ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 32 (เล่ม 56)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมธาวี ได้แก่บัณฑิต คือท่าน
ที่มีความรู้แจ่มแจ้ง. บทว่า ยํ ในบาทคาถาว่า ยญฺเจ พาลานุกมฺปโก
นี้ ท่านทำเป็นลิงควิปวาส. ศัพท์ว่า เจ เป็นนิบาตใช้ในอรรถ
แห่งนาม. ความว่า บัณฑิตถึงแม้จะเป็นศัตรู ก็ยังดีกว่าคนโง่เขลา
ที่มีใจเอ็นดูกรุณา ตั้งร้อยเท่าพันเท่าทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ยํ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ปฏิเสธ ความว่า คนโง่เขลา ผู้มีใจ
เอ็นดู จะประเสริฐได้อย่างไร ?
บทว่า ชมฺมึ แปลว่า ผู้ชั่วช้า โง่เซอะ.
บทว่า มาตรํ หนฺตวาน โสจติ ความว่า นางโรหิณีผู้โง่เง่า
หมายใจว่า เราจักฆ่าแมลงวัน กลับฆ่าแม่บังเกิดเกล้า แล้วร้องไห้
คร่ำครวญอยู่ด้วยตนเอง. ด้วยเหตุนี้ในโลกนี้ แม้ถึงจะมีศัตรู
ก็ขอให้เป็นบัณฑิตเถิด ยังดีกว่าแน่นอน. พระโพธิสัตว์เมื่อ
สรรเสริญบัณฑิต ทรงแสดงธรรมแล้วด้วยคาถานี้.
พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้
เท่านั้น ที่นางโรหิณีหมายใจว่า " เราจักฆ่าแมลงวัน " กลับฆ่า
มารดาเสีย แม้ในปางก่อนก็เคยฆ่ามาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรง
นำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดก
ว่า มารดานางโรหิณีในครั้งนั้น ก็มาเป็นมารดาในครั้งนี้ ธิดา
ในครั้งนั้น ก็มาเป็นธิดาในครั้งนี้เหมือนกัน แต่มหาเศรษฐีใน
ครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโรหิณีชาดกที่ ๕

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 33 (เล่ม 56)

๖. อารามทูสกชาดก
ฉลาดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีความสุข
[๔๖] "ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะ
ทำความเจริญ ก็ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้
ผู้มีปัญญาทราม ย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เหมือน
ลิงผู้รักษาสวน ฉันนั้น"
จบ อารามทูสกชาดกที่ ๖
อรรถกถาอารามทูสกชาดกที่ ๖
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภคนประทุษร้ายอุทยาน ในหมู่บ้านโกศลตำบลหนึ่ง ตรัส
พระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า " น เว อนตฺถกุสเลน" ดังนี้.
ดังได้สดับมา เมื่อพระบรมศาสดา เสด็จจาริกไปในแคว้น
โกศล ทรงบรรลุถึงหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. กุฏุมพีในหมู่บ้านนั้น
หนึ่ง นิมนต์พระตถาคตเจ้าให้ประทับนั่งในอุทยานของตน
ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขแล้ว กราบทูล
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จเที่ยวไปในสวนนี้
ตามความพอพระทัยเถิด. ภิกษุทั้งหลายก็พากันลุก ชวนนายอุทยานบาล

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 34 (เล่ม 56)

(คนเฝ้าสวน) ไปเที่ยวอุทยาน เห็นที่โล่งเตียนแห่งหนึ่ง จึงถามนาย-
อุทยานบาลว่า อุบาสก อุทยานนี้ ตอนอื่นมีต้นไม้ชะอุ่มร่มรื่น แต่ที่
ตรงนี้ไม่มีต้นไม้หรือกอไผ่อะไรเลย ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไรหนอ ?
นายอุทยานบาลตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าเจริญ ในเวลาปลูก
สร้างอุทยานนี้ มีเด็กชาวบ้านคนหนึ่ง เมื่อจะรดน้ำต้นไม้ ต้อง
ถอนต้นไม้ที่เพิ่งปลูกในที่ตรงนี้ ขึ้นดูรากเสียก่อนแล้วจึงรดน้ำ
ตามความสั้นยาวของรากเป็นประมาณ ต้นไม้ปลูกใหม่เหล่านั้น
ก็เหี่ยวแห้งตายไม่เหลือ ด้วยเหตุนั้นที่ตรงนี้จึงโล่งเตียนไป. ภิกษุ
ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้ว จึงกราบทูลเรื่องนั้น.
พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เด็กชาวบ้านคนนั้น
มิใช่เพิ่งเป็นคนทำลายสวนในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็เคย
เป็นคนทำลายสวนเหมือนกัน แล้วทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พวกชาวเมืองป่าวร้อง การเล่นนักขัตฤกษ์ใน
พระนคร. จำเดิมแต่กาลที่ได้ยินเสียงกลองประโคมในนักขัตฤกษ์.
ชาวพระนครทั่วถ้วนล้วนพากันเที่ยวเล่นการนักขัตฤกษ์ไปมา
สนุกสนาน. ครั้งนั้น อุทยานของพระราชา มีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็น
อันมาก, คนเฝ้าสวนคิดว่า ในเมืองมีงานนักขัตฤกษ์เอิกเกริก
เราบอกให้ลิงเหล่านี้มันรดน้ำต้นไม้ แล้วเราก็จักเล่นนักขัตฤกษ์
ได้ แล้วก็ไปหาวานรตัวจ่าฝูง ถามว่า แนะวานรผู้เป็นจ่าฝูง

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 35 (เล่ม 56)

ผู้เป็นสหาย อุทยานนี้ มีอุปการะเป็นอย่างมากแก่ท่านทั้งหลาย
พวกท่านได้พากันขบเคี้ยวดอกผล และใบอ่อนในอุทยานนี้ บัดนี้
ในพระนครกำลังมีงานนักขัตฤกษ์เอิกเกริก เราจักไปเล่นงาน
นักขัตฤกษ์กับเขาบ้าง พวกท่านจงช่วยรดน้ำต้นไม้ที่กำลังปลูก
ใหม่ ๆ ในสวนนี้ ตลอดเวลาที่เรายังไม่มาก จักได้ไหม ? วานร
จ่าฝูง รับคำว่า ดีแล้ว พวกเราจักรดน้ำให้. นายอุทยานบาลก็
กำชับว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงระมัดระวังอย่าประมาทนะ
จัดหากระออมหนัง และกระออมไม้ สำหรับตักน้ำให้แก่พวก
วานรแล้วก็ไป. พวกวานรพากันถือกระออมหนัง ละกระออมไม้
จะไปรดน้ำต้นไม้ ครั้งนั้นวานรจ่าฝูง จึงพูดกะวานรด้วยกัน
อย่างนี้ว่า วานรผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมดาน้ำเป็นสิ่งพึงสงวน
พวกท่านจักรดน้ำต้นไม้ต้องถอนต้นไม้ขึ้น ถอนขึ้นดูราก ต้นไหน
รากหยั่งลึก ต้องรดน้ำให้มาก ต้นไหนรากหยั่งลงไม่ลึก รดแต่
น้อย ภายหลังน้ำของเราจักหาได้ยาก. พวกวานรต่างรับคำว่า
ดีแล้ว พากันทำตามนั้น. สมัยนั้น มีบุรุษฉลาดคนหนึ่ง เห็น
พวกวานรในพระราชอุทยานเหล่านั้น พากันทำเช่นนั้น จึงกล่าว
ว่า แนะวานรทั้งหลาย เหตุไรพวกท่านจึงถอนต้นไม้อ่อน ๆ ขึ้น
แล้วรดน้ำตามประมาณรากอย่างนี้เล่า ? พวกวานรตอบว่า
วานรเป็นหัวหน้าสอนไว้อย่างนี้. บัณฑิตฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า
อนาถหนอ ลิงโง่ ช่างไม่เฉลียวเสียเลย คิดว่าจักทำประโยชน์
กลับทำความพินาศไปเสียฉิบ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :-

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 36 (เล่ม 56)

"การประพฤติประโยชน์ โดยผู้ไม่ฉลาด
ในประโยชน์ มิได้นำความสุขมาให้เลย คนโง่ ๆ
ทำประโยชน์เสื่อมเหมือนลิงเฝ้าสวน ฉะนั้น"
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เว เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า อนตฺถกุสเลน ความว่า ผู้ฉลาดในการอันมิใช่
ประโยชน์ คือในการอันมิใช่บ่อเกิดแห่งประโยชน์ หรือได้แก่
บุคคลผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์ คือในเหตุอันเป็นบ่อเกิดแห่ง
ประโยชน์.
บทว่า อตฺถจริยา ได้แก่ การทำความเจริญ.
บทว่า สุขาวหา ความว่า บุคคลผู้ไม่ฉลาดในประโยชน์
เห็นปานนี้ ไม่อาจบำเพ็ญประโยชน์ กล่าวคือความสุขทางกาย
และความสุขทางใจ ได้แก่ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้ได้.
เพราะเหตุไร ?
เพราะเหตุว่า คนโง่ ๆ ย่อมทำประโยชน์ให้เสื่อมไป ได้แก่
คนโง่ ๆ คิดว่า เราจักบำเพ็ญประโยชน์ ก็ได้แต่ทำประโยชน์
ให้เสียไป เราย่อมทำแก่การอันหาประโยชน์มิได้ โดยส่วนเดียว
เท่านั้น.
บทว่า กปิ อารามิโก ยถา ความว่า ลิงที่ได้รับหน้าที่ดูแล
สวน ประกอบกิจการในสวน คิดว่า เราจักทำประโยชน์ ก็ทำได้
แต่การอันหาประโยชน์มิได้เท่านั้น ฉันใด บุคคลผู้ไม่ฉลาดใน

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 37 (เล่ม 56)

ประโยชน์ทั่ว ๆ ไป ก็ฉันนั้น ไม่อาจประพฤติประโยชน์ นำความ
สุขมาให้ใครได้ ได้แต่ยังประโยชน์นั้นแหละให้เสื่อมไปเท่านั้น.
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้น ติเตียนวานจ่าฝูงด้วยคาถานี้แล้ว ก็พา
บริษัทของตนออกจากสวนไปด้วยประการฉะนี้.
แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เด็ก
ชาวบ้านคนนี้ มิใช่จะเพิ่งประทุษร้ายสวนในบัดนี้เท่านั้น ก็หา
มิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ประทุษร้ายสวนมาแล้วเหมือนกัน ครั้น
ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดก
ว่า วานรจ่าฝูงในครั้งนั้น มาเป็นเด็กชาวบ้าน ผู้ทำลายสวนใน
บัดนี้ ส่วนบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอารามทูสชาดกที่ ๖

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 38 (เล่ม 56)

๗. วารุณิทูสกชาดก
ผู้มีปัญญาทราม ทำให้เสียประโยชน์
[๔๗] " ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะ
ทำความเจริญ ก็ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้
ผู้มีปัญญาทราม ย่อมทำให้เสียประโยชน์เหมือน
กับโกณฑัญญบุรุษ ทำสุราให้เสีย ฉะนั้น "
จบ วารุณิทูสกชาดกที่ ๗
อรรถกถาวารุณิทูสกชาดกที่ ๗
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภคนทำลายเหล้า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
" น เว อนตฺถกุสเลน" ดังนี้.
ได้ยินมาว่า พ่อค้าเหล้าเพื่อนของท่านอนาถบิณฑิกะคนหนึ่ง
ผสมเหล้ารสเข้มข้น ขายได้เงินทองมากมาย (วันหนึ่ง) เมื่อ
มหาชนประชุมกันในร้าน จึงกำชับลูกจ้างว่า พ่อคุณ พวกเจ้า
จงขายเหล้าตามราคาที่เขาซื้อ แล้วก็ไปอาบน้ำ. ลูกจ้างเมื่อขาย
เหล้าให้มหาชน เห็นคนเหล่านั้น เรียกเกลือมากัดแกล้มเป็น
ระยะ ๆ จึงคิดว่า เหล้าคงไม่เค็ม เราต้องใส่เกลือผสมลงไป แล้ว

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 39 (เล่ม 56)

ใส่เกลือลงไปในเหล้าประมาณทะนานหนึ่ง ตวงขายให้แก่คน
เหล่านั้น. คนเหล่านั้นดื่มเต็มปากแล้ว ก็บ้วนทิ้ง ดาหน้ากันเข้า
ไปถามว่า เจ้าทำอย่างไร ? ลูกจ้างตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นพวกท่าน
ดื่มสุราแล้ว เรียกเกลือมากัดกิน จึงผสมเกลือลงไป คนเหล่านั้น
พากันติเตียนลูกจ้างนั้นว่า อ้ายหน้าโง ! ทำเหล้าดี ๆ เช่นนี้เสีย
หมด แล้วลุกพรวดพราดขึ้น หลีกหนีไป. พ่อค้าเหล้า กลับมา
ไม่เห็นคนกินเลยสักคนเดียว จึงถามว่า พวกนักดื่มเหล้าไปไหน
กันหมด ? ลูกจ้างจึงแจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ. ลำดับนั้น พ่อค้าเหล้า
ก็ตำหนิว่า ไอ้หน้าโง่ ! ทำเหล้าดี ๆ เสียหมด พลางไปแจ้งเหตุ
ให้ท่านอนาถบิณฑิกะทราบ. ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ดำริว่า
บัดนี้เรามีเรื่องอันเป็นเค้าแห่งกถามรรคแล้ว ไปสู่พระวิหาร
เชตวัน ถวายบังคมพระบรมศาสดา พลางกราบทูลเรื่องนั้นให้
ทรงทราบ. พระบรมศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ใน
บัดนี้เท่านั้น ที่คนผู้นี้ทำเหล้าให้เสีย แม้ในกาลก่อนก็ทำเหล้าให้
เสียมาแล้วเหมือนกัน อันท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลอาราธนา
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุง
พาราณสี พระโพธสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีชาวเมือง
พาราณสี. พ่อค้าเหล้าคนหนึ่งอาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ วันหนึ่ง
พ่อค้าปรุงเหล้ารสเข้มข้นแล้ว ก็สั่งลูกจ้างให้ขายเหล้าแทน แล้ว
ก็ไปอาบน้ำ. พอพ่อค้าพ้นไปเท่านั้นแหละ เขาก็เอาเกลือใส่ลงไป

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 40 (เล่ม 56)

ในเหล้า ทำให้เหล้าเสียไป โดยนัยเดียวกันนี้แหละ. ครั้นพ่อค้า
กลับมาได้ทราบเรื่องของลูกจ้างแล้ว ไปเรียนให้ท่านเศรษฐี
ทราบ. ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ธรรมดาคนโง่ไม่เข้าใจประโยชน์
คิดว่า จักทำประโยชน์ กลับทำให้เสียประโยชน์ไปดังนี้แล้ว
กล่าวคาถานี้ ความว่า :-
การบำเพ็ญประโยชน์ โดยคนที่ไม่ฉลาด
ในประโยชน์ จะไม่นำความสุขมาให้ คนโง่ ๆ
มีแต่จะทำประโยชน์ให้เสียไป เหมือนนาย
โกณฑัญญะ ทำเหล้าดี ๆ ให้เสียไป ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกณฺฑญฺโญ วารุณึ ยถา ความว่า
ลูกจ้างของพ่อค้าเหล้าคนนี้ ชื่อว่า โกณฑัญญะ คิดว่า เราจักทำ
ประโยชน์ ใส่เกลือลงไปในเหล้า ทำเหล้าให้เสียรสหมดราคา
ต้องเททิ้ง ฉันใด คนที่ไม่ฉลาดในประโยชน์แม้ทั่วไป ก็ทำประโยชน์
ให้เสียไปได้ฉันนั้น. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถานี้.
แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ใน
บัดนี้เท่านั้น ที่คนผู้นี้ทำเหล้าให้เสียไป แม้ในกาลก่อน ก็ทำเหล้า
ให้เสียไปแล้วเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดก
ว่า คนที่ทำเหล้าเสียในครั้งนั้น มาเป็นคนที่ทำให้เหล้าเสียใน
ครั้งนี้ ส่วนท่านเศรษฐีเมืองพาราณสี มาเป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวารุณิทูสกชาดกที่ ๗

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 41 (เล่ม 56)

๘. เวทัพพชาดก
ผู้ปรารถนาประโยชน์ โดยไม่แยบคายย่อมเดือดร้อน
[๔๘ ] "ผู้ใดปรารถนาประโยชน์ โดยอุบายอัน
ไม่แยบคาย ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนเหมือนพวก
โจรเจติรัฐ ฆ่าเวทัพพพราหมณ์ แล้วพากันถึง
ความพินาศหมดสิ้น ฉะนั้น"
จบ เวทัพพชาดกที่ ๘
อรรถกถาเวทัพพชาดกที่ ๘
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุว่ายาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น
มีอาทิว่า "อนุปาเยน โย อตฺถํ" ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อน
ภิกษุ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอเป็นคนว่ายาก แม้ในกาลก่อน
ก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นแลจึงไม่ทำตามคำของ
ท่านผู้เป็นบัณฑิต ถูกฟันด้วยดาบขาดสองท่อน ล้มนอนอยู่ที่
หนทาง ละเพราะอาศัยเธอคนเดียวแท้ ๆ คนอีกพันคนต้องสิ้น
ชีวิตไปด้วย ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

41