ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 55)

โดยมีชื่อว่า มหาโลหิต ฝ่ายน้องชายของพระโพธิสัตว์ ได้เป็นผู้ชื่อว่า
จูฬโลหิต ธุระการงานในตระกูลนั้นนั่นแล ย่อมดำเนินไปได้เพราะอาศัยโค
๒ ตัวพี่น้องนั้นนั่นเอง ก็ในตระกูลนั้น มีเด็กหญิงคนหนึ่ง. กุลบุตรชาวเมือง
คนหนึ่ง ขอเด็กหญิงนั้นเพื่อบุตรของตน. บิดามารดาของเด็กหญิงนั้น ให้ข้าว
ยาคูและภัตเลี้ยงดูสุกรชื่อว่า มุณิกะ ด้วยหวังว่าแกงอ่อมจักมีเพื่อแขกทั้งหลาย
ผู้มาในวันวิวาห์ของเด็กหญิง โคจูฬโลหิตเห็นดังนั้นจึงถามพี่ชายว่า ธุระการ
งานในตระกูลนี้เมือจะดำเนินไป ก็อาศัยเราพี่น้องทั้งสองจึงดำเนินไปได้ แต่
คนเหล่านี้ ให้เฉพาะแต่หญ้าและใบไม้แก่พวกเรา กลับปรนเปรอสุกรด้วยข้าว
ยาคูและภัต ด้วยเหตุไรหนอ สุกรนี้จึงได้ยาคูและภัตนั้น. ลำดับนั้น โคผู้
พี่จึงกล่าวแก่โดยจูฬโลหิตผู้น้องว่า ดูก่อนพ่อจูฬโลหิต เจ้าอย่าริษยาโภชนะ
ของสุกรนั้นเลย สุกรนี้กำลังบริโภคภัตเป็นเหตุตาย ในวันวิวาห์ของกุมาริกา
สุกรนี้จักเป็นแกงอ่อมสำหรับแขกผู้มา เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงเลี้ยงดู
สุกรนี้ โดยล่วงไป ๒-๓ วัน แต่นี้ไปคนทั้งหลายจักพากันมา เมื่อเป็นอย่างนั้น
เจ้าจักได้เห็นสุกรนั้นถูกจับที่เท้าทั้งหลายดึงออกมาจากใต้เตียง ถูกเขาฆ่าการทำ
แกงและกับข้าวเพื่อแขกทั้งหลาย แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
ท่านอย่าริษยาหมูมุณีกะเลย มันกินอาหารอัน
เป็นเหตุให้เดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวาย
น้อย กินแต่แกลบเถิด นี้เป็นลักษณะแห่งความเป็น
ผู้มีอายุยืน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา มุณิกสฺส ปิหยิ ความว่า ท่าน
อย่ายังความริษยาให้เกิดขึ้นในโภชนะของหมูมุณิกะ คืออย่าริษยาต่อหมูมุณิกะ
ว่า หมูนี้บริโภคโภชนะดี ได้แก่ อย่าปรารถนาเป็นอย่างหมูมุณิกะว่า เมื่อ
ไรหนอ แม้เราก็จะมีความสุขอย่างนี้ เพราะหมูมุณิกะนี้บริโภคอาหารอันเป็น

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 55)

เหตุเดือดร้อน. บทว่า อาตุรนฺนานิ ได้แก่ โภชนะเป็นเหตุให้ตาย. บทว่า
อปฺโปสฺสุโก ภุสงฺขาท ความว่า ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยใน
โภชนะของหมูมุณิกะนั้น จงบริโภคแกลบที่ตนได้เถิด. บทว่า เอตํ ทีฆา-
ยุลกฺขณํ ความว่า นี่เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน.
แต่นั้น ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็พากันมา. ฆ่าหมูมุณิกะแล้วแทง
โดยประการต่าง ๆ. พระโพธิสัตว์กล่าวกะโคจูฬโลหิตว่า พ่อ เจ้าเห็นหมู
มุณิกะแล้วหรือ. โคจูฬโลหิตกล่าวว่า ข้าแต่พี่ ผลแห่งการบริโภคของหมู
มุณิกะฉันเห็นแล้ว ของสักว่าหญ้า ใบไม้ และแกลบเท่านั้น ของพวกเรา
อุดม ไม่มีโทษ และเป็นลักษณะแห่งความเป็นผู้มีอายุยืน กว่าภัตของหมู
มุณิกะโดยร้อยเท่าพันเท่า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อน เธอก็อาศัยกุมาริกา
นี้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วถึงความเป็นแกงอ่อมของมหาชน ด้วยประการอย่างนี้
แล. ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย.
ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันอยากสึก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แม้
พระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดกว่า มุณิกสุกรในครั้งนั้น
ได้เป็นภิกษุผู้กระสันจะสึก กุมาริกานี้แหละ ได้เป็นกุมาริกาอ้วน
โคจูฬโลหิต ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนโคมหาโลกหิต ได้เป็นเราแล.
จบมุณิชาดกที่ ๑๐
จบกุรุงควรรคที่ ๓
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุรุงคมิคชาดก ๒. กุกกุรชาดก ๓. โภชาชานียชาดก
๓. อาชัญญชาดก ๕. ติตถชาดก ๖. มหิฬามุขชาดก ๗. อภิณหชาดก
๘. นันทิวิสาลชาดก ๙. กัณหชาดก ๑๐. มุณิกชาดก.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 55)

๔. กุลาวกวรรค
๑. กุลาวกชาดก
ว่าด้วยการเสียสละ
[๓๑] ดูก่อนมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑ
จับอยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ เรายอมสละชีวิตให้
อสูร ลูกนกครุฑเหล่านี้อย่าได้แหลกรานเสียเลย.
จบ กุลาวกชาดกที่ ๑
๔. อรรถกถากุลาวกวรรค
๑. กุลาวกชาดก
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้
ดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุลาวกา
ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มสองสหาย จากเมืองสาวัตถีไปยังชนบท อยู่ใน
ที่ผาสุกแห่งหนึ่งตามอัธยาศัย แล้วคิดว่า จักเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึง
ออกจากชนบทนั้น มุ่งหน้าไปยังพระเชตวัน อีก. ก็ภิกษุรูปหนึ่งมีเครื่องกรอง
น้ำ ส่วนรูปหนึ่งไม่มี แม้ภิกษุทั้งสองรูปก็ร่วมกันกรองน้ำดื่มแล้วจึงดื่ม.
วันหนึ่ง ภิกษุทั้งสองรูปนั้นได้ทำการวิวาทโต้เถียงกัน. ภิกษุผู้เป็นเจ้าของ

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 55)

เครื่องกรองน้ำไม่ให้เครื่องกรองน้ำแก่ภิกษุนอกนี้ กรองน้ำดื่มเฉพาะตนเอง
แล้วดื่ม ส่วนภิกษุนอกนี้ไม่ได้เครื่องกรองน้ำ เมื่อไม่อาจอดกลั้นความกระหาย
จึงดื่มน้ำดื่มที่ไม่ได้กรอง ภิกษุแม้ทั้งสองนั้น มาถึงพระเชตวันวิหารโดยลำดับ
ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง. พระศาสดาทรงตรัสสัมโมทนียกถาแล้วตรัสถาม
ว่า พวกเธอมาจากไหน ? ภิกษุทั้งสองนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์อยู่ในบ้านแห่งหนึ่งในโกศลชนบท ออกจากบ้านนั้นมา เพื่อ
จะเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสถามว่า พวกเธอเป็นผู้สมัครสมานพากันมา
แล้วแลหรือ ? ภิกษุผู้ไม่กรองน้ำกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้
กระทำการวิวาทโต้เถียงกันกับข้าพระองค์ในระหว่างทาง แล้วไม่ให้เครื่อง
กรองน้ำ พระเจ้าข้า. ภิกษุนอกนี้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้
ไม่กรองน้ำเลย รู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ
ได้ยินว่า เธอรู้อยู่ ดื่มน้ำมีตัวสัตว์จริงหรือ ? ภิกษุนั้น กราบทูลว่า พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ดื่มน้ำไม่ได้กรอง พระเจ้าข้า. พระศาสดา
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุบัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ครองราชสมบัติในเทพนคร
พ่ายแพ้ในการรบ เมื่อจะหนีไปทางหลังสมุทร จึงคิดว่า เราจักไม่ทำการฆ่า
สัตว์ เพราะอาศัยความเป็นใหญ่ ได้สละยศใหญ่ให้ชีวิตแก่ลูกนกครุฑ จึงให้
กลับรถก่อน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ใน
นครราชคฤห์ แคว้นมคธ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของตระกูล
ใหญ่ในบ้านมจลคามนั้นนั่นแหละ เหมือนอย่างในบัดนี้ ท้าวสักกะบังเกิดใน
บ้านมจลคาม แคว้นมคธ ในอัตภาพก่อนฉะนั้น ก็ในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์
นั้น ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่า มฆกุมาร. มฆกุมารนั้นเจริญวัยแล้วปรากฏ
ชื่อว่า มฆมาณพ. ลำดับนั้น บิดามารดาของมฆมาณพนั่นนำเอานางทาริกา

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 55)

มาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกัน มฆมาณพนั้นเจริญด้วยบุตรและธิดาทั้งหลาย
ได้เป็นทานบดี รักษาศีล ๕. ก็ในบ้านนั้น มีอยู่ ๓๐ ตระกูลเท่านั้น และ
วันหนึ่งตนในตระกูลทั้ง ๓๐ ตระกูลนั้น ยืนอยู่กลางบ้าน ทำการงานในบ้าน
พระโพธิสัตว์เอาเท้าทั้งสองกวาดฝุ่นในที่ที่ยืนอยู่ กระทำประเทศที่นั้นให้น่า
รื่นรมย์ยืนอยู่แล้ว. ครั้งนั้น คนอื่นผู้หนึ่งมายืนในที่นั้น. พระโพธิสัตว์จึง
กระทำที่อื่นอีกให้น่ารื่นรมย์แล้วได้ยืนอยู่. แม้ในที่นั้น คนอื่นก็มายืนเสีย.
พระโพธิสัตว์ได้กระทำที่อื่น ๆ แม้อีกให้น่ารื่นรมย์ รวมความว่า ได้กระทำ
ที่ที่ยืนให้น่ารื่นรมณ์แม้แก่คนทั้งปวง สมัยต่อมาให้สร้างปะรำลงในที่นั้น แม้
ปะรำก็ให้รื้อออกเสียแล้วให้สร้างศาลา ปูอาสนะแผ่นกระดานในศาลานั้น แล้ว
ตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ สมัยต่อมา ชั้น ๓๒ คนแม้เหล่านั้น ได้มีฉันทะเสมอกัน กับ
พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์จึงให้ชั้น ๓๒ คนนั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ตั้งแต่นั้น
ไป ก็เที่ยวทำบุญทั้งหลายพร้อมกับคนเหล่านั้น. ชนแม้เหล่านั้น เมื่อกระทำ
บุญกับ พระโพธิสัตว์นั้นนั่นแล จึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ถือมีด ขวาน และสาก
เอาสากทุบดินให้แตก ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่งเป็นต้น แล้วกลิ้งไป นำเอา
ต้นไม้ที่กระทบเพลารถทั้งหลายออกไป กระทำที่ขรุขระให้เรียบ ทอดสะพาน
ขุดสระโบกขรณี สร้างศาลา ให้ทาน รักษาศีล โดยมาก ชาวบ้านทั้งสิ้น
ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้วรักษาศีล ด้วยประการอย่างนี้. ลำดับนั้น
นายบ้านของชนเหล่านั้นคิดว่า ในกาลก่อน เมื่อคนเหล่านั้นดื่มสุรา กระทำ
ปาณาติบาตเป็นต้น เรายังได้ทรัพย์ ด้วยอำนาจกหาปณะค่าตุ่ม (สุรา) เป็นต้น
และด้วยอำนาจพลีค่าสินไหม แต่บัดนี้ มฆมาณพให้รักษาศีล ไม่ให้ชน
เหล่านั้น กระทำปาณาติบาตเป็นต้น อนึ่ง บัดนี้ จักให้เราทั้งหลายรักษาศีล ๕
จึงโกรธเจ้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกโจรเป็น
อันมากเที่ยวกระทำการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น. พระราชาได้ทรงสดับคำของนาย

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 55)

บ้านนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงไปนำคนเหล่านั้นมา นายบ้านนั้นจึงไปจองจำ
ชนเหล่านั้นทั้งหมดแล้วนำมา กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ
พวกคนที่ข้าพระบาทนำมานี้ เป็นโจร พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาไม่
ทรงชำระกรรมของชนเหล่านั้นเลย รับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ช้างเหยียบชน
เหล่านั้น. แต่นั้น ราชบุรุษจึงให้ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดให้นอนที่พระลานหลวง
แล้วนำช้างมา. พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่ชนเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจง
รำพึงถึงศีล จงเจริญเมตตาในคนผู้การทำการส่อเสียด ในพระราชา ในช้าง
และในร่างกายของตน ให้เป็นเช่นเดียวกัน ชนเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น.
ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลายจึงนำช้างเข้าไป เพื่อต้องการให้เหยียบชนเหล่านั้น
ช้างนั้น แม้จะถูกคนนำเข้าไป ก็ไม่เข้าไป ร้องเสียงลั่นแล้วหนีไป. ลำดับนั้น
จึงนำช้างเชือกอื่น ๆ มา. ช้างแม้เหล่านั้นก็หนีไปอย่างนั้นเหมือนกัน. พระ-
ราชาตรัสว่า จักมีโอสถบางอย่างอยู่ในมือของชนเหล่านี้ พวกท่านจงค้นดู.
พวกราชบุรุษตรวจค้นดูแล้วก็ไม่เห็น จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ไม่มี
พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ชนเหล่านั้นจักร่ายมนต์อะไร ๆ
พวกท่านจงถามพวกเขาดูว่า มนต์สำหรับร่ายของท่านทั้งหลายมีอยู่หรือ ?
ราชบุรุษทั้งหลายจึงได้ถาม พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า มี. ราชบุรุษทั้งหลาย
กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นัยว่ามีมนต์สำหรับร่าย พะยะค่ะ พระราชา
รับสั่งให้เรียกชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมาแล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงบอกมนต์ที่.
ท่านทั้งหลายรู้. พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชื่อว่ามนต์
ของข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างอื่นไม่มี แต่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นคนประมาณ
๓๓ คน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวคำเท็จ
ไม่ดื่มน้ำเนา เจริญเมตตา ให้ทาน กระทำทางให้สม่ำเสมอ ขุดสระโบกขรณี
สร้างศาลา นี้เป็นมนต์ เป็นเครื่องป้องกัน เป็นความเจริญ ของข้าพระองค์

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 55)

ทั้งหลาย. พระราชาทรงเลื่อมใสต่อชนเหล่านั้น ได้ทรงให้สมบัติในเรือน
ทั้งหมดของนายบ้านผู้กระทำการส่อเสียด และได้ทรงให้นายบ้านนั้น ให้เป็นทาส
ของชนเหล่านั้น ทั้งได้ทรงให้ช้างและบ้านแก่ชนเหล่านั้นเหมือนกัน. จำเดิม
แต่นั้น ชนเหล่านั้น กระทำบุญทั้งหลายตามความชอบใจ คิดว่า จักสร้างศาลา
ใหญ่ในทาง ๔ แพร่ง จึงให้เรียกช่างไม้มาแล้วเริ่มสร้างศาลา แต่ว่าไม่ได้ให้
มาตุคามทั้งหลายมีส่วนบุญในศาลานั้น เพราะไม่มีความพอใจในมาตุคาม
ทั้งหลาย.
ก็สมัยนั้น ในเรือนของพระโพธิสัตว์มีสตรี ๔ คน คือ นางสุธรรมา
นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา บรรดาสตรีเหล่านั้น นางสุธรรมา
เป็นอันเดียวกันกับช่างไม้ กล่าวว่า พี่ช่าง ท่านจงทำฉันให้เป็นใหญ่ในศาลา
นี้ ดังนี้แล้วได้ให้สินบน ช่างไม้นั้นรับคำแล้ว ยังไม้ช่อฟ้าให้แห้งก่อนทีเดียว
แล้วถากเจาะทำช่อฟ้าให้เสร็จแล้วจะยกช่อฟ้า จึงกล่าวว่า ตายจริง เจ้านาย
ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้ระลึกถึงสิ่งของอย่างหนึ่ง. ชนเหล่านั้น ถามว่า ท่านผู้เจริญ
ของชื่ออะไร. ช่างไม้กล่าวว่า การได้ช่อฟ้าจึงจะควร. ชนเหล่านั้น กล่าวว่า
ช่างเถิด เราจักนำมาให้ช่างไม้กล่าวว่า พวกเราไม่อาจทำด้วยไม้ที่ตัดในเดี๋ยวนี้
จะต้องได้ช่อฟ้าที่เขาตัดไว้ก่อนแล้วถากเจาะทำสำเร็จแล้ว จึงจะควร, ชนเหล่านั้น
กล่าวว่า บัดนี้ จะทำอย่างไร ช่างไม้กล่าวว่า ถ้าช่อฟ้าสำหรับขายที่เขาทำไว้
เสร็จแล้วเก็บไว้ในเรือนของใครๆ มีอยู่ท่านต้องหาช่อฟ้าอันนั้น ชนเหล่านั้น
เมื่อแสวงหาได้พบในเรือนของนางสุธรรมา ไม่ได้ด้วยมูลค่า แต่เมื่อนาง
สุธรรมากล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำข้าพเจ้าให้มีส่วนบุญด้วย ข้าพเจ้า
จึงจักให้ จึงพากันกล่าวว่า พวกเราจะไม่ให้ส่วนบุญแก่มาตุคามทั้งหลาย.
ลำดับนั้น ช่างไม้จึงกล่าวกะชนเหล่านั้นว่า เจ้านายท่านทั้งหลายพูดอะไร ชื่อ
ว่าที่ที่เว้นจากมาตุคามที่อื่น ย่อมไม่มีเว้นพรหมโลก ท่านทั้งหลายจงถือเอา

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 55)

ช่อฟ้าเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น การงานทั้งหลายของพวกเราจักถึงความสำเร็จ
ชนเหล่านั้น กล่าวว่า ดีละ แล้ว ถือเอาช่อฟ้ายังศาลาให้สำเร็จแล้วปูแผ่นกระดาน
สำหรับนั่ง ตั้งตุ่มน้ำดื่ม เริ่มตั้งยาคูและภัตเป็นต้นเป็นประจำ ล้อมศาลาด้วย
กำแพง ประกอบประตู เกลี่ยทรายภายในกำแพงปลูกแถวต้นตาลภายนอก
กำแพง ฝ่ายนางสุจิตราให้กระทำอุทยานในที่นั้น ไม่มีคำที่จะพูดว่า ต้นไม้ที่
มีดอกและไม้ที่มีผล ชื่อโน้น ไม่มีในอุทยานนั้น ฝ่ายฉางสุนันทาให้กระทำ
สระโบกขรณีในที่นั้น เหมือนกัน ให้ดารดาษด้วยปทุม ๕ สี น่ารื่นรมย์ นาง
สุชาดาไม่ได้กระทำอะไร ? พระโพธิสัตว์บำเพ็ญวัตรบท ๗ เหล่านี้ คือ การ
บำรุงมารดา ๑ การบำรุงบิดา ๑ การกระทำความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่คนผู้เป็น
ให้ในตระกูล ๑ การกล่าววาจาสัตย์ ๑ วาจาไม่หยาบ ๑ วาจาไม่ส่อเสียด ๑
และการนำไปให้พินาศซึ่งความตระหนี่ ๑ ถึงความเป็นผู้ควรสรรเสริญ อย่างนี้
ว่า
เทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์กล่าวนรชน ผู้เป็นคน
พอเลี้ยงบิดามารดา ผู้มีปรกติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด
ในตระกูล ผู้กล่าววาจากลมเกลี้ยงอ่อนหวาน ผู้ละ
คำส่อเสียด ผู้ประกอบในการทำความตระหนี่ให้
พินาศ ผู้มีคำสัจ ครอบงำความโกรธได้นั้นแล ว่าเป็น
สัปบุรุษ.
ในเวลาสิ้นชีวิต บังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ในภพดาวดึงส์ สหายของ
พระโพธิสัตว์นั้น ทั้งหมดพากันบังเกิดในภพดาวดึงส์นั้นเหมือนกัน.
ในกาลนั้น อสูรทั้งหลายอยู่อาศัยในภพดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชทรง
ดำริว่า เราทั้งหลายจะประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติอันเป็นสาธารณะทั่วไปแก่

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 55)

คนอื่น จึงให้พวกอสูรดื่มน้ำดื่มอันเป็นทิพย์ แล้วให้จับพวกอสูรผู้เมาแล้วที่เท้า
แล้วโยนลงไปที่เชิงเขาสิเนรุ. พวกอสูรเหล่านั้น ย่อมภึงภพอสูรนั่นแล. ชื่อว่า
ภพอสูรมีขนาดเท่าดาวดึงส์เทวโลกอยู่ ณ พื้นภายใต้เขาสิเนรุ ในภพอสูรนั้น
ได้มีต้นไม้ตั้งอยู่ชั่วกัป ชื่อว่าต้นจิตตปาตลิ (แคฝอย) เหมือนต้นปาริฉัตตกะ
ของเหล่าเทพ. เมื่อต้นจิตตปาตลิบาน พวกอสูรเหล่านั้นก็รู้ว่านี้ไม่ใช่เทวโลก
ของพวกเรา เพราะว่าในเทวโลกต้นปาริฉัตตกะย่อมบาน. ลำดับนั้น พวกอสูร
เหล่านั้นจึงกล่าวว่า ท้าวสักกะแก่ทำพวกเราให้มาแล้วโยนลงหลังมหาสมุทร
ยึดเทพนครของพวกเรา เราทั้งหลายนั้นจักรบกับท้าวสักกะแก่นั้น แล้วยึดเอา
เทพนครของพวกเราเท่านั้นคืนมา จึงลุกขึ้นเที่ยวสัญจรไปตามเขาสิเนรุ เหมือน
มดแดงไต่เสาฉะนั้น. ท้าวสักกะทรงสดับว่า พวกอสูรขึ้นมา จึงเหาะขึ้นเฉพาะ.
หลังสมุทรรบอยู่ถูกพวกอสูรเหล่านั้น ให้พ่ายแพ้จึงเริ่มหนีไปสุดมหาสมุทรด้าน
ทิศเหนือ ด้วยเวชยันตรถมีประมาณ ๑๕๐ โยชน์ ลำดับนั้นรถของท้าวสักกะ
นั้นแล่นไปบนหลังสมุทรด้วยความเร็ว จึงแล่นเข้าไปยังป่าไม้งิ้ว ทำลายป่าไม้
งิ้วในหนทางที่ท้าวสักกะนั้นเสด็จไป เหมือนทำลายป่าไม้อ้อ ขาดตกลงไปบน
หลังสมุทร พวกลูกนกครุฑพลัดตกลงบนหลังมหาสมุทรพากันร้องเสียงขรม
ท้าวสักกะตรัสถามมาตลีสารถีว่า มาตลีผู้สหายนั่นเสียงอะไร เสียงร้องน่ากรุณา
ยิ่งนักเป็นไปอยู่ ? พระมาตลีทูลว่า ข้าแต่เทพ เมื่อป่าไม้งิ้วแหลกไปด้วย
กำลังความเร็วแห่งรถของพระองค์แล้วตกลงไป พวกลูกนกครุฑถูกมรณภัยคุก
คาม จึงพากันร้องเป็นเสียงเดียวกัน. พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนมาตลีผู้สหาย
ลูกนกครุฑเหล่านี้ จงอย่าลำบากเหตุอาศัยเราเลย เราจะไม่อาศัยความเป็นใหญ่
กระทำกรรมคือการฆ่าสัตว์ ก็เพื่อประโยชน์แก่ลูกนกครุฑนั้น เราจักสละชีวิต
ให้แก่พวกอสูร ท่านจงกลับรถนั้นแล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 55)

ดูก่อนมาตลีเทพบุตร ที่ต้นงิ้วมีลูกนกครุฑจับ
อยู่ ท่านจงหันหน้ารถกลับ เรายอมสละชีวิตให้พวก
อสูร ลูกนกครุฑเหล่านี้ อย่าแหลกรานเสียเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุลาวกา ได้แก่พวกลูกนกครุฑนั่น
แหละ ท้าวสักกะตรัสเรียกนายสารถีว่า มาตลิ ด้วยบทว่า สัมฺพลิสฺมึ นี้
ท่านแสดงว่า ท่านจงดู ลูกนกครุฑเหล่านี้จับห้อยอยู่ที่ต้นงิ้ว. บทว่า
อีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสุ ความว่า ท่านจงงดเว้นลูกนกครุฑเหล่านั้น โดย
ประการที่พวกมันไม่เดือดร้อน ด้วยด้านหน้างอนรถนี้เสีย. บทว่า กามํ
จชาม อสุเรสุ ปาณํ ความว่า ถ้าเมื่อเราสละชีวิตให้แก่พวกอสูร ความ
ปลอดภัยก็จะมีแก่ลูกนกครุฑเหล่านั้น เราจะสละโดยแท้ คือจะสละชีวิตของ
เราให้พวกอสูรโดยแท้ทีเดียว. บทว่า มายิเม ทิชา วิกุลาวา อเหสุํ
ความว่า ก็นกเหล่านั้น คือ ก็ลูกนกครุฑเหล่านี้ ชื่อว่าอยู่พลัดพรากจากรัง
เพราะรังถูกขจัดแหลกรานคืออย่าโยนทุกข์ของพวกเราลงเบื้องบนลูกนกครุฑ
เหล่านั้น ท่านจงกลับรถ.
พระมาตลิสารถีได้ฟังคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงกลับรถหันหน้ามุ่ง
ไปยังเทวโลก โดยหนทางอื่นฝ่ายพวกอสูรพอเห็นท้าวสักกะกลับรถเท่านั้นคิดว่า
ท้าวสักกะจากจักรวาลแม้อื่นพากันมาเป็นแน่ รถจักกลับเพราะได้กำลังพล เป็น
ผู้กลัวต่อมรณภัย จึงพากันหนีเข้าไปยังภพอสูรตามเดิม. ฝ่ายท้าวสักกะก็เสด็จ
เข้ายังเทพนคร แวดล้อมด้วยหมู่เทพในเทวโลกทั้งสอง ได้ประทับยืนอยู่ใน
ท่ามกลางนคร. ขณะนั้น เวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ ชำแรกปฐพีผุดขึ้น
เพราะปราสาทผุดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งชัยชนะ เทพทั้งหลายจึงขนานนาม
ปราสาทนั้น ว่าเวชยันตะ ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงตั้งอารักขาในที่ ๕ แห่ง
ก็เพื่อต้องการไม่ให้พวกอสูรกลับนาอีกซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า

327