ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 152 (เล่ม 56)

พระดาบส กลับได้สติในเวลานั้นเอง. แต่ตลอดเวลาที่
ผ่านมา ท่านไม่รู้ตัวเอาเสียเลย. ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย กระทำ
ความไม่รู้ตัวได้ถึงอย่างนี้. ก็ในอธิการนี้ ควรกล่าวอ้างพระ-
พุทธพจน์มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามฉันทนิวรณ์ กระทำ
ให้มืด กระทำให้ไม่รู้ตัว ดังนี้ ไว้ด้วย. พระดาบส กลับได้สติ
คิดว่า ตัณหานี้เมื่อเจริญขึ้น จักไม่ให้เรายกศีรษะขึ้นได้จาก
อบายทั้ง ๔ เราควรถวายคืนพระนางเทวีนี้แด่พระราชา แล้ว
กลับเข้าสู่ป่าหิมวันต์ในวันนี้ทีเดียว ดังนี้แล้ว พาพระนางเทวี
เข้าเฝ้าพระราชาถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร อาตมภาพ
ไม่มีความต้องการพระเทวีของมหาบพิตร เพราะอาศัยพระนาง
ผู้เดียว ตัณหาจึงเจริญแก่อาตมภาพทุกอย่างเลย แล้วกล่าว
คาถานี้ ความว่า :-
"ครั้งก่อน เรายังไม่ได้ประสบพระนาง-
มุทุลักขณา ความปรารถนามีอย่างเดียว ครั้นได้
พบพระนางผู้มีพระเนตรแวววาวเข้าแล้ว ความ
ปรารถนาช่วยให้ความปรารถนาเกิดได้ต่าง ๆ"
ดังนี้.
ในคาถานั้นประมวลอรรถาธิบายได้ดังนี้ :- ขอถวาย
พระพรมหาบพิตร ครั้งก่อนอาตมาภาพ ยังไม่ได้รับพระราชทาน
พระเทวีมุทุลักขณา ของมหาบพิตรองค์นี้ อาตมภาพมีความ
ปรารถนาอย่างเดียว เกิดความต้องการขึ้นอย่างเดียวเท่านั้นว่า

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 153 (เล่ม 56)

โอหนอ เราพึงได้พระนาง แต่พออาตมาภาพได้รับพระราชทาน
พระนาง ผู้มีพระเนตรแวววาว มีพระเนตรกว้าง มีดวงตาพระเนตร
งามขำเข้าแล้ว ทีนั้นความปรารถนาข้อแรกของอาตมา ช่วยให้
กำเนิดเกิดความปรารถนาสืบต่อเนื่องขึ้นไป เช่น ความ
ปรารถนาเรื่องเรือน ความปรารถนาในเครื่องอุปกรณ์ ความ
ปรารถนาในเครื่องอุปโภคเป็นต้น ก็ความปรารถนาของอาตมา
นั้นเล่า เมื่อพอกพูนเข้าอย่างนี้ จักไม่ยอมให้อาตมภาพยกศีรษะ
ขึ้นได้จากอบาย พอกันทีสำหรับพระนางนี้ ที่จะเป็นภรรยาของ
อาตมภาพ ขอมหาบพิตร จงรับมเหสีของมหาบพิตรคืนไป
ส่วยอาตมภาพจักไปหิมพานต์.
ทันใดนั้นเอง พระดาบสก็ทำฌานที่เสื่อมไปให้เกิดขึ้น
นั่งในอากาศแสดงธรรม ถวายโอวาทแด่พระราชา แล้วไปสู่
ป่าหิมพานต์ทางอากาศทันที ไม่มาสู่ประเทศ ที่ชื่อว่าเป็นถิ่น
ของมนุษย์อีกเลย แต่เจริญพรหมวิหาร ไม่เสื่อมจากฌาน บังเกิด
ในพรหมโลกแล้ว.
พระบรมศาสดา ครั้งทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงประกาศสัจธรรม เมื่อจบสัจจะ ภิกษุนั้นประดิษฐานใน
พระอรหัตผล. พระศาสดาทรงสืบต่ออนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในครั้งนี้ มุทุลักขณา
ได้มาเป็นอุบลวัณณา ส่วนฤาษีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามุทุลักขณาชาดกที่ ๖

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 154 (เล่ม 56)

๗. อุจฉังคชาดก
หญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย
[๖๗] "ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ บุตรของ
หม่อมฉันหาได้ง่ายเหมือนกับผักในพก เมื่อ
หม่อมฉันเดินไปตามทาง สามีก็หาได้ง่าย
หม่อมฉันไม่เห็นประเทศที่จะนำพี่ชายผู้ร่วม
อุทรมาได้"
จบ อุจฉังคชาดกที่ ๗
อรรถกถาอุจฉังคชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภหญิงชาวชนบทคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า อุจฺฉงฺเค เทฺว เม ปุตฺโต ดังนี้
ความพิสดารว่า ในแคว้นโกศล มีคน ๓ คน ไถนาอยู่ที่
ปากดงแห่งหนึ่ง. ในสมัยนั้น พวกโจรในดง คุมพวกปล้นหมู่มนุษย์
แล้วพากันหนีไป พวกมนุษย์สืบจับโจรพวกนั้น เมื่อไม่พบ จึง
ตามมาจนถึงที่นั่น กล่าวว่า พวกเจ้าเที่ยวปล้นเขาในดงแล้ว
เดี๋ยวนี้แสร้งทำเป็นชาวนา จับคนเหล่านั้น ด้วยสำคัญว่า พวกนี้
เป็นโจร นำมาถวายพระเจ้าโกศล. ครั้งนั้นมีหญิงคนหนึ่ง มา

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 155 (เล่ม 56)

ร่ำไห้ว่า โปรดพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่หม่อมฉันเถิด เดิน
วนเวียนพระราชนิเวศน์ไป ๆ มา ๆ. พระราชาทรงสดับเสียง
ของนางแล้ว รับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ผ้าห่มแก่นาง. พวกราชบุรุษ
พากันหยิบผ้าสาฎกส่งให้. นางเห็นผ้านั้นแล้วกล่าวว่า ดิฉันไม่ได้
ขอพระราชทานผ้านี้ดอก ดิฉันขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่มคือสามี
พวกมนุษย์พากันไปกราบบังคมทูลแด่พระราชา ว่า พระเจ้าข้า
นัยว่าหญิงผู้นี้มิได้พูดถึงผ้านุ่งห่มนี้ นางพูดเครื่องนุ่งห่มคือสามี.
พระราชาจึงรับสั่งให้นางเข้าเฝ้า มีพระราชาดำรัสถามว่า ได้
ยินว่าเจ้าขอผ้าคือสามีหรือ ? นางกราบทูลว่า พระเจ้าค่ะ พระองค์
ผู้สมมติเทพ สามีชื่อว่าเป็นผ้าห่มของสตรีโดยแท้ เพราะเมื่อ
ไม่มีสามี แม้สตรีจะนุ่งผ้าราคาตั้งพันกระษาปณ์ จะต้องชื่อว่า
เป็นหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง พระเจ้าค่ะ. ก็เพื่อจะให้เนื้อความนี้
สำเร็จประโยชน์ บัณฑิตพึงนำเรื่องมาสาธกดังนี้ว่า :-
" แม่น้ำที่ไม่มีน้ำ ชื่อว่า เปลือย แว่นแคว้น
ที่ปราศจากพระราชาชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจาก
ผัวถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย ดังนี้ ".
พระราชาทรงเลื่อมใสนาง รับสั่งถามว่า คนทั้ง ๓ เหล่านี้
เป็นอะไรกับเจ้า ?
นางกราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่พระองค์สมมติเทพ คนหนึ่ง
เป็นสามี คนหนึ่งเป็นพี่ คนหนึ่งเป็นบุตร พระเจ้าค่ะ.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 156 (เล่ม 56)

พระราชารับสั่งถามว่า เราพอใจเจ้า ในคน ๓ คนนี้ เรา
จะยกให้เจ้าคนหนึ่ง เจ้าปรารถนาคนไหนเล่า ?
นางกราบทูลว่า ขอเดชะ พระกรุณาเป็นต้นพ้น เมื่อ
หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ สามีคนหนึ่งต้องหาได้ แม้บุตรก็ต้องได้
ด้วย. แต่เพราะมารดาบิดาของหม่อมฉันเสียชีวิตแล้ว พี่ชาย
คนเดียวหาได้ยาก พระเจ้าค่ะ จงโปรดพระราชทานพี่ชายแก่
กระหม่อมฉันเถิด พระเจ้าค่ะ. พระราชาทรงยินดีแล้ว โปรด
ให้ปล่อยไป ทั้ง ๓ คน เพราะอาศัยหญิงนั้นผู้เดียว คนทั้ง ๓ จึง
พ้นจากทุกข์ได้ ด้วยประการฉะนี้. เรื่องนั้นรู้กันทั่วในหมู่ภิกษุ.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรม นั่งสนทนา
สรรเสริญคุณของหญิงนั้นว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย อาศัยหญิงคนเดียว
คน ๓ คน พ้นทุกข์หมด. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า ?
เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่หญิงผู้นี้จะปลดเปลื้องคนทั้ง ๓
ให้พ้นจากทุกข์ ถึงแม้ในปางก่อน ก็ปลดเปลื้องแล้วเหมือนกัน
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี คนทั้ง ๓ พากันไถนาอยู่ที่ปากดง ดังนี้ ต่อนั้นไป
เรื่องทั้งหมดก็เหมือนกับเรื่องก่อนนั่นแหละ. (แต่ที่แปลกออกไป
มีดังนี้) :- เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ในคนทั้ง ๓ เจ้าต้องการ

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 157 (เล่ม 56)

ใครเล่า ? นางกราบทูลว่า ขอเดชะพระบารมีเป็นล้นพ้น พระองค์
ไม่สามารถจะพระราชทานหมดทั้ง ๓ คน หรือพระเจ้าค่ะ ?
พระราชาตรัสว่า เออเราไม่อาจให้ได้ทั้ง ๓ คน. นางกราบทูล
ว่า ขอเดชะพระกรุณาเป็นล้นพ้น แม้นไม่ทรงสามารถพระราชทาน
ได้ทั้ง ๓ คนไซร้ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพี่ชายแก่หม่อมฉัน
เถิด เจ้าต้องการพี่ชาย เพราะเหตุไร ๆ จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ
พระบารมีล้นเกล้า ธรรมดาคนเหล่านี้หาได้ง่าย แต่พี่ชาย
กระหม่อมฉันหาได้ยากพระเจ้าค่ะ แล้วกราบทูลคาถานี้ว่า :-
" ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่
ในพกของเกล้ากระหม่อมฉัน สามีเล่าเมื่อเกล้า
กระหม่อมฉันไปตามทาง (ก็หาได้) แต่ประเทศ
ที่หม่อมฉันจะหาพี่น้องร่วมอุทรได้ เกล้า-
กระหม่อมฉันมองไม่เห็นเลย " ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺฉงฺเค เทว เม ปุตฺโต ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่ในพกของเกล้ากระหม่อมฉัน
แล้วทีเดียว โดยเปรียบความว่า เมื่อหม่อมฉันเข้าป่าทำผ้าเป็น
พกไว้ เก็บผักใส่ในพกนั้น ผักจึงชื่อว่า เป็นของหาง่าย เพราะ
มีอยู่ในพก ฉันใด แม้หญิงก็หาบุตรได้ง่ายฉันนั้น เป็นเช่นกับผัก
ในพกนั่นทีเดียว ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉันจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ บุตรอยู่ในพกของหม่อมฉัน. ดังนี้.

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 158 (เล่ม 56)

บทว่า ปเถ ธาวนฺติยา ปติ ความว่า ธรรมดาว่าสามี
สตรีย่างขึ้นสู่หนทาง เดินไปคนเดียวประเดี๋ยวก็ได้ ชายที่พบเห็น
เป็นสามีได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนั้นหม่อมฉันจึงกล่าวว่า "สามีเล่า
เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันเที่ยวไปตามทาง (ก็หาได้) ดังนี้.
บทว่า ตญฺจ เทสํ น ปสฺสามิ ยโต โสทริยมานเย ความว่า
แต่เพราะมารดาบิดาของหม่อมฉันไม่มีเสียแล้ว เพราะฉะนั้น
บัดนี้ประเทศอื่นกล่าวคือท้องของมารดา ที่หม่อมฉันจะหาพี่น้อง
ซึ่งกล่าวว่าร่วมท้องกัน เพราะเกิดร่วมอุทรนั้น หม่อมฉันมอง
ไม่เห็นเลย พระเจ้าค่ะ เพราะเหตุนั้นขอพระองค์ทรงพระกรุณา
โปรดพระราชทานพี่ชายแก่หม่อมฉันเถิดพระเจ้าค่ะ
พระราชาทรงพระดำริว่า นางนี้พูดจริง ดังนี้แล้วมี
พระทัยยินดี แล้วโปรดให้นำคนทั้ง ๓ มาจากเรือนจำ พระราชทาน
ให้นางไป. นางจึงพาคนทั้ง ๓ กลับไป.
พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่
ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน นางก็เคยช่วยคนทั้ง ๓ นี้ให้พ้น
จากทุกข์แล้วเหมือนกัน ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้
มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า คนทั้ง ๔ ในอดีตได้มา
เป็นคนทั้ง ๔ ในปัจจุบัน ส่วนพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุจฉังคชาดกที่ ๗

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 159 (เล่ม 56)

๘. สาเกตชาดก
ว่าด้วยจิตใจจดจ่อเลื่อมใสในผู้ที่คุ้นเคย
 [๖๘] ใจจดจ่ออยู่ในผู้ใด แม้จิตเลื่อมใสใน
ผู้ใด บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมแม้ในผู้นั้น
ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน
จบ สาเกตชาดกที่ ๘
อรรถกถาสาเกตชาดกที่ ๘
พระศาสดาทรงอาศัยเมืองสาเกต ประทับ ณ พระวิหาร-
อัญชนวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺมึ มโน นิวีสติ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมด้วยหมู่
ภิกษุ เสด็จเข้าเมืองสาเกตเพื่อบิณฑบาต พราหมณ์แก่ชาวเมือง
สาเกตุหนึ่ง กำลังเดินไปนอกพระนคร เห็นพระทศพลระหว่าง
ประตู ก็หมอบลงแทบพระยุคลบาท ยึดข้อพระบาททั้งคู่ไว้แน่น
พลางกราบทูลว่า พ่อมหาจำเริญ ธรรมดาว่าบุตร ต้องปรนนิบัติ
มารดาบิดาในยามแก่มิใช่หรือ เหตุไรพ่อจึงไม่แสดงตนแก่เรา
ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราเห็นต่อก่อนแล้ว แต่พ่อจงมาพบ
กับมารดา แล้วพาพระศาสดาไปเรือนของตน. พระศาสดา

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 160 (เล่ม 56)

เสด็จไปที่เรือนของพราหมณ์ ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. ฝ่ายพราหมณี ได้ข่าวว่า บัดนี้บุตรของเรา
มาแล้ว ก็มาหมอบแทบบาทยุคลของพระบรมศาสดา แล้วร่ำไห้ว่า
พ่อคุณทูลหัว พ่อไปไหนเสียนานถึงปานนี้ ธรรมดาบุตรต้องบำรุง
มารดาบิดายามแก่มิใช่หรือ แล้วบอกให้บุตรธิดา พากันมาไหว้
ด้วยคำว่า พวกเจ้าจงไหว้พี่ชายเสีย. พราหมณ์ทั้งสองผัวเมีย
ดีใจ ถวายมหาทาน. พระศาสดาครั้นเสวยเสร็จแล้ว ก็ตรัส
ชราสูตร แก่พราหมณ์แม้ทั้งสองเหล่านั้น. ในเวลาจบพระสูตร
คนแม้ทั้งสองก็ตั้งอยู่ในพระอนาคามิผล. พระศาสดาเสด็จลุก
จากอาสนะเสด็จไป พระวิหารอัญชนวันตามเดิม. พวกภิกษุนั่ง
ประชุมกันในโรงธรรม สนทนากันขึ้นว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
พราหมณ์ก็รู้อยู่ว่า พระบิดาของพระตถาคต คือพระเจ้าสุทโธทนะ
พระมารดา คือพระนางมหามายา ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ ก็ยังบอกพระ-
ตถาคตกับนางพราหมณีว่า บุตรของเรา ถึงพระศาสดา ก็ทรงรับ
ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไรหนอ ? พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของ
ภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์แม้
ทั้งสองเรียกบุตรของตน นั่นแหละว่าบุตร แล้วทรงนำอดีต
นิทานมาตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้ในอดีตกาล
ได้เป็นบิดาของเราตลอด ๕๐๐ ชาติ. เป็นอาของเรา ๕๐๐ ชาติ
เป็นปู่ของเรา ๕๐๐ ชาติ ติดต่อกันไม่ขาดสาย แม้นางพราหมณี
นี้เล่า ก็ได้เป็นมารดาของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นน้า ๕๐๐ ชาติ

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 161 (เล่ม 56)

เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ ติดต่อกันไม่ขาดสายเลยดุจกัน เราเจริญแล้ว
ในมือของพราหมณ์ ๑,๕๐๐ ชาติ จำเริญแล้วในมือของนาง-
พราหมณี ๑,๕๐๐ ชาติอย่างนี้ เป็นอันทรงตรัสถึงชาติในอดีต
๓,๐๐๐ ชาติ ครั้นตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงตรัส
พระคาถานี้ ความว่า : -
"ใจจดจ่ออยู่ในผู้ใด แม้จิตเลื่อมใสในผู้ใด
บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมแม้ในผู้นั้น ทั้ง ๆ ที่
ไม่เคยเห็นกันมาก่อน" ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺมึ มโน นิวีสติ ความว่า
ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด ผู้เพียงแต่เห็นกันเท่านั้น.
บทว่า จิตฺตญฺจาปิ ปสีทติ ความว่า อนึ่งจิตย่อมเลื่อมใส
อ่อนโยน ในบุคคลใด ผู้พอเห็นเข้าเท่านั้น.
บทว่า อทิฏฺฐปุพฺพเก โปเส ความว่า ในบุคคลแม้นั้น
ถึงในยามปกติ จะเป็นบุคคลที่ไม่เคยเห็นกันเลยในอัตภาพนั้น
บทว่า กามํ ตสฺมึปิ วิสฺสเส มีอธิบายว่า ย่อมคุ้นเคยกัน
โดยส่วนเดียว คือถึงความคุ้นกันทันที แม้ในบุคคลนั้น ด้วย
อำนาจความรักที่เคยมีในครั้งก่อนนั่นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาอย่างนี้แล้ว ทรง
สืบอนุสนธิประชุมชาดก ว่า พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้น
ได้มาเป็นพราหมณ์ และนางพราหมณีคู่นี้ นั่นแล ฝ่ายบุตร
ได้แก่เราตถาคตนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสาเกตชาดก

161