งประโยชน์
ทั้งที่เป็นโลกิยะ ทั้งที่เป็นโลกุตตระ กล่าวคือความเจริญ.
พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาประตูแห่งประโยชน์แก่บุตร
ด้วยประการฉะนี้. ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ประพฤติในธรรม ๖ ประการ
นั้น. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ประชุมชาดก
ว่า บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นบุตรคนปัจจุบัน ส่วนมหาเศรษฐี
ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอัตถัสสทวารชาดกที่ ๔

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 293 (เล่ม 56)

๕. กิมปักกชาดก
ว่าด้วยโทษของกาม
[๘๕] " ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต มัวเสพกามอยู่
ผลที่สุดกามเหล่านั้น ก็จะกำจัดบุคคลนั้นเสีย
เหมือนผลกิมปักกะ กำจัดผู้กินให้ถึงตาย ฉะนั้น "
จบ กิมปักกชาดกที่ ๕
อรรถกถากิมปักกชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้กระพันแล้วรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี
คำเริ่มต้นว่า อายตึ โทสํ นาญฺญาย ดังนี้.
ได้ยินว่ากุลบุตรผู้หนึ่ง บวชถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา
วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี เห็นหญิงนางหนึ่ง
แต่งกายหมดจดงดงาม เกิดกระสัน ครั้งนั้นอาจารย์แลอุปัชฌาย์
พาเธอมายังสำนักของพระบรมคาสดา. พระบรมศาสดาตรัส
ถามว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอกระสัน เมื่อเธอกราบทูลว่า
จริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า เบ็ญจกามคุณ
เหล่านี้ น่ารื่นรมย์ในเวลาบริโภค ขึ้นชื่อว่าการบริโภคเบ็ญจกามคุณ
เหล่านั้น ย่อมเปรียบได้กับการบริโภค ผลกิมปักกะ (ผลไม้มีพิษ

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 294 (เล่ม 56)

ชนิดหนึ่ง ลูกเท่าผลมะม่วง) เพราะเป็นตัวให้เกิดปฏิสนธิในนรก
เป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า ผลกิมปักกะ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส
แต่กินเข้าไปแล้ว กัดไส้ ทำไห้ถึงสิ้นชีวิต ในครั้งก่อนคนเป็น
อันมาก ไม่เห็นโทษของมัน ติดใจในสี กลิ่นและรส ต่างบริโภค
ผลนั้น พากันถึงสิ้นชีวิต อันภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูล
อาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนายกองเกวียน คุมกองเกวียน
๕๐๐ เล่ม เดินทางไปสู่ชายแดนไกล ๆ ถึงปากดง เรียกประชุม
คนทั้งหลายตักเตือนว่า ในดงนี้มีต้นไม้ที่ชื่อต้นไม้มีพิษ ไม่ถาม
เราก่อนแล้ว อย่ากินผลาผลที่ไม่เคยกินมาก่อนเป็นอันขาด
ฝูงชนเดินทางล่วงเข้าสู่ดง ได้เห็นต้นกิมปักกะ (ต้นไม้มีผลเป็นพิษ
ชนิดหนึ่ง ลูกเท่าผลมะม่วง) ต้นหนึ่ง มีกิ่งโน้มลงเพราะหนักผล
ลำต้น กิ่ง และใบของมัน คล้ายกับต้นมะม่วง ทั้งสัณฐาน สี
กลิ่นและรส พากันกินผลไม้ ด้วยสำคัญว่าผลมะม่วง บางพวก
ก็ว่า ต้องถามนายกองเกวียนก่อนแล้วจึงจักกิน ถือยืนรออยู่
ครั้นพระโพธิสัตว์มาถึงที่นั้น ก็ร้องบอกพวกที่ถือยืนรอนั้นให้
ทิ้งผลไม้เสีย บอกให้พวกที่พากันกินเข้าไปแล้วทำการสำรอก
แล้วให้ยาพวกนั้นกิน พวกเหล่านั้นบางคนก็หาย แต่พวกที่กิน
เข้าไปก่อนพวกทีเดียว พากันสิ้นชีวิต ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เดินทาง

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 295 (เล่ม 56)

ถึงสถานที่ต้องการจะไปโดยสวัสดี ได้ลาภแล้วกลับมาถึงสถานที่
ของตนดังเดิม กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสเรื่องนั้นแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
" ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต มัวเสพกามอยู่
ผลที่สุดกามเหล่านั้น ก็จะกำจัดบุคคลนั้นเสีย
เหมือนผลกิมปักกะ กำจัดผู้กินให้ถึงตายฉะนั้น "
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายตึ โทสํ นาญฺญาย ความว่า
ไม่รู้คือไม่ทราบถึงโทษในกาลภายหน้า.
บทว่า โย กาเม ปฏิเสวติ ความว่า บุคคลใดส้องเสพ
วัตถุกาม และกิเลสกาม.
บทว่า วิปากนฺเต หนนฺตี นํ ความว่า กามเหล่านั้น จะยัง
บุรุษนั้น ผู้เกิดแล้วในนรกเป็นต้น ในที่สุด, กล่าวคือวิบากของตน
ให้พัวพันอยู่ด้วยทุกข์มีปราการต่าง ๆ ชื่อว่าย่อมกำจัดเขาเสีย.
กำจัดอย่างไร ?
อย่างเดียวกับผลกิมปักกะ ที่บุคคลบริโภคแล้วฉะนั้น
อธิบายว่า อุปมาเหมือนผลกิมปักกะ น่าชอบใจ เพราะถึงพร้อม
ด้วยสี กลิ่น และรสในเวลาบริโภค ทำให้คนที่ไม่เห็นโทษใน
อนาคต กินแล้วถึงความสิ้นชีวิตไปตาม ๆ กันฉันใด กามทั้งหลาย
แม้จะน่าชอบใจในเวลาบริโภค ก็จะกำจัดเขาเสียในเวลาให้ผล
ฉันนั้น.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 296 (เล่ม 56)

พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมตามอนุสนธิ แล้วทรง
ประกาศสัจธรรม ภิกษุผู้กระสัน บรรลุโสดาปัตติผล บริษัท
ที่เหลือ บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามี
บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหันต์. พระ-
ศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนนายกองเกวียนได้
มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากิมปักกชาดกที่ ๕

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 297 (เล่ม 56)

๖. สีลวีมังสนชาดก
ว่าด้วยผู้มีศีล
[๘๖] ได้ยินว่า ศีลเป็นคุณชาติงามเป็นเยี่ยม
ในโลก จงดูงูใหญ่ มีพิษร้ายแรง เป็นสัตว์มีศีล
เหตุนั้น จึงไม่เบียดเบียนใคร.
จบ สีลวีมังสนชาดกที่ ๖
อรรถกถาสีลวีมังสนชาดกที่ ๖
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ กิเรว กลฺยาณํ ดังนี้.
ดังได้สดับมา พราหมณ์นั้นอาศัยพระเจ้าโกศลเลี้ยงชีวิต
เป็นผู้ถึงไตรสรณาคมน์ มีศีล ๕ ไม่ขาด ถึงฝั่งแห่งไตรเพท
พระราชาทรงพระดำริว่า พราหมณ์ผู้นี้มีศีล ดังนี้แล้ว ทรงยกย่อง
เขาอย่างยิ่ง เขาคิดว่า พระราชานี้ทรงยกย่องเรายิ่งกว่าพราหมณ์
อื่น ๆ ทรงเห็นเราเหมือนผู้ควรเคารพอย่างยิ่ง พระองค์ทรง
กระทำการยกย่องนี้ เพราะอาศัยชาติสมบัติ โคตรสมบัติ กุล-
สมบัติ ปเทสสมบัติ และศิลปสมบัติของเรา หรืออย่างไร หรือว่า
ทรงอาศัยศีลสมบัติของเรา เราจักทดลองดูก่อน วันหนึ่งท่านไป

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 298 (เล่ม 56)

สู่ที่เฝ้า เมื่อจะกลับบ้านได้หยิบเหรียญกษาปณ์ ๑ อันไปจาก
แผงของเหรัญญิกคนหนึ่ง โดยมิได้บอกกล่าวเลย. ครั้งนั้นเหรัญญิก
มิได้พูดอะไรกับท่าน เพราะความเคารพในพราหมณ์คงนั่งเฉย
รุ่งขึ้นหยิบไปสองเหรียญ เหรัญญิกคงนิ่งเฉยเหมือนกัน ในวันที่
สาม คว้าไปเต็มกำเลย ครั้งนั้นเหรัญญิกก็พูดกับท่านว่า วันนี้
เป็นวันที่สามที่ท่านฉกชิงเอาทรัพย์สินของพระราชาไป พลาง
ตะโกนบอก ๓ ครั้งว่า เราจับโจรฉกชิงทรัพย์สินของพระราชา
ไว้ได้แล้ว ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายต่างวิ่งมาคนละทิศทาง รุมพูด
กะพราหมณ์ว่า ท่านแสร้งประพฤติเหมือนผู้มีศีลมานานจน
ป่านนี้ ดังนี้แล้ว ต่างก็ติเตียน สอง-สามที จับมัดไปแสดงแก่
พระราชา. พระราชาทรงร้อนพระทัย ตรัสว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์
เหตุไรเล่าท่านจึงทำกรรมของผู้ทุศีลเช่นนี้ แล้วตรัสว่า พวกเจ้า
ไปเถิด จงลงพระราชอาญาแก่พราหมณ์. พราหมณ์กราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์มิใช่โจรดอก พระเจ้าข้า พระราชา
รับสั่งถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงหยิบเหรียญกษาปณ์
ไปจากแผงแห่งพระราชทรัพย์เล่า ? พราหมณ์กราบทูลว่า
ขอเดชะ ที่ข้าพระองค์กระทำไป ในเมื่อพระองค์ทรงยกย่อง
ข้าพระองค์อย่างยิ่งเช่นนี้นั้น ก็เพื่อจะทดลองว่า พระราชาทรง
ยกย่องเรายิ่งนัก เหตุทรงอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นหรืออย่างไร
หรือว่าทรงอาศัยศีล ก็และบัดนี้ ข้าพระองค์ทรงทราบโดย
แน่นอนแล้ว เพราะที่ทรงพระกรุณาโปรดให้ลงพระราชอาญา

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 299 (เล่ม 56)

แก่ข้าพระองค์บัดนี้ เป็นข้อเทียบได้ว่า ความยกย่องที่พระองค์
ทรงทำแก่ข้าพระองค์นั้น อาศัยศีลอย่างเดียว มิได้ทรงกระทำ
เพราะอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นเลย แล้วกราบทูลต่อไปว่า
ข้าพระองค์นั้นได้ตกลงใจได้ด้วยเหตุนี้ว่า ในโลกนี้ ศีลเท่านั้น
สูงสุด ศีลเป็นประมุข ก็เมื่อข้าพระองค์จะกระทำให้สมควร
แก่ศีลนี้ ยังดำรงตนอยู่ในเรือน บริโภคกิเลสอยู่ จักไม่อาจกระทำ
ได้ วันนี้แหละข้าพระองค์จักไปสู่พระวิหารเชตวัน บรรพชา
ในสำนักพระศาสดา ได้โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานการ
บรรพชาแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า ครั้นขอพระบรม
ราชานุญาตได้แล้ว ก็ออกเดินมุ่งหน้าไปพระเชตวันมหาวิหาร
ครั้งนั้นหมู่ญาติและพวกพ้องที่สนิทสนม พากันห้อมล้อม เมื่อ
ไม่อาจทัดทานท่านได้ จึงพากันกลับไป.
พราหมณ์ไปสู่สำนักของพระศาสดา ทูลขอบรรพชา
ครั้นได้บรรพชาและอุปสมบทแล้ว ก็ไม่ทอดทิ้งพระกรรมฐาน
เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตผล เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
กราบทูลพยากรณ์พระอรหัตผลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรพชา
ของข้าพระองค์ถึงที่สุดแล้ว คำพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น ของ
ท่านปรากฏในภิกษุสงฆ์แล้ว อยู่มาวันหนึ่งพวกภิกษุประชุม
กันในธรรมสภา นั่งสนทนาถึงคุณของท่านว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พราหมณ์ผู้อุปัฏฐากพระราชาชื่อโน้น ทดลองศีลของ
ตนแล้ว กราบทูลลาพระราชาบรรพชา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 300 (เล่ม 56)

แล้ว พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบ
ทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ใน
บัดนี้เท่านั้น ที่พราหมณ์ผู้นี้ ทดลองศีลของตนแล้วบวช กระทำ
ที่พึ่งแก่ตนได้ ถึงในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ก็เคยทดลองศีล
ของตนแล้วบวช การทำที่พึ่งแก่ตนมาแล้วเหมือนกัน อันภิกษุ
เหล่านั้น กราบทูลอาราธนาแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต
พระองค์นั้น เป็นผู้มีจิตใจน้อมไปในทาน มีศีลเป็นอัธยาศัย
ถือศีล ๕ ไม่ขาด พระราชาทรงยกย่องท่านยิ่งกว่าพราหมณ์
ที่เหลือ เรื่องทั้งหมดก็เช่นเดียวกับเรื่องแรกนั้นแหละ แปลกแต่ว่า
เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกเขามัดนำตัวไปสู่สำนักพระราชา พวกหมองู
กำลังบังคับงูให้เล่นอยู่ที่ระหว่างถนน พากันจับงูที่หาง จับที่คอ
เอางูพันคอ. พระโพธิสัตว์เห็นพวกนั้นแล้วกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย
เจ้าอย่าจับงูนี้ที่หาง อย่าจับที่คอ อย่าเอาไปพันคอ เพราะงูนี้
กัดแล้ว ก็ต้องถึงสิ้นชีวิต พวกหมองูกล่าวว่า ท่านพราหมณ์
งูนี้มีศีลสมบูรณ์ด้วยมารยาท มิใช่เป็นผู้ทุศีลอย่างเช่นท่าน
ส่วนท่านสิ เป็นผู้หาอาจาระมิได้ เพราะความเป็นผู้ทุศีล ถูก
หาว่าเป็นโจรฉกชิงพระราชทรัพย์ กำลังถูกมัดนำตัวไป พราหมณ์

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 301 (เล่ม 56)

ได้คิดว่า แม้พวกงูที่ไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใคร ก็ได้ชื่อว่ามีศีล
ได้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงพวกที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้ ศีลเท่านั้น
ที่ชื่อว่าสูงสุด สิ่งอื่นที่จะยิ่งไปกว่าศีลนั้นไม่มี. ครั้นมนุษย์นำตัว
ไปแสดงแด่พระราชาแล้ว พระราชาตรัสถามว่า พ่อคุณ นี้เรื่อง
อะไรกัน ? พวกราชบุรุษกราบทูลว่า ขอเดชะ โจรฉกชิงพระ-
ราชทรัพย์ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงกระทำ
ตามพระราชอาญาแก่เขาเถิด พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่
มหาราช ข้าพระองค์มิใช่โจรดอก พระเจ้าข้า. เมื่อรับสั่งว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงได้หยิบเอาเหรียญกษาปณ์ไปเล่า ?
จึงกราบทูลเรื่องราวทั้งมวล โดยนัยที่มีในเรื่องก่อนนั่นเอง แล้ว
กราบทูลว่า ด้วยเหตุนี้ ข้าพระองค์นั้นตกลงใจแล้วว่า ในโลกนี้
ศีลเท่านั้นสูงสุด ศีลเป็นประธาน แล้วกราบทูลว่า ข้อนี้ยกไว้
ก่อนเถิดพระเจ้าข้า แม้แต่อสรพิษไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใคร
ยังได้ชื่อเสียงว่ามีศีลได้เลย แม้เพราะเหตุนี้ ศีลเท่านั้นสูงสุด
ศีลประเสริฐ เมื่อจะสรรเสริญศีล กล่าวคาถานี้ว่า :-
ได้ยินว่า ศีลเป็นคุณชาติงามเป็นเยี่ยม
ในโลก จงดูงูใหญ่ มีพิษร้ายแรง เป็นสัตว์มีศีล
เหตุนั้น จึงไม่เบียดเบียนใคร. ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ กิเรว ได้แก่ศีลคือมารยาท
กล่าวคือ ความไม่ล่วงละเมิดนั่นเอง.
บทว่า กิร ความว่า พระโพธิสัตว์กล่าวตามที่ได้ยินมา.

301