พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า มิตตวินทกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในครั้งนี้
ส่วนท้าวเทวราช ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามิตตวินทกชาดกที่ ๒
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า มิตตวินทกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในครั้งนี้
ส่วนท้าวเทวราช ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามิตตวินทกชาดกที่ ๒
๓. กาฬกัณณิชาดก
ว่าด้วยมิตรแท้
[๘๓] " บุคคลชื่อว่าเป็นมิตรด้วยการเดินร่วมกัน
๗ ก้าว ชื่อว่าเป็นสหายด้วยการเดินร่วมกัน ๑๒
ก้าว และชื่อว่าเป็นญาติด้วยการอยู่ร่วมกันเดือน
หนึ่ง หรือกึ่งเดือน ส่วนผู้ที่ชื่อว่ามีตนเสมอกัน
ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น เราจะละทิ้งมิตร
ชื่อว่า กาฬกรรณี ผู้ชอบพอกันมานาน เพราะ
ความสุขส่วนตัวได้อย่างไร " ?
จบ กาฬกัณณิชาดกที่ ๓
อรรถกถากาฬกัณณิชาดกที่ ๓
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภมิตรของท่านอนาถบิณฑิกะผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺโต หเว สตฺตปเทน โหติ. ดังนี้.
ได้ยินว่า มิตรผู้นั้นได้เคยเป็นสหายร่วมเล่นฝุ่นมากับ
ท่านอนาถบิณฑิกะ ทั้งเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน
โดยนามมีชื่อว่า กาฬกรรณี. กาฬกรรณีนั้น เมื่อกาลล่วงผ่านไป
ก็เป็นผู้ตกยาก ไม่อาจเลี้ยงชีวิตได้ จึงไปยังสำนักของท่านเศรษฐี
ท่านเศรษฐีก็ปลอบสหาย ให้เสบียงแล้วมอบสมบัติของตนแบ่ง
ให้ไป เขาเป็นผู้ทำอุปการะแก่ท่านเศรษฐี ทำกิจการทุกอย่าง
เวลาที่เขามาสู่สำนักท่านเศรษฐี คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า
หยุดเถิด กาฬกรรณี นั่งเถิดกาฬกรรณี กินเถิดกาฬกรรณี.
อยู่มาวันหนึ่ง หมู่มิตร และอำมาตย์ของท่านเศรษฐี พากันเข้าไป
หาท่านเศรษฐี แล้วพูดอย่างนี้ว่า อย่าเลี้ยงเขาไว้ใกล้ชิดอย่างนี้
เลย ท่านมหาเศรษฐี เพราะแม้ยักษ์เองก็ยังต้องหนีด้วยเสียงนี้ว่า
หยุดเถิด กาฬกรรณี นั่งเถิดกาฬกรรณี กินเถิดกาฬกรรณี
เขาเองก็มิได้เสมอกับท่าน ตกยาก เข็ญใจ ท่านจะเลี้ยงคน ๆ นี้
ไว้ทำไม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กล่าวว่า ธรรมดาว่าชื่อเป็น
คำเรียกร้อง หมู่บัณฑิตมิได้ถือชื่อเป็นประมาณ ไม่ควรจะเป็น
คนประเภทที่ชื่อว่า " สุตมังคลิกะ " (ถือมงคลจากเสียงที่ได้ยิน)
เราไม่อาจอาศัยเหตุเพียงแต่ชื่อ แล้วทอดทิ้งเพื่อนผู้เล่นฝุ่นมา
ด้วยกัน ดังนี้แล้ว มิได้ยึดถือถ้อยคำของพวกนั้น วันหนึ่งเมื่อจะไป
บ้านส่วยของตน ได้ตั้งเขาเป็นผู้รักษาเคหะสถาน.
พวกโจรคบคิดกันว่า ได้ข่าวว่าเศรษฐีไปบ้านส่วย พวก
เราระดมกันปล้นบ้านของเขาเถิด พากันถืออาวุธต่าง ๆ มาใน
เวลากลางคืน ล้อมเรือนไว้. ฝ่ายกาฬกรรณี ระแวงการมาของ
พวกโจรอยู่ จึงนั่งเฝ้าไม่ยอมหลับนอนเลย ครั้นรู้ว่า พวกโจร
พากันมา เพื่อจะปลุกพวกมนุษย์ จึงตะโกนว่า เจ้าจงเป่าสังข์
เจ้าจงตีกลอง ดังนี้แล้ว ทำให้เป็นเหมือนมีมหรสพโรงใหญ่
กระทำนิเวศน์ทั้งสิ้นให้มีเสียงสนั่นครื้นเครงตลอดไป พวกโจร
พากันพูดว่า ข่าวที่ว่า เรือนว่างเปล่า พวกเราฟังมาเหลว ๆ
ท่านเศรษฐียังคงอยู่ แล้วต่างทิ้งก้อนหิน และไม้พลองเป็นต้น
ไว้ตรงนั้นเอง หนีไปหมด. รุ่งขึ้นพวกมนุษย์ เห็นก้อนหินและ
ไม้พลองเป็นต้น ที่พวกโจรทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ ต่างสลดใจไปตาม ๆ
กัน พูดกันว่า ถ้าวันนี้ไม่มีคนตรวจเรือน ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้
ขนาดนี้แล้ว พวกโจรจักพากันเข้าได้ตามความพอใจ ปล้นเรือน
ได้หมดเป็นแน่ เพราะอาศัยมิตรผู้มั่นคงผู้นี้ ความจำเริญจึงเกิด
แก่ท่านเศรษฐี ต่างพากันสรรเสริญกาฬกรรณีนั้น เวลาที่
เศรษฐีมาจากบ้านส่วย ก็พากันบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบทุก
ประการ. ครั้งนั้นท่านเศรษฐีได้พูดกับคนเหล่านั้นว่า พวกเธอ
บอกให้เราไล่มิตรผู้รักษาเรือนอย่างนี้ไปเสีย ถ้าเราไล่เขาไป
ตามถ้อยคำของพวกเธอเสียแล้ว วันนี้ทรัพย์สินของเราจักไม่มี
เหลือเลย ธรรมดาว่า ชื่อไม่เป็นประมาณดอก จิตที่คิดเกื้อกูล
เท่านั้นเป็นประมาณ ดังนี้แล้วให้ทรัพย์เป็นทุนแก่เขายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ดำริว่า บัดนี้ เรามีเรื่องที่จะเริ่มเป็นหัวข้อกราบทูลได้แล้ว ไปสู่
สำนักพระศาสดา กราบทูลเรื่องราวนั้นแต่ต้น แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้
เท่านั้น ที่มิตรชื่อว่า กาฬกรรณี รักษาทรัพย์สินในเรือนแห่ง
มิตรของตนไว้ แม้ในครั้งก่อนก็รักษาแล้วเหมือนกัน ท่านเศรษฐี
กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐี. มียศยิ่งใหญ่. ท่าน
เศรษฐีได้มีมิตรชื่อ กาฬกรรณี เรื่องราวทั้งหมดก็เหมือนกับ
เรื่องปัจจุบันนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์มาจากบ้านส่วยแล้วฟัง
เรื่องนั้นแล้ว กล่าวว่า ถ้าเราไล่มิตรเช่นนี้ออกไปเสียตามคำ
ของพวกท่านแล้ว วันนี้ทรัพย์สมบัติของเราจักไม่มีอะไรเหลือ
เลย แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :-
" บุคคลชื่อว่าเป็นมิตรด้วยการเดินร่วม
กัน ๗ ก้าว ชื่อว่าเป็นสหายด้วยการเดินร่วมกัน
๑๒ ก้าว และชื่อว่าเป็นญาติ ด้วยการอยู่ร่วมกัน
เดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน ส่วนผู้ชื่อว่ามีตนเสนอ
กัน ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น เราจะละทิ้ง
มิตรชื่อว่า กาฬกรรณี ผู้ชอบพอกันมานาน
เพราะความสุขส่วนตัวได้อย่างไร ? " ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หเว เป็นเพียงนิบาต. ที่ชื่อว่า
มิตร เพราะอรรถว่าประพฤติไมตรี อธิบายว่า เข้าไปตั้งไว้
เฉพาะซึ่งไมตรีจิต กระทำความสนิทสนม ก็มิตรนั้นเป็นกันได้
ด้วย ๗ ก้าวย่าง อธิบายว่า เป็นกันได้ด้วยเหตุเพียงเดินทาง
ร่วมกัน ๗ ย่างก้าว.
บทว่า สทาโย ปน ทฺวาทสเกน โหติ ความว่า ที่ชื่อว่า
สหาย เพราะอรรถว่า ไปร่วมกันในอิริยาบถทั้งปวง ด้วยอำนาจ
แห่งการทำกิจทุก ๆ อย่างร่วมกัน อธิบายว่า ก็แลสหายนั้น
เป็นกันได้ด้วยเพียงย่างเท้าไป ๑๒ ก้าว.
บทว่า มาสฑฺฒมมาเสน ความว่า (อยู่ร่วมกัน) เดือนหนึ่ง
หรือกึ่งเดือน.
บทว่า ญาติ โหติ ความว่า ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสมอญาติ.
บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น
ย่อมถือว่าเป็นผู้เสมอตนได้ทีเดียว.
บทว่า ชเหยฺยํ ความว่า เราจะทิ้งสหายผู้เช่นนี้ได้อย่างไร
เล่า ? พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของมิตรนั่นแล ด้วยประการ
ฉะนี้. ตั้งแต่นั้นมา ก็มิได้มีใคร ๆ ที่จะได้ชื่อว่า กล่าวละลาบ
ละล้วง กาฬกรรณีนั้นอีกเลย.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า กาฬกรรณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ในครั้งนี้
ส่วนพาราณสีเศรษฐี ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากาฬกัณณิชาดกที่ ๓
๔. อัตถัสสทวารชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมแห่งประโยชน์ ๖ ประการ
[๘๔] "บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง คือ
ความไม่มีโรค ๑ ศีล ๑ ความคล้อยตามผู้รู้ ๑
การสดับตรับฟัง ๑ ความประพฤติตามธรรม ๑
ความไม่ท้อถอย ๑ คุณธรรม ๖ ประการนี้
เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์"
จบ อัตถัสสทวารชาดกที่ ๔
อรรถกถาอัตถัสสทวารชาดกที่ ๔
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ ดังนี้.
มีเรื่องย่อ ๆ ว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรของท่านเศรษฐี
ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญาฉลาด
ในประโยชน์. วันหนึ่งเขาเข้าไปหาท่านบิดา ถามถึงเรื่องที่ชื่อว่า
ปัญหาอันเป็นประตูแห่งประโยชน์ ท่านเศรษฐีผู้บิดาไม่ทราบ
ปัญหานั้น จึงได้เกิดปริวิตกว่า ปัญหานี้สุขุมยิ่งนัก เว้นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ผู้อื่นในโลกสันนิวาส ที่กำหนดด้วยภวัคคพรหม
เป็นส่วนสุดเบื้องบน และด้วยอเวจี เป็นส่วนสุดเบื้องต่ำ ที่ชื่อว่า
สามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มีเลย. ท่านจึงพาบุตรให้ถือ
ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมาก ไปสู่พระเชตวันวิหาร
บูชาพระศาสดาแล้วถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูล
ความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เด็ก
นี้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์ ถามปัญหาประตูแห่งประโยชน์กะ
ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้น จึงมาสู่สำนักของ
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตัวข้าพระองค์ขอโอกาส ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้นเถิด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก แม้ในกาลก่อน เราก็ถูกเด็กนี้
ถามปัญหานั้นแล้ว และเราก็กล่าวแก้ปัญหานั้นกะเขาแล้ว ใน
ครั้งนั้นเด็กนี้รู้ปัญหานั้น แต่บัดนี้เขากำหนดไม่ได้ เพราะถือ
ความสิ้นไปแห่งภพ (ติดต่อกัน) ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนา
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีมีสมบัติ
มาก ครั้งนั้นบุตรของท่านเกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญา
ฉลาดในประโยชน์ วันหนึ่งเข้าไปหาบิดา ถามปัญหาเรื่องประตู
ประโยชน์ว่า ข้าแต่ท่านบิดา อะไรชื่อว่าประตูแห่งประโยชน์
ครั้งนั้นบิดาของเขา เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหานั้น กล่าวคาถานี้
ความว่า
"บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง คือ
ความไม่มีโรค ๑ ศีล ๑ ความคล้อยตามผู้รู้ ๑
การสดับตรับฟัง ๑ ความประพฤติตามธรรม ๑
ความไม่ท้อถอย ๑ คุณธรรม ๖ ประการนี้ เป็น
ประตูด่านแรกแห่งประโยชน์" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น จ อักษรในบทว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ
ปรมญฺจ ลาภํ เป็นเพียงนิบาต. พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงความนี้
ว่า พ่อคุณ ก่อนอื่นทีเดียว พึงปรารถนาลาภยอดเยี่ยม กล่าวคือ
ความไม่มีโรค จึงกล่าวอย่างนี้.
ที่ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีโรค ในบาทคาถาว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ
ปรมญฺจ ลาภํ นั้น. ได้แก่อาการที่ไม่มีสภาวะเสียดแทง ไม่มี
อาการกระวนกระวายแห่งร่างกาย และจิตใจ. เพราะว่าเมื่อ
ร่างกายยังถูกเสียดแทง กระวนกระวายอยู่ บุคคลย่อมไม่สามารถ
จะยังลาภที่ยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้วก็ไม่อาจที่จะใช้สอย
แต่เมื่อไม่กระวนกระวาย ย่อมสามารถบันดาลให้เกิดได้ทั้งสอง
สถาน อนึ่ง เมื่อจิตใจเดือดร้อนเพราะอุปกิเลสอยู่ คนก็ไม่อาจ
เหมือนกับที่จะก่อลาภ คือคุณพิเศษ มีฌานเป็นต้น ที่ยังไม่เกิด
ให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้ว ก็อาจจะชมเชยด้วยสามารถแห่งสมาบัติ
อีกได้ เมื่อโรคนี้ยังมีอยู่ แม้ลาภที่ยังไม่ได้ก็เป็นอันไม่ได้ แม้ที่ได้
แล้วก็ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อโรคนี้ไม่มี แม้ลาภที่ยังไม่ได้ ก็จะต้อง
ได้แม้ที่ได้แล้วก็ย่อมอำนวยประโยชน์ เหตุนั้นความไม่มีโรค จึง
ชื่อว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง จำต้องปรารถนาความไม่มีโรคนั้น ก่อนอื่น
ทั้งหมดนี้เป็นประตูเอกแห่งประโยชน์ ทั้งหมดนี้เป็นอรรถาธิบาย
ในข้อนั้น
บทว่า สีลญฺจ ได้แก่อาจารศีล คือระเบียบในส่วนที่เป็น
มารยาท. พระโพธิสัตว์แสดงถึงจารีตของชาวโลก ด้วยบทนี้.
บทว่า พุทฺธานุมตํ ได้แก่ความคล้อยตามบัณฑิตผู้เจริญ
ด้วยคุณทั้งหลาย พระโพธิสัตว์แสดงโอวาทของครูทั้งหลาย ผู้
สมบูรณ์ด้วยความรู้ ด้วยบทนี้.
บทว่า สุตญฺจ คือการฟังที่อิงเหตุ พระโพธิสัตว์แสดง
พาหุสัจจะ ความเป็นผู้คงแก่เรียน อันอาศัยในในโลกนี้ ด้วยบทนี้.
บทว่า ธมฺมานุวตฺตี จ ได้แก่ การคล้อยตามสุจริตธรรม
มีอย่าง ๓. พระโพธิสัตว์แสดงการเว้นทุจริตธรรม แล้วประพฤติ
สุจริตธรรม ด้วยบทนี้.
บทว่า อลีนตา จ ได้แก่ความที่จิตไม่หดหู่ไม่ตกต่ำ. พระ-
โพธิสัตว์แสดงความที่จิตเป็นสภาพประณีต และเป็นสภาพสูงยิ่ง
อย่างไม่เสื่อมคลายด้วยบทนี้.
บทว่า อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเต ความว่า ความ
เจริญชื่อว่าประโยชน์๑ ธรรมทั้ง ๖ ประการเหล่านี้ เป็นประตู
๑. ปาฐะว่า อตฺโถ นาม วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส ฯลฯ ฉบับพม่าเป็น อตฺโถ นาม วุฑฺฒิ,
วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส - แปลตามฉบับพม่า.