ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 56)

เรือน ๗ ชั้น มีซุ้มประตู ๗ แห่ง และที่ซุ้มประตูทุกแห่งมีหญิง
รักษาทั้งนั้น ชายอื่นเว้นแต่ท่านพราหมณ์ ไม่มีผู้ใดจะได้เข้าไป
สู่เรือนเลย แม้ตะกร้าทิ้งขยะ ก็ต้องเป็นหญิงเข้าไปชำระทั้งนั้น
ปุโรหิตคนหนึ่ง หญิงบำเรอของมาณวิกานั้นคนหนึ่ง เท่านั้น
ที่ได้เห็นมาณวิกานั้น ครั้งนั้นหญิงบำเรอของมาณวิกา ถือเอา
ทรัพย์อันเป็นมูลค่าสำหรับซื้อเครื่องหอมและดอกไม้เดินไป
เวลาไปก็เดินผ่านไปใกล้ ๆ ร้านของนักเลงนั้น เขารู้เป็นอย่างดี
ว่า หญิงคนนี้ เป็นหญิงบำเรอของมาณวิกา วันหนึ่งพอเห็น
นางเดินมา ก็ลุกขึ้นจากร้าน ถลันไปฟุบที่ใกล้เท้านาง กอดเท้า
ทั้งคู่ไว้แน่น ด้วยแขนทั้งสองข้าง พลางร่ำไห้ปริเวทนาว่า แม่จ๋า
แม่ไปไหนเสียเล่า ตลอดเวลานานประมาณเท่านี้ ? พวกนักเลง
ที่ซ้อมกันไว้ แม้ที่เหลือยืนอยู่ข้างหนึ่ง ก็พากันพูดว่า แม่กับลูก
ดูละม้ายกันโดยสัณฐาน ของมือเท้าและใบหน้า และอากัปกิริยา
ดูเหมือนกับคน ๆ เดียวกัน. หญิงนั้น เมื่อคนพวกนั้นช่วยกันพูด
ก็เชื่อแน่แก่ตน เข้าใจว่า บุรุษนี้เป็นลูกของเราแน่นอน แม้ตนเอง
ก็พลอยร้องไห้ไปด้วย. คนแม้ทั้งสอง ต่างยืนกอดกันร้องไห้.
คราวนั้น นักเลงจึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน ? นาง
ตอบว่า พ่อคุณ แม่บำรุงหญิงสาวของท่านปุโรหิต ผู้มีลีลา
เยื้องกรายเสมอด้วยกินรี มีรูปงามเป็นเลิศอยู่จ๊ะ. เขาถามต่อไป
ว่า บัดนี้ แม่กำลังจะไปไหนต่อละจ๊ะ ? นางบอกว่า แม่กำลัง
จะไปหาซื้อของหอม และพวงมาลาให้นายสาว. เขากล่าวว่า

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 56)

แม่จ๋า แม่จะต้องไปซื้อที่อื่นทำไม นับแต่นี้ไป โปรดรับเอาของ
ของฉันไปเถิด แล้วไม่รับเงินเป็นมูลค่า ให้สิ่งของมีหมากพลู
แลกระวานเป็นต้น กับดอกไม้ต่าง ๆ เป็นอันมากไป. มาณวิกา
เห็นเครื่องหอมและดอกไม้มากมาย ก็กล่าวว่า แม่คุณ วันนี้
ท่านพราหมณ์ของเราใจดี หรืออย่างไร ?
นางถามว่า ทำไมคุณนายพูดอย่างนี้เล่า ?
มาณวิกา เพราะฉันเห็นของเหล่านี้มากมาย
นางกล่าวว่า พราหมณ์ไม่ได้ให้เงินค่าของมากขึ้นเลย
แต่ของนี้ ฉันนำมาจากสำนักลูกของฉัน.
นับแต่นั้นมา นางริบเอาค่าของที่พราหมณ์ให้เสียเอง
แล้วก็ไปรับเอาเครื่องหอม และดอกไม้เป็นต้น มาจากสำนัก
ของนักเลงคนนั้นเรื่อยมา. ล่วงมาสองสามวัน นักเลงก็ทำลวงว่า
เป็นไข้นอนเสีย. นางไปที่ประตูร้านของเขา ไม่เห็นก็ถามว่า
ลูกของเราไปไหน ? คนในร้านบอกว่า ลูกชายของท่าน ไม่
สบาย. นางไปถึงที่นอนของเขา แล้วนั่งลูบหลัง ถามว่า ลูกเอ๋ย
ไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ ? เขานิ่งเสีย นางก็ถามว่า ทำไมไม่
พูดเล่า ลูกเอ๋ย. นักเลงพูดว่า แม่จ๋า ถึงฉันจะตายก็ไม่สามารถ
จะบอกแม่ได้. นางจงกล่าวว่า เจ้าไม่บอกแม่แล้ว จะควรบอก
ใครเล่า บอกเถิดพ่อคุณ นักเลงจึงบอกว่า แม่จ๋า ฉันไม่ป่วยไข้
เป็นอะไรหรอก แต่ฉันได้ยินดีคำสรรเสริญนางมาณวิกาแล้ว ก็
มีจิตผูกพันมั่นคง เมื่อฉันได้นางจึงจะมีชีวิตสืบไป เมื่อไม่ได้

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 56)

จักยอมตายที่นี่แหละ. นางกล่าวว่า พ่อคุณ เรื่องนี้เป็นภาระของ
แม่เอง ลูกอย่าเสียใจเพราะเรื่องนี้เลย ปลอบเอาใจเขาแล้ว
ก็ขนของหอมและดอกไม้ไปมากมาย มาถึงสำนักมาณวิกา ก็
กล่าวว่า คุณนายเจ้าขา ลูกดิฉันได้ยินคำสรรเสริญคุณนาย
จากสำนักของฉันแล้ว มีจิตผูกพันมั่นคง ทำอย่างไรกันดีเล่า ?
มาณวิกาตอบว่า ถ้าแม่พาเขามาได้ ฉันจะให้โอกาสเหมือนกัน.
นางฟังคำของมาณวิกาแล้ว แต่บัดนั้นมา ก็กวาดขยะเป็นอันมาก
จากทุกซอกทุกมุมของเรือน เทรดหัวหญิงที่เป็นยาม. หญิงที่
เป็นยามอึดอัดใจด้วยเรื่องนั้น ก็ออกไป. โดยทำนองเดียวกัน
นี้แหละ หญิงที่เป็นยามคนไหน พูดอะไร ๆ นางจะทิ้งขยะรดหัว
หญิงยามนั้น ๆ ตั้งแต่นั้น นางจะนำสิ่งใดเข้ามา หรือนำออกไป
ก็ไม่มีใครกล้าตรวจค้นสิ่งนั้น.
ได้เวลา นางให้นักเลงนั้นนอนในตะกร้าดอกไม้ แบกไป
สู่สำนักมาณวิกา. นักเลงทำลายศีลของมาณวิกาเสียแล้ว ได้อยู่
ในปราสาทนั้นเอง สอง-สามวัน. เมื่อท่านปุโรหิตออกไปข้างนอก
แล้ว ทั้งสองคนก็ร่วมอภิรมย์กัน. เมื่อปุโรหิตมา นักเลงก็ซ่อน
เสีย. ครั้นล่วงมาได้วัน-สองวัน มาณวิกาก็พูดกะนักเลงว่า
ที่รัก บัดนี้ ท่านควรจะไปเสียที. นักเลงก็กล่าวว่า ฉันจะตี (หัว)
พราหมณ์ให้ได้เสียก่อนถึงจะไป. มาณวิกากล่าวว่า อย่างนั้นก็ได้
แล้วให้นักเลงซ่อนตัวเสีย เมื่อพราหมณ์มา ก็พูดอย่างนี้ว่า
ท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะฟ้อนในเมื่อท่านบรรเลงพิณ. พราหมณ์

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 125 (เล่ม 56)

รับคำว่า เจ้าจงฟ้อนเถิด นางผู้เจริญ แล้วก็บรรเลงพิณ. นาง-
มาณวิกา กล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันละอายในเมื่อท่านจ้องดู
ดิฉันขอปิดหน้าท่านเสียก่อนถึงจะฟ้อน. ปุโรหิตกล่าวว่า ถ้าเจ้า
ละอาย ก็จงกระทำอย่างนั้นเถิด. มาณวิกาหยิบผ้าเนื้อหนาปิดตา
ท่านปุโรหิต แล้วผูกหน้าจนมิด พราหมณ์ยอมให้ปิดหน้า บรรเลง
พิณไปเรื่อย ๆ นางฟ้อนได้สักครู่ ก็กล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉัน
อยากจะเคาะศีรษะท่านสักครั้งหนึ่งน๊ะเจ้าค๊ะ. พราหมณ์ผู้
หลงใหลในสตรี ไม่รู้เหตุการณ์อะไร ก็กล่าวว่า เคาะเถิด.
มาณวิกา ให้สัญญาแก่นักเลง. เขาย่องเข้ามาใกล้ ๆ ยืนอยู่
หลังพราหมณ์ทีเดียว แล้วถองศีรษะด้วยศอก. นัยน์ตาของ
พราหมณ์ถึงกับถลน. หัวโนขึ้น พราหมณ์เจ็บปวดรวดร้าว
กล่าวว่า เจ้าจงส่งมือมานี่. มาณวิกาส่งมือของตนวางไว้บนมือ
พราหมณ์. พราหมณ์กล่าวว่า มือนิ่ม ๆ แต่เขกแข็ง. นักเลง
ครั้นเขกหัวพราหมณ์แล้วก็ซ่อนตัวเสีย. มาณวิกาเมื่อนักเลง
ไปซ่อน ก็เปลื้องผ้าออกจากหน้าพราหมณ์ หยิบน้ำมันมาทา
นวดศีรษะให้ เมื่อพราหมณ์ออกไปข้างนอกแล้ว หญิงบำเรอให้
นักเลงนอนในตะกร้าดังเก่า พาออกไป. นักเลงจึงไปเฝ้าพระราชา
กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ.
พระราชา ตรัสแก่พราหมณ์ผู้มาเฝ้าพระองค์ว่า เราเล่น
สกาพนันกันเถิด ท่านพราหมณ์. ท่านปุโรหิตรับสนองพระ-
ดำรัสว่า ดีละ พระเจ้าข้า. พระราชาโปรดให้จัดตั้งวงเพื่อเล่นสกา

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 126 (เล่ม 56)

ทรงขับเพลงการพนัน แล้วทรงทอดลูกบาศก์ พราหมณ์ไม่รู้เรื่อง
ที่มาณวิกาถูกทำลายตบะเสียแล้ว คงกล่าวว่า ยกเว้นมาณวิกา
แม้จะกล่าวอย่างนี้ ก็ต้องแพ้อยู่นั่นเอง. พระราชาทรงชนะแล้ว
ตรัสว่า พราหมณ์ท่านกล่าวอะไร ? ตบะแห่งมาณวิกาของท่าน
ถูกทำลายแล้ว ท่านอุตส่าห์รักษามาตุคามตั้งแต่อยู่ในครรภ์
กระทำการป้องกันในที่ถึง ๗ แห่ง สำคัญว่า เราจักรักษาได้
ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม แม้บุรุษจะเอาใส่ไว้ในท้องเที่ยวไป ก็ไม่อาจ
รักษาไว้ได้ ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีบุรุษคนเดียวไม่มีดอก มาณวิกา
ของท่านกล่าวว่า ดิฉันปรารถนาจะฟ้อน เอาผ้าผูกหน้าของท่าน
ผู้บรรเลงพิณเสีย ให้ชายชู้ของตนเอาศอกถองศีรษะท่านแล้ว
ก็ส่งไป คราวนี้ ท่านจะยกเว้นได้อย่างไรเล่า. ดังนี้แล้วตรัส
คาถาความว่า :-
" พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าผูกหน้าเสียหมด
ให้บรรเลงพิณ เพราะเหตุใด ไม่ทราบเหตุนั้นเลย
หญิงที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นพืช เป็นภรรยายังทำ
เสียได้ ใครเล่าจะวางใจในภรรยานั้น ๆ ได้
แน่นอน " ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ พฺราหมฺโณ อวาเทสิ วีณํ
สมฺมุขเวฐิโต ความว่า พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าเนื้อหนาผูกหน้า
มิดชิด ให้บรรเลงพิณไป เพราะเหตุอันใด ไม่ได้ทราบเหตุอันนั้น.
เพราะนางต้องการลวงเขาจึงได้กระทำอย่างนี้. แต่พราหมณ์

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 127 (เล่ม 56)

ไม่รู้อาการที่หญิงทั้งหลายมีมายามากนั้น หลงเชื่อมาตุคาม
จึงได้สำคัญอย่างนี้ว่า นางละอายเรา. พระราชาเมื่อจะประกาศ
ความไม่รู้ของพราหมณ์นั้น จึงตรัสอย่างนี้ นี้เป็นคำอธิบายในข้อนี้.
บทว่า อณฺฑภูตา ภตา ภริยา ความว่า อัณฑะ ท่านเรียกว่า
พืช คือ หญิงที่ถูกนำมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นพืช คือถูกนำมาเลี้ยง
แต่ในเวลาที่ยังไม่คลอดจากต้องของแม่. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า
ภตา หมายถึงเป็นคำถาม คือถามว่า นั่นเป็นใคร ? เป็นภรรยา
คือเป็นเจ้าของบุตร เป็นหญิงบำเรอ. เพราะว่า หญิงนั้นท่าน
เรียกว่า ภรรยา เพราะเป็นหญิงที่ต้องเลี้ยงด้วยภัตร์ และผ้า
เป็นต้น ๑ เพราะมีความสังวรระวังอันถูกทำลายแล้ว ๑ เพราะ
ต้องเลี้ยงด้วยโลกธรรม ๑
บทว่า ชาตุ ในบาทคาถาว่า ตาสุ โก ชาตุ วิสฺสเส นี้
เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า ในเมื่อภรรยาเหล่านั้น
แม้ถึงจะถูกคุ้มกัน ตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา ก็ยังถึงวิการ
(นอกใจ) อย่างนี้ได้ใครเล่า คือคนฉลาด หน้าไหน จะพึงวางใจ
ได้ภรรยาได้อย่างแน่นอน ได้แก่ใครเล่า ควรจะเชื่อได้ว่า หญิง
เหล่านี้ ไม่มีวิการ (นอกใจ) ในเรา. เพราะว่าขึ้นชื่อว่า มาตุคาม
ในเมื่อมีผู้เรียกร้อง ในเมื่อมีผู้เชื้อเชิญ ด้วยอำนาจอสัทธรรม
ใคร ๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้เลย.
พระโพธิสัตว์ ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์อย่างนี้.
พราหมณ์ฟังธรรมเทศนาของพระโพธิสัตว์แล้ว ไปสู่นิเวศน์

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 128 (เล่ม 56)

กล่าวกะมาณวิกานั้นว่า ได้ยินว่า เจ้ากล้าทำชั่วถึงขนาดนี้เชียว
หรือ ? มาณวิกาถามว่า ท่านเจ้าค๊ะ ใครพูดอย่างนี้เล่าค่ะ ดิฉัน
นี่แหละเขกหัวที่ท่าน คนอื่นไม่มีใครดอก. ถ้าท่านไม่เชื่อว่า ดิฉัน
ไม่ทรามสัมผัสชายอื่น เว้นจากท่านแล้ว จักกระทำสัจจกิริยา
ลุยไฟให้ท่านเชื่อ. พราหมณ์กล่าวว่า อย่างนั้นก็ดี จึงให้สุมฟืน
กองใหญ่จุดไฟ แล้วเรียกนางมากล่าวว่า ถ้าเจ้าแน่ใจตนเอง จง
ลุยไฟเถิด. ฝ่ายมาณวิกากล่าวซักซ้อมกะหญิงผู้บำรุงของตน
ไว้ก่อนทีเดียวว่า แม่คุณ จงไปบอกลูกของแม่ให้ไปที่นั่น ในเวลา
ฉันลุยไฟ ให้จับมือฉันไว้. หญิงนั้นก็ไปบอกอย่างนั้น. นักเลง
มายืนอยู่ท่ามกลางมหาชน. มาณวิกาหวังจะลวงพราหมณ์ ยืนอยู่
ท่ามกลางมหาชน กระทำสัจจกิริยาว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์
ขึ้นชื่อว่า การสัมผัสด้วยมือของชายอื่น ยกเว้นท่านแล้ว ดิฉัน
ไม่เคยรู้จักเลย ด้วยสัจจะนี้ ขอไฟนี้อย่าไหม้ฉันเลย พลางทำท่า
จะลุยไฟ. ในขณะนั้น นักเลงก็ประกาศว่า ดูเถิดท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย จงดูการกระทำของพราหมณ์ปุโรหิต ท่านจะให้มาตุคาม
ผู้งามอย่างนี้ลุยไฟ แล้วตรงไปจับมือนางไว้ นางสะบัดมือแล้ว
พูดกับปุโรหิตว่า ท่านเจ้าขา สัจจกิริยาของดิฉันถูกทำลายเสีย
แล้ว ดิฉันไม่อาจลุยไฟได้เจ้าค่ะ. พราหมณ์ถามว่า เพราะเหตุไร ?
มาณวิกาตอบว่า ในวันนี้ดิฉันได้ทำสัจจกิริยาไว้อย่างนี้ว่า ยกเว้น
สามีของดิฉันแล้ว ดิฉันไม่รู้สัมผัสมือของชายอื่นเลย บัดนี้ ดิฉัน
ถูกชายคนนี้จับมือเสียแล้ว เจ้าค่ะ. พราหมณ์รู้ทันว่า เราถูก

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 129 (เล่ม 56)

นางมาณวิกาลวงเอา ก็โบยตีนางแล้วได้ไป. ได้ยินว่า หญิงเหล่านี้
ประกอบไปด้วยอสัทธรรมอย่างนี้ ทำกรรมชั่วช้าเป็นอันมาก
เพื่อจะลวงสามีของตน ทำการสบถได้ทั้งวันว่า ดิฉันไม่ได้กระทำ
อย่างนี้ ย่อมเป็นหญิงมีจิตปรวนแปรไปได้ต่าง ๆ. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
" สภาพของหญิงทั้งหลายที่หาสัจจะได้
โดยยาก เป็นโจร ร้อยเล่ห์มายา รู้ได้ยาก เหมือน
การไปของปลาในน้ำฉะนั้น นางพูดเท็จเหมือน
จริง พูดจริงเหมือนเท็จ เหมือนโคทั้งหลายเล็ม
กินแต่หญ้าอ่อน ๆ ที่มากมาย ความสวยของเรา
ประเสริฐแท้ แท้จริงหญิงเหล่านี้เป็นโจรหยาบ-
คาย ร้ายกาจ กลับกลอกเหมือนก้อนกรวด ความ
ล่อลวง บรรดามีในหมู่มนุษย์ ไม่มีข้อไหนที่
พวกนางจะไม่รู้ "
พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า มาตุคามใคร ๆ รักษาไว้ไม่ได้
อย่างนี้ ดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศ
สัจจะ. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันบรรลุโสดาปัตติผล.
พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า พระเจ้ากรุงพาราณสี
ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอัณฑภูตชาดกที่ ๒

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 130 (เล่ม 56)

๓. ตักกชาดก
ว่าด้วยลักษณะธรรมดาหญิง
[๖๓] " ธรรมดาว่าหญิงเป็นคนมักโกรธ ไม่รู้จัก
คุณ ชอบส่อเสียด ชอบยุยงให้แตกกัน ดูก่อน
ภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด เธอจักไม่
เสื่อมจากสุข"
จบ ตักกชาดกที่ ๓
อรรถกถาตักกชาดกที่ ๓๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันนั่นแหละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า โกธนา อกตญฺญู จ ดังนี้.
พระศาสดาตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุที่เขาว่า เธอกระสัน
แล้ว ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ขึ้นชื่อว่า
หญิงทั้งหลาย เป็นคนอกตัญญู ประทุษร้ายมิตร เหตุไรเธอจึง
กระสันเพราะอาศัยหญิงเหล่านั้น แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
๑. ม. อรรถกถาตักกปัณฑิตชาดก

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 56)

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี สร้างอาศรมอยู่ที่ฝั่ง
แม่น้ำคงคา ยังสมาบัติและอภิญญาให้เกิดแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วย
ความสุขอันเกิดแต่ความยินดีในฌาน. ในสมัยนั้น ธิดาของท่าน
เศรษฐี ในกรุงพาราณสี ชื่อว่าทุษฐกุมารี เป็นหญิงดุร้าย
หยาบคาย มักด่า มักตี ทาส และกรรมกร. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง
คนที่เป็นบริวาร ชวนนางไปว่า จักเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา. ขณะ
เมื่อมนุษย์เหล่านั้นเล่นน้ำกันอยู่นั่นแหละ เป็นเวลาที่พระอาทิตย์
ใกล้จะอัษฎงค์. เมฆฝนก็ตั้งเค้าขึ้น. พวกมนุษย์ทั้งหลายเห็น
เมฆฝนแล้ว ก็รีบวิ่งแยกย้ายกันไป. พวกทาสกรรมกรของธิดา
ท่านเศรษฐีพูดกันว่า วันนี้พวกเราควรแก้เผ็ดนางตัวร้ายนี้
แล้วทิ้งนางไว้ในน้ำนั่นแล พากันขึ้นไปเสีย. ฝนก็ตกลงมา แม้
ดวงอาทิตย์ก็อัษฎงค์. เกิดความมืดมัวทั่วไป. พวกทาสและ
กรรมกรเหล่านั้น เว้นแต่ธิดาท่านเศรษฐีคนเดียว ไปถึงเรือน
เมื่อคนทั้งหลาย พูดว่า ธิดาท่านเศรษฐีไปไหนเล่า ? ก็กล่าวว่า
นางขึ้นจากแม่น้ำคงคาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพเจ้า
จึงไม่รู้ว่านางไปไหน. แม้พวกญาติพากันค้นหาก็ไม่พบ.
ธิดาท่านเศรษฐีร้องดังลั่น ลอยไปตามน้ำ ถึงที่ใกล้
บรรณศาลาของพระโพธิสัตว์ เมื่อเวลาเที่ยงคืน. พระโพธิสัตว์
ได้ยินเสียงของนางก็คิดว่า นั่นเสียงหญิง ต้องช่วยเหลือนาง
พลางถือคบหญ้าเดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำ เห็นนางแล้ว ก็ปลอบว่า

131