ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 56)

สระนั้น แล้วจึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ลูกเอ๋ย พ่อแก่แล้ว
จักมอบฝูงให้เจ้า วันนี้จะตั้งเจ้าเป็นหัวหน้า ที่ตรงโน้นมีสระอยู่
ในสระนั้น ดอกโกมุท ๒ ดอก อุบล ๓ ดอก ปทุม ๕ ดอก กำลัง
บาน ไปเถิด ไปเอาดอกไม้มาจากสระนั้น. พระโพธิสัตว์ รับคำ
ว่า ดีละพ่อ ฉันจักไปนำมาแล้วก็ไป แต่ยังไม่ผลีผลามลงไป
ตรวจดูรอยรอบ ๆ สระ เห็นแต่รอยลงเท่านั้น ไม่เห็นรอยขึ้น
ก็รู้ว่า อันสระนี้ต้องมีรากษสยึดครองแน่นอน พ่อเราไม่อาจ
ฆ่าเราด้วยตน จักหวังให้รากษสเคี้ยวกินเราเสีย เราจักไม่ลง
สระนี้ และต้องเก็บดอกไม้ให้ได้ด้วย แล้วเดินไปหาที่ซึ่งไม่มี
น้ำ ไปได้ ๒ ดอก ทีเดียว โดดไปลงฝั่งโน้น โดดจากฝั่งโน้น
มาลงฝั่งนี้ ก็คว้าได้อีก ๒ ดอก ด้วยอุบายนั้นแหละ. ด้วยวิธีนี้
พระโพธิสัตว์เก็บดอกไม้ได้เป็นกองทั้งสองฝั่งสระ และไม่ต้อง
ลงสู่สถานอันอยู่ในอาญาของรากษส. ครั้นพระโพธิสัตว์เห็นว่า
ไม่สามารถจะเก็บได้มากกว่านี้ ก็รวบรวมดอกไม้กองไว้ที่เดียว.
ครั้งนั้นรากษสดำริว่า อัจฉริยบุรุษ มีปัญญาอย่างนี้ เราไม่เคย
เห็นเลยตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ดอกไม้ก็เก็บได้ตามปรารถนา
และไม่ต้องลงสู่สถานที่อันอยู่ในอาญาของเราอีกด้วย จึงระเบิด
น้ำโผล่ขึ้นจากน้ำเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า พานรินทร์
ในโลกนี้ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการ ผู้นั้นย่อมครอบงำปัจจามิตร
ได้ ชะรอยภายในตัวของท่าน จักมีธรรมทั้งนั้นครบทุกประการ
เป็นแน่ เมื่อจะชื่นชมพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :-

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 56)

"ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือทักขิยะ
สุริยะ ปัญญา มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่าน
บุคคลนั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้." ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขยํ ได้แก่ความเป็นผู้
มีความขยันขันแข็ง. บทนี้เป็นชื่อของความเพียรอย่างสูง ที่
ประกอบพร้อมมูลด้วยปัญญา อันรู้จักกำจัดภัยที่มาประจวบ
เข้า.
บทว่า สูรยํ ได้แก่ความเป็นผู้กล้าหาญ. บทนี้เป็นชื่อ
ของความเป็นผู้ไม่มีความพรั่นพรึง.
บทว่า ปญฺญา นี้ เป็นชื่อของความรู้อุบาย ซึ่งเป็นจุด
เริ่มต้นของความปรากฏผล.
รากษสนั้นชมเชยพระโพธิสัตว์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว
ก็ถามว่า ท่านเก็บดอกไม้เหล่านี้ไปทำไม ? พระโพธิสัตว์ตอบ
ว่า พ่อของเราปรารถนาจะตั้งเราเป็นผู้นำฝูง เราเก็บไปเพราะ
เหตุนั้น. รากษสพูดว่า อุดมบุรุษเช่นท่าน ไม่น่าจะนำดอกไม้ไป
เราจักนำไปให้ แล้วหอบดอกไม้เดินตามหลังพระโพธิสัตว์ไป.
ครั้งนั้นบิดาของพระโพธิสัตว์เห็นแต่ไกลแล้ว รำพึงว่า เราส่ง
มันไป หมายว่า จักให้เป็นเหยื่อของรากษส บัดนี้มันกลับใช้ให้
รากษสถือดอกไม้ตามมา คราวนี้เราฉิบหายแล้ว เลยหัวใจแตก
เจ็ดเสี่ยง สิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. ฝูงวานรที่เหลืออยู่ ประชุมกัน
ยกพระโพธิสัตว์ให้เป็นราชาผู้นำฝูง.

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 56)

แม้พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า วานรนายฝูงในครั้งนั้น ได้เป็น
พระเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนบุตรของลิงผู้เป็นจ่าฝูง ได้มาเป็นเรา
ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตโยธรรมชาดกที่ ๘

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 56)

๙. เภริวาทชาดก
ว่าด้วยการทำเกินประมาณ
[๕๙] "เมื่อจะตีก็พึงตีเถิด แต่อย่าตีเกินประมาณ
เพราะการตีเกินประมาณ เป็นการชั่วช้าของเรา
ทรัพย์ที่ได้มาตั้งร้อย เพราะการตีกลอง ได้
ฉิบหายไป เพราะเจ้าตีกลองเกินประมาณ"
จบ เภริวาทชาดกที่ ๙
อรรถกถาเภริวาทชาดกที่ ๙
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน-
มหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธเม ธเม ดังนี้.
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือ
ภิกษุที่เขาว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลรับว่า ข้า-
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นความจริงพระเจ้าข้า ก็ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ว่ายากในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาล
ก่อน เธอก็เคยเป็นว่ายากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนตีกลอง อยู่ ณ บ้าน

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 56)

ตำบลหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ ฟังข่าวว่าในกรุงพาราณสี มีงาน
เอิกเกริก ก็คิดว่า เราจักนำกลองไปตีใกล้บริเวณที่เขามีมหรสพ
หาทรัพย์ แล้วพาลูกชายไปในกรุงพาราณสีนั้น ตีกลองได้ทรัพย์
จำนวนมาก นำทรัพย์ไปบ้านของตน ผ่านดงโจร ก็ห้ามลูกชาย
ผู้ตีกลองไม่หยุดหย่อนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าตีกลองไม่หยุดระยะ
จงตีเป็นระยะ ๆ เหมือนเขาตีกลองเวลาคนใหญ่โตเดินทาง. ลูกชาย
แม้จะถูกบิดาห้ามปราม กลับพูดว่า ฉันจักไล่พวกโจรให้หนีไป
ด้วยเสียงกลองให้จงได้ แล้วก็ตีกระหน่ำไม่หยุดระยะเลย.
พวกโจรฟังเสียงกลองครั้งแรกทีเดียว คิดว่า จังหวะเหมือน
กลองคนใหญ่โต พากันหนีไป ครั้นฟังเสียงติด ๆ กันเกินไป
ก็พูดกันว่า ต้องไม่ใช่กลองคนใหญ่โต หวนกลับมาซุ่มดู เห็นคน
สองคนเท่านั้น ก็รุมทุบแย่งเอาทรัพย์ไป. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
เจ้าตีกลองกระหน่ำเป็นเสียงเดียว เป็นเหตุทำให้ทรัพย์ที่เราหา
มาได้โดยเหนื่อยยาก สูญหายหมด แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :-
เมื่อจะตีก็พึงตีเถิด แต่อย่าตีเกินประมาณ
เพราะการตีเกินประมาณ เป็นการชั่วช้าของเรา
ทรัพย์ที่ได้มาตั้งร้อยเพราะการตีกลอง ได้
ฉิบหายไป เพราะเจ้าตีกลองเกินประมาณ. ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธเม ธเม ความว่า กลองควรตี
ไม่ใช่ไม่ควรตี อธิบายว่า กลองน่ะ ตีได้ ไม่ใช่ไม่ให้ตี.

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 107 (เล่ม 56)

บทว่า นาติธเม ความว่า แต่ไม่ควรตีกระหน่ำไปจนไม่
หยุดหย่อน.
เพราะเหตุไร ?
เพราะว่า การตีเกินไป เป็นการชั่วช้าของเรา หมายความ
ว่า การตีกลองไม่หยุดหย่อน เป็นความชั่ว คือก่อให้เกิดสถานการณ์
เลวร้าย แก่เราทั้งสองในบัดนี้.
บทว่า ธมนฺเตน สตํ ลทฺธํ ความว่า เพราะการตีกลองใน
พระนคร ได้ทรัพย์มาร้อยกหาปณะ.
บทว่า อติธนฺเตน นาสิตํ ความว่า แต่บัดนี้เพราะลูกชาย
ของเรา ไม่ทำตามคำสั่ง ตีกลองกระหน่ำไปที่ดงโจรนี้ เพราะ
การตีกลองกระหน่ำไปนั้น ทรัพย์ทั้งหมดวอดไปแล้ว.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ลูกชายในครั้งนั้น มาเป็นภิกษุ
ว่ายากในบัดนี้ ส่วนบิดา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเภริวาทชาดกที่ ๙

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 108 (เล่ม 56)

๑๐. สังขธมนชาดก
ว่าด้วยการทำเกินประมาณ
[๖๐] ท่านจะเป่าก็จงเป่าเถิด แต่อย่าเป่าให้เกิน
ประมาณ เพราะการเป่าเกินประมาณ เป็นการ
ชั่วช้าของเรา โภคะที่เราได้มา เพราะการเป่าสังข์
ได้ฉิบหายไป เพราะท่านเป่าสังข์เกินประมาณ
จบ สังขธมนชาดกที่ ๑๐
อรรถกถาสังขธมนชาดกที่ ๑๐
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน-
มหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุว่ายากเหมือนกัน ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธเม ธเม ดังนี้.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคนเป่าสังข์. เมื่อมีงาน
ในกรุงพาราณสีอย่างเอิกเกริก ก็พาบิดาไปทำการเป่าสังข์
ได้ทรัพย์ ในเวลากลับก็กล่าวห้ามบิดาผู้ทำการเป่าสังข์อยู่ไม่
ขาดระยะ ใกล้ ๆ ดงโจร. บิดากลับพูดว่า จักไล่พวกโจรให้หนี
ไปด้วยเสียงสังข์ แล้วเป่าเรื่อยไปไม่ขาดระยะ. พวกโจรก็พา
กันมารุมแย่งทรัพย์ไปหมด ทำนองเดียวกับเรื่องก่อนนั่นแหละ
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถา โดยนัยเดียวกับเรื่องก่อน ความว่า

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 109 (เล่ม 56)

" ท่านจะเป่าก็จงเป่าเถิด. แต่อย่าเป่าจน
เกินประมาณ เพราะการเป่าเกินประมาณ เป็น
การชั่วช้าของเรา โภคะที่เราได้มาเพราะการเป่า
สังข์ ได้ฉิบหายไปเพราะท่านเป่าสังข์เกิน
ประมาณ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ตาโต วิธมี ธมํ ความว่า
บิดาของเราเป่าสังข์บ่อย ๆ เลยเป่าเอาทรัพย์ที่ได้ไว้เพราะการ
เป่าสังข์ทั้งนั้น หมดไป พินาศไป.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาด้วย
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุ
ผู้ว่ายากในบัดนี้ ส่วนบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสังขธมนชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหาสีลวชาดก ๒. จูฬชนกชาดก ๓. ปุณณปาติชาดก
๔. ผลชาดก ๕. ปัญจาวุธชาดก ๖. กัญจนขันธชาดก ๗. วารินท-
ชาดก ๘. ตโยธรรมชาดก ๙. เภริวาทชาดก ๑๐. สังขธมนชาดก.
จบ อาสิงสวรรคที่ ๖

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 110 (เล่ม 56)

๗. อิตถีวรรค
๑. อสาตมันตชาดก
ว่าด้วยหญิงเลวทราม
[๖๑] "ขึ้นชื่อว่าหญิงในโลกนี้เลวทราม เพราะ
หญิงเหล่านั้น ไม่มีเขตแดน มีแต่ความกำหนัด
ยินดี คึกคะนองไม่มีเลือก เหมือนไฟที่ไหม้ไม่
เลือกฉะนั้น เราจักละทิ้งหญิงเหล่านั้นไปบวช
เพิ่มพูนวิเวก"
จบ อสาตมันตชาดกที่ ๑
อรรถกถาอิตถีวรรคที่ ๗
อรรถกถาอสาตมันตชาดกที่ ๑
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้.
เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งในอุมมาทยันตีชาดก.
(เรื่องย่อ ๆ มีว่า) ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ
ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 111 (เล่ม 56)

เธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลว ๆ เช่นนี้ทำไม แล้วทรงนำ
เรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมือง
ตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพท
และศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. ดังนั้น ใน
กรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตร
เกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมาร
มีอายุได้ ๑๖ มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้
ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก
จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้
ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียน
ศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด.
มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐาน
เท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกษาปณ์ เป็น
ค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะ
แล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือน
ต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า. ลำดับนั้น มารดาปรารถนา
จะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่า
อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษ
แห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียน

111