ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 537 (เล่ม 54)

ก็พระปกติสาวิกาเหล่านั้น ไม่นับเหมือนพระอัครสาวิกา และพระ-
มหาสาวิกา ที่แท้พึงทราบว่าพระปกติสาวิกาเหล่านั้น มีจำนวนหลายร้อยหลาย
พัน. พระเถรี มี ๓ ประเภท โดยประเภทอัครสาวิกาเป็นต้น ดังกล่าวมาฉะ-
นี้. มี ๓ ประเภท โดยประเภทสุญญตวิโมกข์เป็นต้น. ก็เหมือนอย่างนั้น มี
๔ ประเภท โดยจำแนกตามปฏิปทาเป็นต้น. มี ๕ ประเภท โดยจำแนกตาม
ความยิ่งด้วยอินทรีย์เป็นต้น. มี ๕ ประเภท โดยจำแนกตามข้อปฏิบัติเป็นต้นก็
เหมือนอย่างนี้. มี ๖ประเภท มีอนิมิตตวิมุตติเป็นต้นต้น. มี ๗ ประเภท โดยประเภท
อธิมุตติ. มี ๘ ประเภท โดยจำแนกตามธุรปฏิปทาเป็นต้น. มี ๙ ประเภทและ
๑๐ ประเภท โดยจำแนกตามวิมุตติ. ก็พระเถรีเหล่านั้น ๆ จำแนกโดยประเภท
ธุระ ตามที่กล่าวแล้ว ก็มี ๒๐ ประเภท. จำแนกโดยปฏิปทาก็มี ๔๐
ประเภท. จำแนกตามประเภทแห่งปฏิปทา ตามประเภทแห่งธุระ ก็มีอีก ๘๐
ประเภท. ก็หรือว่า จำแนกตามวิภาคแห่งสุญญตวิมุตติบุคคลเป็นต้น ก็มี
๒๔๐ ประเภท. จำแนกโดยวิภาคตามบุคคลที่ยิ่งด้วยวิริยะเป็นต้น ก็มี ๑,๒๐๐
ประเภท. บัณฑิตพึงทราบว่า พระเถรีเหล่านั้น ต่างกันมากประเภท ก็โดยคุณ
ของตนอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้. ความสังเขปในเถรีคาถาม มีดังกล่าวมานี้.
ส่วนความพิศดาร พึงถือตามนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาเถรีคาถา ในหน
หลังแล.
จบอรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา
จบอรรถกถามหานิบาต
ในเถรีคาถามิรวมเป็นคาถา ๔๙๔ คาถา พระเถรี ๗๑ รูปนั้น
ล้วนแต่เป็นผู้สิ้นอาสวะ.
เถรีคาถาจบบริบูรณ์

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 538 (เล่ม 54)

นิคมคาถา
คาถาท้ายอรรถกถาเถรีคาถา
ด้วยกถาพรรณนาความดังกล่าวมาฉะนี้
พระสาวกเหล่านั้นใด มีพระสัทธรรมพรั่งพร้อม
เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ ของพระ-
ศาสดาผู้เป็นจอมทัพธรรม เป็นทายาท ลูกเนรมิตโดย
ธรรม สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว
ไม่มีอาสวะ เป็นพระเถระก็มี เช่นท่านพระสุภูติเป็น
ต้น เป็นพระเถรีก็มี เช่นพระเถริกาเป็นต้น พระสาวก
เหล่านั้นกล่าวคาลาเหล่าใดไว้ ด้วยวิธีพยากรณ์พระ-
อรหัตเป็นต้น.
พระมหาเถระทั้งหลาย [พระสังคีติกาจารย์ผู้
ทำปถมสังคายนา ๕๐๐ องค์] ช่วยกันรวบรวมคาถา
เหล่านั้นทั้งหมด ยกขึ้นสู่บาลีสังคายนา ชื่อว่าเถร-
คาถา เถรีคาถา.
เพื่อประกาศความของเถรคาถาและเถรีคาถาเหล่า
นั้น ข้าพเจ้าอาศัยนัยที่มาในอรรถกถาเดิม จึงเริ่มแต่ง
อรรถสังวรรณนาอันใด อรรถสังวรรณนาอันนั้น
ประกาศอรรถอันยอดเยี่ยมในเถรคาถาและเถรีคาถา
นั้น ตามความเหมาะสมในที่นั้น ๆ โดยชื่อว่าปรมัตถ-

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 539 (เล่ม 54)

นีปนีมีวินิจฉัยอันไม่สับสน ก็ถึงการจบลง โดยบาลี
ประมาณ ๙๒ ภาณวาร.
ดังนั้น บุญนั้นใด อันข้าพเจ้าผู้แต่งคัมภีร์ปร-
มัถถทีปนีนั้น ได้ประสบแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งบุญ
นั้น ขอสัตว์ทั้งปวง หยั่งลงถึงศาสนาของพระโลก-
นาถ ด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ จงเป็นภาคี
มีส่วนแห่งวิมุตติรส.
ขอศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรง
อยู่ยั่งยืนในโลก ขอสรรพสัตว์ จงมีความเคารพใน
ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นเนืองนิจ.
ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล
ขอพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงยินดีเป็นนิจในพระ-
สัทธรรม โปรดทรงปกครองสัตวโลก โดยธรรมเทอญ.
จบกถาพรรณนาความแห่งเถรีคาถา ซึ่งท่านพระอาจารย์ธรรมปาล-
เถระ ผู้อยู่ พทรติตถวิหาร [วัดท่าพุทรา] รจนาไว้.
อรรถกถาเถรีคาถา จบบริบูรณ์

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 1 (เล่ม 55)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เอกนิบาตชาดก
๑. อปัณณกวรรค
๑. อปัณณกชาดก
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
[๑] คนพวกหนึ่งกล่าวฐานะอันหนึ่งว่าไม่ได้ นัก
เดาทั้งหลาย กล่าวฐานะอันนั้นว่า เป็นที่สอง คนมี
ปัญญารู้ฐานะและมิใช่ฐานะนั้นแล้ว ควรถือเอาฐานะ
ที่ไม่ผิดไว้.
จบอปัณณกชาดกที่ ๑

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 2 (เล่ม 55)

ชาตกัฏฐกถา
อรรถกถาชาดก เอกนิบาต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทูเรนิทาน
ประณามคาถา
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
สุดหาบุคคลผู้เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นจากสาคร
แห่งไญยธรรม ผู้ทรงข้ามสงสารสาครเสียได้ด้วย
เศียรเกล้า พร้อมทั้งพระธรรมอันลึกซึ้ง สงบยิ่ง
ละเอียดยากที่คนจะมองเห็นได้ ที่ทำลายเสียได้ซึ่งภพ
น้อยและภพใหญ่ สะอาดอันเขาบูชาแล้ว เพราะพระ-
สัทธรรม อีกทั้งพระสงฆ์ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องข้อง ผู้สูง
สุดแห่งหมู่ ผู้สูงสุดแห่งทักขิไณยบุคคล ผู้มีอินทรีย์
อันสงบแล้ว หาอาสวะมิได้.
ด้วยการประณามที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วต่อ-
พระรัตนตรัยด้วยความนับถือเป็นพิเศษนี้นั้น ข้าพเจ้า
อันผู้ที่เป็นนักปราชญ์ยิ่งกว่านักปราชญ์ ผู้รู้อาคม
[ปริยัติ] เป็นวิญญูชน มียศใหญ่ได้ขอร้องด้วยการ
เอาใจแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่าน

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 3 (เล่ม 55)

ควรจะแต่งอรรถกถาอปทาน [ชีวประวัติ] เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าจักแสดงการพรรณนาเนื้อความอันงาม
แห่งพระบาลีในพระไตรปิฎกทีเดียว พร้อมทั้งชีว-
ประวัติที่ยังเหลืออยู่ เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าวไว้
กล่าวไว้ที่ไหน กล่าวไว้เมื่อไรและกล่าวไว้เพื่ออะไร
ข้าพเจ้าจักกล่าวเรื่องนั้น ๆ แล้ว ก็มาถึงวิธีเพื่อที่จะให้
ฉลาดในเรื่องนิทาน เพราะจะทำให้เล่าเรียนและทรง
จำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องราวที่ท่านจัดให้แปลก
ออกไปตามที่เกิดก่อนและหลัง รจนาไว้ในภาษา
สิงหลของเก่าก็ดี ในอรรถกถาของเก่าก็ดี เมื่อมาถึง
วิธีนั้น ๆ แล้ว ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่สาธุ-
ชนต้องการ เหตุนั้นข้าพเจ้าก็จักอาศัยนัยตามอรรถ
กถาของเก่านั้น เว้นไม่เอาเนื้อความที่ผิดเสีย แสดง
แต่เนื้อความที่แปลกออกไป กระทำการพรรณนา
เฉพาะแต่ที่แปลก ซึ่งดีที่สุดเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า เรื่องราวอันดีเยี่ยมใครกล่าวไว้
กล่าวไว้ในที่ไหนและกล่าวไว้เมื่อไร และว่าข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาเนื้อความ
ดังนี้ ก็การพรรณนาเนื้อความแห่งชีวประวัตินั้น เมื่อข้าพเจ้าแสดงนิทานสาม
อย่างเหล่านี้ คือ ทูเรนิทาน [นิทานในที่ไกล] อวิทูเรนิทาน [นิทานในที่ไม่
ไกลนัก] สันติเกนิทาน [นิทานในที่ใกล้] พรรณนาอยู่ก็จักเป็นที่เข้าใจได้
แจ่มแจ้ง เพราะคนที่ได้ฟัง ได้เข้าใจมาตั้งแต่ได้อ่านแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
จึงจักแสดงนิทานเหล่านั้นพรรณนาชีวประวัตินั้น บรรดานิทานเหล่านั้น ก่อน-

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 4 (เล่ม 55)

อื่นควรทราบปริเฉท [ข้อความที่กำหนดไว้เป็นตอนๆ] เสียก่อน. กถามรรค
ที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระะมหาสัตว์ได้ตั้งปรารถนาอย่างจริงจัง ณ เบื้องบาทมลของ
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าที่ปังกร จนถึงจุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดร
แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน.
กถามรรคที่เล่าเรื่องทั้งแต่จุติจากภพสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณที่ควงไม้โพธิ์ จัดเป็นอวิทูเรนิทาน.
ส่วนสันติเกนิทานมีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ ของพระองค์ที่เสด็จประทับ
อยู่ในที่นั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้.
ทูเรนิทาน
ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า ในที่สุด
สี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้ ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้นมี
พราหมณ์ชื่อสุเมธอาศัยอยู่ เขามีกำเนิดดี มีครรภ์อันบริสุทธิ์ ทั้งทางฝ่ายมารดา
และฝ่ายบิดานับได้เจ็ดชั่วตระกูลใครจะดูถูกมิได้ หาผู้ตำหนิมิได้เกี่ยวกับเรื่อง
เชื้อชาติ มีรูปสวย น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง เขา
ไม่การทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์ บิดาและมารดาของ
เขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขารุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์นำ
เอาบัญชีทรัพย์สินมา เปิดห้องคลังที่เต็มไปด้วยทองเงินแก้วมณีและแก้วมุกดา
เป็นต้น บอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สิน
เท่านี้เป็นของมารดา เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวดแล้วเรียน
ว่า ขอท่านจงจัดการเถิด สุเมธบัณฑิตคิดว่า ปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้
ไว้แล้ว เมื่อจะไปสู่ปรโลกที่ชื่อว่าจะถือเอาทรัพย์เเม้กหาปณะหนึ่งติดตัวไปด้วย
หามีไม่ แต่เราควรการทำเหตุที่จะให้ถือเอาทรัพย์ไปด้วยได้ ดังนี้แล้วได้

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 5 (เล่ม 55)

กราบทูลแด่พระราชา ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนครให้ทานแก่มหาชนแล้ว
ออกบวชเป็นดาบส ก็เพื่อที่จะให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้งควรจะกล่าวสุเมธกถาไว้
ในที่นี้ด้วย แต่สุเมธกถานี้มีมาแล้วในพุทธวงศ์ติดต่อกัน แต่เพราะเล่าเรื่อง
ประพันธ์เป็นคาถาจึงไม่ใคร่จะแจ่มชัดดีนัก. เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจักกล่าว
พร้อมกับแสดงคำที่ประพันธ์เป็นคาถาแทรกไว้ในระหว่างๆ ในที่สุดแห่งสี่อสง-
ไขยยิ่งด้วยแสนกัป ได้มีพระนครมีนามว่า อมรวดี และอีกนามหนึ่งว่า อมร
อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ เสียง ที่ท่านหมายถึงเสียงที่กล่าวไว้ในพุทธวงศ์ ว่า
ในสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป มีพระนครหนึ่ง
นามว่า อมร เป็นเมืองสวยงามน่าดู น่ารินรมย์
สมบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ เสียง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า
อึกทึกไปด้วยเสียงเหล่านี้คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียง
ตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงกังสดาล เสียงที่ ๑๐ ว่า
เชิญกิน เชิญขบเคี้ยว เชิญดื่ม ซึ่งท่านถือเอาเพียงเอกเทศหนึ่งแห่งเสียง
เหล่านั้นจึงกล่าวคาถานี้ไว้ในพุทธวงศ์ว่า
กึกก้องด้วยเสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียง
สังข์และเสียงรถ เสียงป่าวร้องด้วยข้าวและน้ำว่า เชิญ
ขบเคี้ยว เชิญดื่ม.
แล้วกล่าวว่า
พระนครอันสมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะทุกประการ
เข้าถึงความเป็นพระนครที่มีสิ่งต้องการทุกชนิด สม -
บูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการ ขวักไขว่ไปด้วยเหล่าชน

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 6 (เล่ม 55)

ต่าง ๆ มั่งคั่งเป็นดุจเทพนารี เป็นที่อาศัยอยู่ของเหล่า
ผู้มีบุญ. พราหมณ์ชื่อสุเมธ มีสมบัติสะสมไว้นั้นได้
หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้คง
แก่เรียน ทรงมนต์ได้มาก เรียนจบไตรเพท ถึงความ
สำเร็จบริบูรณ์ในลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ และ
ในสัทธรรม.
ต่อมาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้น ไปในที่เร้น ณ พื้นปราสาทชั้นบนนั่ง
ขัดสมาธิคิดว่า นี่แน่ะบัณฑิตการเกิดอีก. ชื่อว่าการถือปฏิสนธิเป็นทุกข์ การแตก
ดับแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้ว ก็เป็นทุกข์เช่นกัน และเราก็มีการเกิดเป็นธรรมดา
มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา
ควรที่เราผู้เป็นเช่นนี้ จะแสวงหาพระมหานิพพานที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีทุกข์
มีแต่สุข เยือกเย็น ไม่รู้จักตาย ทางสายเดียวที่พ้นจากภพมีปรกตินำไปสู่
พระนิพพานจะพึงมีแน่นอน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราเข้าไปสู่ที่เร้นนั่งแล้วในตอนนั้นได้คิดว่า ขึ้น
ชื่อว่า การเกิดใหม่เป็นทุกข์ การแตกดับแห่งสรีระก็
เป็นทุกข์ เรามีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็น
ธรรมดา มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาเช่นกัน เราจัก
แสวงหาพระนิพพานที่ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม
ไฉนหนอเราไม่พึงมีเยื่อใย ไร้ความต้องการทิ้งร่างกาย
เน่าซึ่งเต็มไปด้ายทรากศพนานาชนิดนี้เสียได้ แล้วไป
ทางนั้นมีอยู่ จักมีแน่ ทางนั้นอันใคร ๆ ไม่อาจที่จะไม่
ให้มีได้ เราจักแสวงหาทางนั้น เพื่อพ้นจากภพให้ได้
ดังนี้.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 7 (เล่ม 55)

ต่อจากนั้นก็คิดยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุขที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อทุกข์มีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่แม้สิ่งที่ปราศจากภพอันเป็นปฏิ-
ปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเหมือนเมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นที่จะ
ระงับความร้อนนั้นก็ต้องมีฉันใด แม้พระนิพพานที่ระงับไฟมีราคะเป็นต้นก็
พึงมีฉันนั้น ธรรมที่ไม่มีโทษอันงามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปอัน
ลามก ย่อมมีอยู่ฉันใด เมื่อชาติอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือความไม่
เกิด เพราะให้ความเกิดทุกอย่างสิ้นไป ก็พึงมีฉันนั้น ดังนี้ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อทุกข์มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าสุขก็ต้องมีฉันใด เมื่อ
ภพมีอยู่ แม้สภาพที่ปราศจากภพก็ควรปรารถนาฉัน
นั้น เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่างก็ต้องมี
ฉันใด ไฟสามอย่างมีอยู่ พระนิพพานก็ควรปรารถนา
ฉันนั้น เมื่อสิ่งชั่วมีอยู่ แม้ความดีงามก็ต้องมีฉันใด
ความเกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิด ก็ควรปรารถนาฉันนั้น
ดังนี้.
ท่านยังคิดข้ออื่น ๆ อีกว่า บุรุษผู้จมอยู่ในกองคูถเห็นสระใหญ่ดาดาษ
ไปด้วยดอกปทุมห้าสีแต่ไกล ควรที่จะแสวงหาสระนั้นด้วยคิดว่า เราควรจะไปที่
สระนั้นโดยทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นความผิดของสระนั้นไม่
แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันใด เมื่อสระใหญ่คืออมตนิพพานเป็น
ที่ชำระล้างมลทินคือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาสระนั้นไม่เป็นความผิดของสระ
ใหญ่คืออมตนิพพาน แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
อนึ่งบุรุษผู้ถูกพวกโจรห้อมล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหา
เป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูก

7