พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 242 (เล่ม 56)

๘. อิลลิสชาดก
ว่าด้วยคนมีรูปเหมือนกัน
[๗๘] คนทั้งสอง เป็นคนกระจอก คนทั้งสอง
เป็นคนค่อม คนทั้งสองมีนัยน์ตาเหล่ คนทั้งสองมี
ปุ่มเกิดที่ศีรษะ ข้าพระองค์ชี้ตัวอิลลีสไม่ได้.
จบ อิลลีสชาดกที่ ๘
อรรถกถาอิลลีสชาดกที่ ๘
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภเศรษฐีชื่อ มัจฉริโกสิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า "อุโภ ขญฺชา" ดังนี้.
ได้ยินว่า ไม่ห่างพระนครราชคฤห์ มีนิคมชื่อว่าสักกระ
ในนิคมนั้น มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ชื่อว่า มัจฉริโกสิยะ มีสมบัติ
๘๐ โกฏิ อยู่อาศัย. ท่านเศรษฐีนั้นแม้เอายอดหญ้าจุ่มน้ำมัน
ให้ทานแก่คนเหล่าอื่นสักหยดเดียวก็ไม่มี ทั้งตนเองก็ไม่ยอม
บริโภค ด้วยประการฉะนี้ สมบัติของเขาไม่อำนวยประโยชน์
แก่บุตรและภรรยาเป็นต้น ทั้งแก่สมณพราหมณ์ ตั้งอยู่อย่าง
ไม่ได้แตะต้องใช้สอย เหมือนสระโบกขรณีที่รากษสคุ้มครอง
ฉะนั้น.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 243 (เล่ม 56)

วันหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ
ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ที่เป็นเผ่าพันธ์แห่งผู้พอจะ
ทรงแนะนำให้ตรัสรู้ได้ ทั่วโลกธาตุทั้งสิ้น ได้ทอดพระเนตรเห็น
อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผล ของท่านเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยา
อันอยู่ไกลถึง ๔๕ โยชน์. เมื่อวันก่อนจากวันนั้น ท่านเศรษฐี
ได้ไปสู่พระราชวังเข้าเฝ้าพระราชา ขณะเดินมาเห็นชาวชนบท
ผู้หนึ่ง หิวหนัก กำลังกัดกินขนมเบื้องผสมถั่วกุมมาส เกิดความ
อยากในขนมนั้น ไปถึงเรือนของตนแล้วดำริว่า ถ้าเราบอกว่า
อยากกินขนมเบื้อง คนเป็นอันมากก็จักอยากกินกับเรา เมื่อ
เป็นเช่นนี้ สิ่งของเป็นต้นว่า ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อย ของเรา
จักต้องสิ้นเปลืองไปเป็นอันมาก เราจักไม่บอกใคร ๆ แล้วสู้อดกลั้น
ความอยากไว้ เที่ยวไป. ครั้นนานหนักเข้า ท่านชักจะผอมเหลือง
ตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ทีนั้นก็ไม่อาจทนอยากอยู่ได้ จึงเข้านอน
ซุกบนเตียงน้อย แม้ถึงอย่างนั้นแล้ว ก็ยังไม่ยอมเอ่ยอะไรแก่
ใคร ๆ เพราะกลัวเสียทรัพย์. ฝ่ายภรรยาจึงเข้าไปหาท่านลูบหลัง
พลางถามว่า ท่านเจ้าขา ท่านไม่สบายหรือ ?
เศรษฐี. ฉันไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่เป็นอะไรดอก.
ภรรยา. พระราชาทรงกริ้วท่านหรือ ?
เศรษฐี. ถึงพระราชาก็มิได้ทรงกริ้วฉัน.
ภรรยา. เมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีลูกชาย ลูกหญิงเป็นต้น
หรือบริวารมีทาสและกรรมกรเป็นต้น พากันทำอะไร ๆ ที่ไม่

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 244 (เล่ม 56)

พอใจท่านหรือ ?
เศรษฐี. แม้เรื่องอย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา.
ภรรยา. ท่านคงนึกอยากจะกินอะไรบ้าง กระมัง ?
เศรษฐี พอภรรยาพูดอย่างนี้ ก็ไม่ยอมเอ่ยอะไร ๆ นอน
นิ่งเงียบทีเดียว เพราะกลัวเสียทรัพย์ ทีนั้นภรรยาจึงกล่าวกะ
ท่านเศรษฐีว่า ท่านเจ้าขอบอกเถิด ท่านนึกอยากกินอะไร ?
ท่านเศรษฐีทำท่าทีกล้ำกลืนถ้อยคำ แล้วกล่าวว่า จ้ะ ฉันนึก
อยากอยู่อย่างหนึ่ง.
ภรรยา. อะไรเจ้าคะ ที่ท่านนึกอยาก ?
เศรษฐี. ฉันอยากกินขนมเบื้อง.
ภรรยา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมไม่บอกเล่าคะ ท่านเป็น
คนจนหรือเจ้าคะ คราวนี้ ดิฉันจะทอดขนมเบื้องให้พอแจกชาว-
สักกระนิคมให้ทั่วถึง.
เศรษฐี. เจ้าเอ่ยถึงพวกนั้นทำไม พวกเขาทำงานของตน
แล้ว ก็จักทำกินกันเอง.
ภรรยา ถ้าเช่นนั้นก็ทอดพอแจกพวกตรอกเดียวกันนะคะ ?
เศรษฐี. ฉันรู้ละว่า เจ้านะมีทรัพย์มาก.
ภรรยา. ถ้าเช่นนั้น ก็ทอดพอแจกกันระหว่างลูกเมียในเรือน
เท่านั้น ก็แล้วกันนะเจ้าคะ ?
เศรษฐี. ท่านไปยุ่งกับพวกนั้นทำไม ?
ภรรยา. ถ้าเช่นนั้นก็ทอดพอรับประทานกันระหว่าง

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 245 (เล่ม 56)

ท่านกับดิฉัน นะเจ้าคะ ?
เศรษฐี. ท่านจะมาเกี่ยวด้วยทำไม ?
ภรรยา. ถ้าเช่นนั้น ก็ทอดพอท่านรับประทานคนเดียว
ก็แล้วกัน.
เศรษฐี. เมื่อทอดที่นี่ คนเป็นอันมากจักพากันมุงดู เจ้าจง
ขนข้าวสารที่แหลก ๆ เว้นข้าวที่เป็นตัวเสีย ทั้งเตาและกระเบื้อง
ทอด ก็ขนไปด้วย ถือเอานมสด เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย อย่างละนิด
ละหน่อย ขึ้นสู่พื้นโถงบนปราสาทชั้นที่ ๗ แล้วทอดเถิด ฉัน
คนเดียวเท่านั้น จักนั่งกินที่นั่น.
ภรรยา. รับคำแล้ว ให้คนขนสิ่งของที่ต้องใช้ขึ้นปราสาท
ไล่ทาสีลง ให้เชิญท่านเศรษฐีขึ้นไป. เศรษฐีปิดประตูชั้นแรก
ขัดลิ่มสลักทุกแห่ง ขึ้นสู่พื้นปราสาทชั้น ๗ แม้ในชั้นก็ปิดประตู
เสียด้วยแล้วนั่งคอย ฝ่ายภรรยาของท่านเศรษฐี จัดแจง
ก่อไฟใส่เตา ยกกระเบื้องขึ้นตั้ง เริ่มจะทอดขนม.
ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะ
แต่เช้าตรู่. ตรัสว่า โมคคัลลานะ เศรษฐีตระหนี่ในสักกระนิคม
ไม่ห่างไกลพระนครราชคฤห์ผู้นี้ ดำริว่า เราจักกินขนมเบื้อง
กลัวคนอื่น ๆ จะเห็น ให้ภรรยาทอดขนมเบื้องที่พื้นชั้นบนแห่ง
ปราสาท ๗ ชั้น ท่านจงไปที่นั่น ทรมานเศรษฐี ทำให้หมดพยศ
แล้วให้สามีภรรยาทั้งคู่ ขนขนม นมเนย น้ำผึ้ง น้ำอ้อย พามา
สู่พระเชตวัน ด้วยกำลังของตนเถิด วันนี้ตถาคตกับภิกษุ ๕๐๐

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 246 (เล่ม 56)

จักนั่งคอยในวิหาร จักกระทำภัตตกิจด้วยขนมนั้นแหละ. พระ-
เถระเจ้าทูลรับสนองพระดำรัสของพระศาสดาว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า
ไปสู่นิคมด้วยกำลังฤทธิ์ในทันใดนั้นเอง ครองสบงจีวรเรียบร้อย
ยืนอยู่ในอากาศตรงช่องหน้าต่าง ปานประหนึ่งรูปที่ทำด้วย
แก้วมณีมาลอยอยู่ฉะนั้น. เพราะเห็นพระเถระเจ้าเข้าเท่านั้น
ท่านมหาเศรษฐีหัวใจสั่น. เศรษฐีดำริว่า เพราะกลัวมนุษย์
ประเภทนี้ นี่แหละ เราถึงต้องมาที่นี่ แต่ท่านผู้นี้ยังมาที่ช่อง
หน้าต่างจนได้ มองไม่เห็นสิ่งที่พอจะถือเอาได้ ก็เปล่งเสียง
ตฏะ ตฏะ ออกมา ด้วยความแค้น เหมือนเอาก้อนเกลือใส่ไปใน
กองไฟ แตกเพียะพะอยู่ฉะนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนสมณะ
ท่านยืนอยู่ในอากาศจักได้อะไร ถึงจะเดินไปเดินมา แสดง
รอยเท้าในอากาศอันหารอยมิได้ ก็จักยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. พระ-
เถระก็เดินจงกรมไปมาอยู่ ณ ที่นั้นเอง. เศรษฐีกล่าวว่า ท่าน
จงกรมอยู่จักได้อะไร ถึงจะนั่งขัดสมาธิในอากาศ ก็จักไม่ได้
อะไรเลย. พระเถระเจ้าคู้บัลลังก์นั่งแล้ว. ครั้งนั้นเศรษฐีกล่าว
กะพระเถระว่า นั่งแล้วจักได้อะไร ถึงจะมายืนอยู่ที่ธรณีหน้าต่าง
ก็จักไม่ได้เลย. พระเถระได้มายืนอยู่ที่ธรณี. ครั้งนั้น เศรษฐี
พูดกะท่านว่า ถึงยืนที่ธรณีแล้วก็จักได้อะไร ต่อให้บังหวลควัน
ก็จักไม่ได้อะไร. พระเถระจึงบังหวลควัน ปราสาททั้งนั้น เป็น
ควันพุ่งไปทั่ว. เกิดเป็นดุจเวลาเอาเข็มแทงนัยน์ตาท่านเศรษฐี
ท่านเศรษฐีไม่กล้ากล่าวว่า ถึงจะให้ไฟลุก ก็คงจะไม่ได้ เพราะ

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 247 (เล่ม 56)

กลัวไฟจะไหม้บ้าน ดำริว่า สมณะรูปนี้ เกาะเกี่ยวเหนียวแน่น
ไม่ได้คงไม่ยอมไป จึงบอกภรรยาว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เจ้าจง
ทอดขนมเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ให้สมณะแล้วส่งท่านไปเสียเถิด.
นางตักแป้งหน่อยเดียวเท่านั้นใส่ลงในถาดกระเบื้อง เป็นขนม
โตเต็มถาดหมด พองหนาปรากฏอยู่. เศรษฐีเห็นขนมนั้นแล้ว
พูดว่า เจ้าคงใส่แป้งมากเป็นแน่ แล้วเอามุมทัพพีนั่นแหละตัก
แป้งหน่อยหนึ่งใส่ลงไปเองทีเดียว ขนมกลับใหญ่กว่าอันก่อน
ไม่ว่าจะทอดอันใด ๆ อันนั้น ๆ เป็นต้องใหญ่ ๆ ทั้งนั้น. เศรษฐี
ชักเหนื่อย จึงบอกภรรยาว่า นางเอ๋ย เจ้าจงให้ขนมแก่สมณะ
รูปนี้ไปชิ้นหนึ่งเถิด. เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งออกจากกระเช้า
ขนมทุกชิ้น ติดเป็นแผ่นเดียวกันไปหมด. นางบอกกะเศรษฐีว่า
ท่านเจ้าคะ ขนมทั้งหมดติดเป็นแผ่นเดียวกันเสียแล้ว ดิฉันไม่อาจ
จะแยกได้. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ฉันทำเอง ก็ไม่อาจแยกออกได้
เมื่อท่านเศรษฐีพยายามปลุกปล้ำแยกขนมอยู่นั่นแล เหงื่อไหล
โทรมร่างกาย ความอยากก็หายไป. ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีจึงพูด
กับภรรยาว่า นี่แน่ะนางผู้เจริญ เราไม่ต้องการขนมเเล้วละ
เธอจงถวายแก่ภิกษุนี้ทั้งกระเช้าทีเดียวเถิด. นางจึงหิ้วกระเช้า
เข้าไปหาพระเถระ. แล้วถวายขนมทั้งหมดแด่พระเถระเจ้า.
พระเถระเจ้าเมื่อแสดงธรรมแก่คนทั้งสอง ก็กล่าวถึงคุณ
ของพระรัตนะทั้ง ๓ แล้วชี้แจงผลของการให้ทานเป็นต้น ว่า
ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การบูชามีผล แจ่มแจ้งประดุจแสดงให้

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 248 (เล่ม 56)

เห็นดวงจันทร์วันเพ็ญ บนพื้นนภากาศ ฉะนั้น. ครั้นฟังธรรมแล้ว
มหาเศรษฐี มีจิตผ่องใส กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
นิมนต์นั่งบนบัลลังก์นี้ ฉันขนมเถิดขอรับ. พระเถระเจ้ากล่าวว่า
ท่านมหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตจักฉันขนม
ประทับนั่งในพระวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป เมื่อท่านพอใจ จง
ให้ภรรยาถือขนมและนมเป็นต้น เราจักไปสู่สำนักพระศาสดา
ท่านเศรษฐี ถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เดี๋ยวนี้พระศาสดา
พระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหนเล่าขอรับ ? พระเถระเจ้าตอบว่า
พระองค์ประทับ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ห่างจากที่นี่ ๔๕
โยชน์. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เราจัก
ไปไกลถึงเพียงนี้ โดยไม่ให้ล่วงเวลาภัตได้อย่างไรเล่าขอรับ ?
พระเถระเจ้ากล่าวว่า ก่อนมหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความพอใจ
เราจะพาท่านไปด้วยกำลังฤทธิ์ของตน หัวบันไดที่ปราสาทของ
ท่าน จักปรากฏ ณ ที่ตั้งของตนทีเดียว แต่ที่สุดแห่งบันได จัก
อยู่ซุ้มพระทวารแห่งพระวิหารเชตวัน เราจักพาท่านไปพระ-
วิหารเชตวัน ด้วยระยะเวลาเพียงเท่ากาลที่ลงจากปราสาทชั้นบน
มาสู่ปราสาทชั้นล่าง ท่านเศรษฐีรับคำว่า ดีแล้วขอรับ ท่าน
ผู้เจริญ.
พระเถระเจ้าก็อธิษฐานว่า ศีรษะบันไดจงอยู่ที่เดิม เชิง
บันไดจงมีที่ซุ้มพระทวารพระวิหารเขตวันเถิด. การก็ได้เป็น
ดังคำอธิษฐานของพระเถระเจ้านั่นแหละ ด้วยอาการอย่างนี้

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 249 (เล่ม 56)

พระเถระเจ้า พาท่านเศรษฐีกับภรรยาลุถึงพระวิหารเชตวัน
เร็วกว่าเวลาลงจากปราสาทชั้นบน ถึงปราสาทชั้นล่างเสียอีก.
ท่านเศรษฐีและภรรยาแม้ทั้งคู่เข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูล
ภัตตกาลพระศาสดา เสด็จเข้าสู่โรงฉัน ประทับนั่งเหนือพระ-
บวรพุทธาอาสน์ที่จัดไว้พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ท่านเศรษฐีได้ถวาย
น้ำทักษิโณทกแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ภรรยา
ของท่านเศรษฐีก็ใส่ขนมในบาตรของพระตถาคต. พระศาสดา
ทรงรับขนมพอแก่พระประสงค์ของพระองค์. แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูป
ก็รับเช่นนั้นเหมือนกัน. ถึงท่านเศรษฐีก็เดินถวาย นมสด เนยใส
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และน้ำตาลกรวดเป็นต้น. พระศาสดากับภิกษุ
๕๐๐ รูปกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว. ท่านมหาเศรษฐีกับภรรยาเล่า
ก็รับประทานขนมพอแก่ความต้องการ ความสิ้นสุดของขนม
ทั้งหลาย ไม่ปรากฏเลย แม้ถวายแจกจ่ายแก่พวกภิกษุและคน
กินเดนในวิหารทั้งสิ้นแล้ว ความหมดสิ้นก็ยังไม่ปรากฏอยู่นั่นเอง.
ท่านเศรษฐีและภรรยาพากันกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขนมยังไม่หมดเลยพระเจ้าข้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเททิ้งเสียที่ซุ้มประตูพระ-
วิหารเชตวันเถิด สองสามีภรรยาก็ขนไปทิ้ง ในที่เป็นเงื้อมไม่ห่าง
ซุ้มประตู ที่นั้นจึงปรากฏชื่อว่า "เงื้อมขนมเบื้อง" ต่อมาจนถึง
ทุกวันนี้. มหาเศรษฐีกับภรรยาพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 250 (เล่ม 56)

อนุโมทนา ในเวลาจบอนุโมทนา เศรษฐีและภรรยาแม้ทั้งสองคน
ก็ดำรงในพระโสดาปัตติผล พากันถวายบังคมพระบรมศาสดา
ก้าวขึ้นบันไดสถิตในปราสาทของตน นั่นเอง. จำเดิมแต่นั้นมา
ท่านมหาเศรษฐีก็บริจาคทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ในพระพุทธศาสนา
นั่นแล.
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาต
ในพระนครสาวัตถี แล้วเสด็จมาสู่พระวิหารเชตวัน ประทาน
สุคโตวาทแก่พวกภิกษุ แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎีทรงหลีกเร้น
ครั้นเวลาเย็น ภิกษุประชุมกันในธรรมสภา นั่งกล่าวถึงคุณกถา
ของพระเถระเจ้าอยู่ว่า ก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย จงดูอานุภาพของ
พระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าเถิด ท่านมิได้ทำลายศรัทธา มิได้
แตะต้องโภคทรัพย์ ทรมานเศรษฐี ผู้ตระหนี่ครู่เดียวเท่านั้น
ก็ทำให้หายพยศได้ ให้ถือขนมชวนมาพระเชตวัน เฝ้าพระศาสดา
ให้ดำรงในโสดาปัตติผล โอ พระเถระเจ้ามีอานุภาพมาก. พระ-
ศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่ง
ประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุ
ผู้ทรมานสกุล ไม่ต้องเบียดเบียนสกุลให้ลำบาก พึงเป็นเหมือน
ภมรเคล้าเอาเกษรดอกไม้ เข้าไปใกล้แล้วให้เขารู้พระพุทธคุณ
เมื่อจะทรงสรรเสริญพระเถระเจ้า ตรัสพระคาถาในธรรมบทนี้ว่า

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 251 (เล่ม 56)

" ภมรมิให้ดอกไม้เสียสี และเสื่อมกลิ่น
เคล้าเอาแต่รส แล้วบินไป แม้ฉันใด มุนี พึงเที่ยว
ไปในบ้าน ฉันนั้น " ดังนี้.
เพื่อจะประกาศคุณของพระเถระเจ้าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มัจฉริยเศรษฐี.
ถูก โมคคัลลานะทรมาน แม้ในครั้งก่อน โมคคัลลานะก็เคย
ทรมานเขา ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรม และผลแห่งกรรม
มาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี เศรษฐี ชื่ออิลลีสะ มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ประกอบด้วย
บุรุษโทษหลายสถาน เป็นคนกระจอก ง่อย ตาเหล่ ไม่มีศรัทธา
ไม่เลื่อมใส ตระหนี่ ไม่ให้แก่คนอื่น และไม่บริโภคด้วยตนเอง
ได้มีในพระนครพาราณสี เรือนของเศรษฐีนั้นได้เป็นเหมือน
สระโบกขรณี ที่รากษสยึดครอง แต่มารดาบิดาของท่านเศรษฐี
เป็นผู้ให้ทาน เป็นทานบดีมา ๗ ชั่วตระกูล. ครั้นอิลลีสะนั้นได้
ตำแหน่งเศรษฐีก็ทำลายสกุลวงษ์เสีย เผาโรงทาน เฆี่ยนขับไล่
พวกยาจก เก็บแต่ทรัพย์เท่านั้น วันหนึ่งอิลลีสะนั้นไปเฝ้าพระราชา
ขณะเดินมาเรือนของตน เห็นคนบ้านนอกผู้หนึ่ง เหน็ดเหนื่อย
จากการเดินทาง ถือขวดเหล้ามาขวดหนึ่ง นั่งบนตั่งน้อย รินเหล้า
ใส่จอกสำหรับดื่มสุรารสเปรี้ยวแล้วดื่มอยู่ แกล้มด้วยแกงอ่อม
ใส่ปลาร้า นึกอยากดื่มบ้าง คิดว่า ถ้าเราจักดื่มสุรา เมื่อกำลังดื่ม

251