ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 56)

อย่ากลัว อย่ากลัว ด้วยมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง
ว่ายน้ำไปช่วยนางขึ้นได้ พาไปอาศรม ก่อไฟให้นางผิง ครั้นนาง
ค่อยสร่างหนาวแล้ว ก็จัดหาผลไม้น้อยใหญ่ที่อร่อย ๆ มาให้
พลางถามนางขณะที่บริโภคผลไม้นั้น ๆ ว่า นางอยู่ที่ไหน และ
ทำไมถึงตกน้ำลอยมา. นางก็เล่าเรื่องราวนั้นให้ฟัง. ครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์กล่าวกะนางว่า เธอพักเสียที่นี่แหละ แล้วจัดให้นาง
พักในบรรณศาลา ตนพักอยู่กลางแจ้ง สอง-สามวัน แล้วกล่าวว่า
บัดนี้ เธอจงไปเถิด. เศรษฐีธิดาคิดว่า เราจักทำดาบสนี้ถึง
สีลเภท แล้วชวนไปด้วยให้จงได้ ดังนี้แล้วไม่ยอมไป. ครั้นเวลา
ล่วงผ่านไป ก็แสดงกระบิดกระบวนเล่ห์มายาหญิง ทำให้พระ-
ดาบสศีลขาด เสื่อมจากฌาน. ดาบสก็ชวนนางอยู่ในป่านั่นเอง
ครั้งนั้น นางกล่าวกะดาบสว่า ข้าแต่ท่านเจ้า เราทั้งสองจักอยู่
ในป่าทำไม เราสองคนพากันไปสู่ยานมนุษย์เถิด. ดาบสก็พานางไป
ถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ประกอบอาชีพด้วยการขายเปรียง
เลี้ยงนาง. เพราะท่านดาบสขายเปรียงเลี้ยงชีวิต ฝูงชนจึงขนานนาม
ว่า ตักกบัณฑิต. ครั้งนั้น พวกชาวบ้านร่วมกันให้เสบียงอาหาร
แก่ท่าน กล่าวว่า ท่านช่วยบอกเหตุการณ์ที่บุคคลประกอบ
ดีหรือชั่ว ก็พวกข้าพเจ้า อยู่เสียในที่นี้เถิด แล้วช่วยกันสร้าง
กระท่อมให้อยู่ใกล้ประตูบ้าน.
ก็โดยสมัยนั้น พวกโจรพากันลงมาจากภูเขา ปล้นชนบท
ชายแดน วันหนึ่งพากันมาปล้น บ้านนั้น แล้วใช้ชาวชนบท

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 133 (เล่ม 56)

นั้นแหละให้ขนข้าวของไปให้ ยึดเอาตัวนางเศรษฐีธิดา แม้นั้น
ไปยังที่พำนักของตน แล้วจึงปล่อยคนที่เหลือ. ส่วนนายโจร
พอใจในรูปของนาง จึงทำนางให้เป็นภรรยาของตน. พระโพธิสัตว์
สอบถามว่า หญิงชื่อนี้ไปไหนเสียเล่า ? แม้จะได้ฟังว่า ถูก
นายโจรยึดเอาไว้เป็นภรรยาเสียแล้ว ก็ยังคิดว่า นางจักยังไม่
ทิ้งเรา อยู่ในที่นั้น จักต้องหนีมาเป็นแน่ รอคอยนางอยู่ในบ้าน
นั่นเอง. ฝ่ายนางเศรษฐีธิดา ก็คิดว่า เราอยู่ที่นี่เป็นสุขดี บางที
ตักกบัณฑิตอาศัยเหตุไร ๆ แล้ว จะมาพาเราไปเสียจากที่นี้ เมื่อ
เป็นเช่นนั้น เราจักเสื่อมจากความสุขนี้ ถ้ากระไร เราทำเป็น
เหมือนยังอาลัยรักอยู่ ให้คนไปตามตัวมาแล้วให้เขาฆ่าเสีย คิดแล้ว
เรียกมนุษย์ผู้หนึ่งมาส่งข่าวไปว่า ดิฉันเป็นอยู่อย่างลำบากใน
ที่นี้ ท่านตักกบัณฑิตกรุณามารับฉันไปด้วยเถิด. ตักกบัณฑิต
สดับข่าวนั้นแล้วก็เชื่อ จึงไปที่บ้านนายโจร หยุดรอที่ประตูบ้าน
ส่งข่าวไป. นางออกมาพบ แล้วพูดว่า ท่านเจ้าขา ถ้าเราพากันไป
เดี๋ยวนี้ นายโจรจักติดตามฆ่าเราทั้งสองเสียก็ได้ เราจักไปกัน
ในเวลากลางคืน พาตักกบัณฑิตมาให้บริโภค ให้ซ่อนตัวอยู่
ในยุ้ง ตกเวลาเย็น นายโจรกลับมา กินเหล้า เมา ก็พูดว่า ท่าน
เจ้าค่ะ ถ้านายเห็นศัตรูของนายในเวลานี้ นายจะพึงทำอย่างไร
กะเขา. นายโจรกล่าวว่า เราจักกระทำเช่นนี้ ๆ. นางจึงบอกว่า
ก็ศัตรูนั้นอยู่ไกลเสียเมื่อไรเล่า นั่งอยู่ในยุ้งข้าวนี่เอง. นายโจร
ถือพระขรรค์เดินไปที่ยุ้งข้าว เห็นตักกบัณฑิตก็จับเหวี่ยงให้

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 56)

ล้มลงกลางเรือน โบยด้วยท่อนไม้ ทุบถองด้วยศอกเข่าเป็นต้น
จนหนำใจ ตักกบัณฑิตถึงจะถูกโบยก็ไม่พูดถ้อยคำอะไรอย่างอื่น
เลย กล่าวแต่คำว่า ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียด ประทุษร้าย
มิตร อย่างเดียวเท่านั้น ฝ่ายโจรโบยตักกบัณฑิตแล้วก็มัดให้นอน
มากินอาหารเย็นแล้วก็หลับไป ตื่นขึ้น พอฤทธิ์สุราสร่าง ก็เริ่ม
โบยตักกบัณฑิตอีก. แม้ตักกบัณฑิต ก็กล่าวแต่คำ ๔ คำ อยู่
อย่างนั้น. โจรคิดว่า ท่านผู้นี้ แม้จะถูกเราโบยอย่างนี้ ก็ไม่ยอม
พูดอะไรอย่างอื่นเลย คงกล่าวแต่คำ ๔ คำ อยู่ตลอดมา เราจัก
ถามดู แล้วก็ถามตักกบัณฑิตว่า นี่แนะท่านผู้เจริญ ถึงแม้ท่าน
จะถูกโบยอย่างนี้ เหตุไฉน จึงกล่าวแต่คำ ๔ คำ เหล่านี้เท่านั้น.
ตักกบัณฑิตกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงฟัง แล้วกล่าวลำดับเหตุการณ์
ตั้งแต่ต้นว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นดาบสหนึ่งอยู่ในป่า ได้ฌาน
ข้าพเจ้าช่วยหญิงผู้นี้ผู้ลอยมาในแม่น้ำคงคาให้ขึ้นได้แล้ว ประคบ
ประหงม เมื่อเป็นเช่นนี้ นางผู้นี้ ก็เล้าโลมข้าพเจ้า ทำให้เสื่อม
จากฌาน ข้าพเจ้าต้องทิ้งป่าพานางมาเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านชายแดน
ครั้นนางส่งข่าวไปถึงข้าพเจ้าว่า ถูกพวกโจรนำมาที่นี่ ต้องอยู่
อย่างลำบาก ให้ช่วยพานางกลับไป ทำให้ข้าพเจ้าต้องตกอยู่ใน
เงื้อมมือของท่านในบัดนี้ ด้วยเหตุนั้นข้าพเจ้าจงกล่าวอยู่อย่างนี้.
โจรได้คิดว่า หญิงคนนี้ปฏิบัติผิดถึงอย่างนี้ ในท่านผู้สมบูรณ์
ด้วยคุณ มีอุปการะถึงอย่างนี้ มันคงทำอุปัทวันตรายอะไร ๆ
ให้แก่เราก็ได้ ต้องฆ่ามันเสีย. นายโจรปลอบให้ตักกบัณฑิต

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 56)

เบาใจ ปลุกนางฉวยพระขรรค์ออกมาพูดว่า เราจักฆ่าชายผู้นี้
ที่ประตูบ้าน เดินไปนอกบ้านกับนาง พลางบอกให้นางจับมือ
ท่านตักกบัณฑิตไว้ด้วยคำว่า จงยึดมือชายผู้นี้ไว้ แล้วชักพระขรรค์
ทำเป็นเหมือนจะฟันท่านตักกบัณฑิต กลับฟันนางขาด ๒ ท่อน
อาบน้ำดำเกล้าแล้ว เลี้ยงดูท่านตักกบัณฑิต ด้วยโภชนะอัน
ประณีต สอง-สามวัน ก็กล่าวว่า บัดนี้ท่านจักไปไหนต่อไปเล่า ?
ตักกบัณฑิตกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ากิจด้วยการอยู่ครองเรือนไม่มีแก่
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่านั่นแหละ. โจรกล่าวว่า
ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จักบวชด้วย. ทั้งสองคนพากันบวช ไปสู่
ราวป่านั้น ให้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เกิดได้แล้ว ในเวลา
สิ้นชีวิต ก็ได้ไปสู่พรหมโลก.
พระบรมศาสดาตรัสเรื่องทั้งสองเหล่านี้แล้ว ครั้นตรัสรู้
แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ ความว่า
" หญิงทั้งหลาย เป็นผู้มักโกรธ. อกตัญญู
มักส่อเสียด และคอยแต่ทำลาย ก่อนภิกษุ เธอ
จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด แล้วเธอจักไม่คลาด
ความสุขเป็นแน่ " ดังนี้.
ในพระคาถานั้น ประมวลอรรถาธิบายได้ดังนี้ :-
ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย เป็นผู้มักโกรธ ไม่
สามารถจะหักห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้เลย เป็นคนอกตัญญู
ไม่รู้อุปการคุณแม้จะยิ่งใหญ่ เป็นคนส่อเสียด ชอบกล่าวคำ

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 56)

อันแสดงถึงความส่อเสียดอยู่ร่ำไป เป็นผู้มีนิสัยชอบทำลาย
ชอบทำลายหมู่มิตร มีปกติกล่าวคำทำให้มิตรแตกกันเป็นประจำ
หญิงเหล่านี้ ประกอบไปด้วยธรรมอันลามกเห็นปานนี้. เธอจะ
ไปต้องการหญิงเหล่านี้ ทำไมเล่า ? ดูก่อนภิกษุ เธอจงประพฤติ
พรหมจรรย์เถิด เพราะว่าการงดเว้นจากเมถุนธรรมนี้ ชื่อว่า
พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่าเป็นคุณอันบริสุทธิ์ เธอประพฤติ
พรหมจรรย์นั้น ก็จะไม่คลาดความสุข คือว่า เมื่อเธออยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์นั้น จักไม่คลาดความสุขในฌาน ได้แก่ความสุข
อันเกิดจากมรรค และความสุขอันเกิดจากผล อธิบายว่า จักไม่
ละความสุขนี้ คือจักไม่เสื่อมจากความสุขนี้. ปาฐะว่า น ปริหายสิ
เธอจักไม่เสื่อม ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัส
ประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุกระสันดำรงอยู่
ในโสดาปัตติผลแล้ว. แม้พระบรมศาสดา ก็ทรงสืบอนุสนธิ
ประชุมชาดกว่า นายโจรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์
ในครั้งนี้ ส่วนตักกบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตักกชาดก๑ ที่ ๓
๑. ม. อรรถกถาตักกบัณฑิตชาดก

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 56)

๔. ทุรานชาดก
ภาวะของหญิง รู้ได้ยาก
[๖๔] " ท่านอย่าดีใจว่า หญิงปรารถนาเรา อย่า
เศร้าโศก ว่าหญิงนี้ไม่ปรารถนาเรา ภาวะของ
หญิงทั้งหลาย รู้ได้ยากเหมือนทางไปของปลา
ในน้ำ ฉะนั้น "
จบ ทุรานชาดกที่ ๔
อรรถกถาทุรานชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น
ว่า มา สุ นนฺทิ อิจฺฉติ มํ ดังนี้.
ได้ยินมาว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง ดำรงมั่นใน
สรณะทั้ง ๓ ในศีลทั้ง ๕ เป็นพุทธมามกะ (ยึดถือพระพุทธเจ้า
ว่าเป็นของเรา) เป็นธัมมมามกะ (ยึดถือพระธรรมว่าเป็นของ
เรา) เป็นสังฆมามกะ (ยึดถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา). ส่วน
ภรรยาของเขา เป็นหญิงทุศีล มีบาปธรรม วันใดได้ประพฤติ
นอกใจผัว วันนั้นจะสดชื่นเหมือนนางทาสีที่ไถ่มาด้วยทรัพย์
๑๐๐ กษาปณ์ แต่ในวันไหนไม่ได้คบชู้ ก็จะเป็นเหมือนเจ้านาย

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 56)

ที่ดุร้าย หยาบคาย. เขาอ่านใจนางไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เกิด
เอือมระอาในนางผู้เป็นภรรยา ไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า. ภายหลัง
วันหนึ่ง เขาถือเครื่องสักการะมีของหอม และดอกไม้เป็นต้น
ไปถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ พระศาสดาตรัสว่า เป็นอย่างไรหรือ
จึงไม่ได้มายังสำนักของตถาคตถึง ๗ - ๘ วัน. เขากราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่เรือนของข้าพระองค์ บางวันก็เป็น
เหมือนดังนางทาสีที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์นับร้อยกษาปณ์ บางวัน
ก็ทำเป็นเหมือนเจ้านาย ดุร้ายหยาบคาย ข้าพระองค์อ่านนาง
ไม่ออกเลย ข้าพระองค์เกิดเอือมระอาในนาง จึงไม่ได้เข้ามาเฝ้า
พระเจ้าข้า. ครั้นพระศาสดาทรงสดับคำของเขาแล้ว จึงตรัสว่า
อุบาสก ขึ้นชื่อว่า สภาพของมาตุคามรู้ได้ยากจริง แม้ในครั้งก่อน
บัณฑิตทั้งหลายก็เคยบอกกับท่านแล้ว แต่ท่านไม่อาจกำหนดได้
เพราะเกิด ๆ ดับ ๆ ระหว่างภพต่อภพมากำบังไว้ อันอุบาสก
กราบทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ให้มาณพ
๕๐๐ คน ศึกษาศิลปะ ครั้งนั้น มาณพผู้หนึ่งอยู่นอกแว่นแคว้น
มาเรียนศิลปะในสำนักของท่าน เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ในหญิงนางหนึ่ง
ได้นางเป็นภรรยา พำนักอยู่ในกรุงพาราณสีนั่นแหละ ไม่ได้
ไปอุปัฏฐากอาจารย์เพียง ๒-๓ เวลา ส่วนหญิงผู้เป็นภรรยาของ
เขา เป็นหญิงมีนิสัยชั่ว ใฝ่ต่ำ ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 56)

จะสดชื่นเหมือนนางทาสี (ที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์ ๑๐๐ กษาปณ์)
ในวันที่ประพฤติไม่ได้ ก็จะเป็นเหมือนเจ้านายที่ดุร้าย หยาบคาย.
เขาไม่อาจทราบความประพฤติของนางได้ จึงเกิดเอือมระอา
ขุ่นข้องหมองใจนาง ไม่ได้ไปสู่ที่บำรุงของอาจารย์. ครั้นล่วงมา
๗-๘ วันจึงได้มา ท่านอาจารย์จึงถามว่า พ่อมาณพ เป็นอะไร
ไปหรือ จึงไม่มาเลย. เขาบอกว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ภรรยา
ของกระผมบางวันดูปรารถนากระผม ต้องการกระผม เป็น
เหมือนนางทาสีที่หมดมานะ บางวันก็เป็นเหมือนเจ้านาย กระด้าง
หยาบคาย กระผมไม่อาจอ่านสภาพใจของนางออกได้เลย จึง
เกิดเอือมระอา ขุ่นข้องหมองใจ มิได้มาปรนนิบัติท่านอาจารย์.
อาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนมาณพ เรื่องนี้ก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่า
หญิงที่นิสัยชั่ว ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้ ก็ย่อมโอนอ่อน
ผ่อนตามสามี เหมือนทาสีที่หมดมานะแล้ว แต่ในวันที่ประพฤติ
นอกใจไม่ได้ จะกลายเป็นหญิงกระด้างด้วยมานะ ไม่ยอมรับ
นับว่าเป็นสามี ขึ้นชื่อว่าหญิงมีความประพฤติใฝ่ต่ำ นิสัยชั่ว
เหล่านี้ ก็เป็นอย่างนี้ ชื่อว่า สภาพของหญิงเหล่านั้น รู้ได้ยาก
ในเมื่อพวกนางจะต้องการก็ตาม ไม่ต้องการก็ตาม พึงตั้งตน
เป็นกลางเข้าไว้ แล้วกล่าวคาถานี้ โดยมุ่งให้โอวาทแก่เขาว่า :-
" อย่ายินดีเลยว่า นางปรารถนาเรา อย่า
เสียใจเลยว่านางไม่ปรารถนาเรา สภาพของหญิง
รู้ได้ยาก เหมือนรอยของปลาในน้ำ " ดังนี้.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 56)

บรรดาบทเหล่านั้น สุ อักษรในบาทคาถาว่า มา สุ นนฺทิ
อิจฺฉติ นํ เป็นเพียงนิบาติ ความก็ว่า อย่ายินดีเลยว่า หญิงนี้
ต้องการเรา คือมีความปรารถนา มีความสิเน่หาในเรา
บทว่า มา สุ โสจิ น อิจฺฉติ ความว่า ทั้งไม่ต้องเสียใจ
ไปว่า " หญิงนี้ไม่ต้องการเรา " ขยายความว่า เมื่อนางต้องการ
ก็ไม่ต้องชื่นชม เมื่อนางไม่ต้องการ ก็ไม่ต้องโศกเศร้า. ทำใจ
เป็นกลางเข้าไว้.
บทว่า ถีนํ ภาโว ทุราชาโน ความว่า ขึ้นชื่อว่า ภาพของ
หญิงทั้งหลาย รู้ได้ยาก เพราะมีมายาหญิงปกปิดไว้.
เหมือนอะไร ?
เหมือนการไปของปลาในน้ำรู้ได้ยาก เพราะน้ำปกปิดไว้
ด้วยเหตุนี้แล เมื่อชาวประมงมา ปลาก็กำบัง การแหวกว่ายไป
ด้วยน้ำ หนีรอดไป ไม่ให้จับตัวได้ฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้น
เหมือนกัน กระทำความชั่วแม้ใหญ่หลวง ก็ปกปิดกรรมที่ตน
กระทำเสีย ด้วยมายาหญิง คือลวงสามีว่า ดิฉันไม่ได้กระทำ
อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล่านี้ มีบาปธรรม มีความประพฤติชั่ว
อย่างนี้ ต้องทำใจให้เป็นกลางในนางเหล่านั้น จึงจะมีความสุข.
พระโพธิสัตว์ ได้ให้โอวาทแก่ศิษย์อย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมา
เขาก็เริ่มวางมาดเหนือหญิงเหล่านั้น. ถึงแม้ภรรยาของเขา
พอรู้ว่า ได้ยินว่าท่านอาจารย์รู้ความประพฤติชั่วของเราแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ก็เลิกประพฤติชั่ว.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 56)

แม้พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงค์อยู่ใน
โสดาปัตติผลแล้ว พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
เมียผัวทั้งสองในครั้งนั้น ได้มาเป็นสองเมียผัวในครั้งนี้ ส่วน
อาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทุรานชาดกที่ ๔

141