พระนางสุเมธา ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและภพทั้งหลาย
โดยมุขคือการแสดงคุณของพระนิพพานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงประกาศคุณ
ของพระนิพพานที่บังเกิดแล้วนี้แล จึงได้ตรัส ๒ คาถา โดยนัยว่า อิทมชรํ
ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทมชรํ ความว่า พระนิพพาน
นี้นั้นเท่านั้น ชื่อว่าไม่ชรา เพราะไม่มีชราในตัวเอง และเพราะเป็นเหตุไม่มี
ชราสำหรับท่านผู้ถึงพระนิพพานแล้ว. แม้ในบทว่า อิทมมรํ นี้ ก็นัยนี้
เหมือนกัน. ด้วยบทว่า อิทมชรามรํ พระนางกล่าวชมเชย รวมบททั้งสอง
เข้าเป็นบทเดียวกัน. บทว่า ปทํ ชื่อว่า บท เพราะเป็นข้อที่ผู้ประสงค์
จะพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะ พึงบวช พึงดำเนิน ชื่อว่าไม่เศร้าโศก เพราะไม่มี
เหตุแห่งความเศร้าโศก และไม่มีความเศร้าโศก ชื่อว่าไม่มีข้าศึก เพราะไม่มี
ธรรมที่ทำให้เป็นข้าศึก ชื่อว่าไม่มีความคับแค้น เพราะไม่มีความคับแค้นด้วย
กิเลส ชื่อว่าไม่มีผิดพลาด เพราะไม่มีธรรมที่นับได้ว่าผิดพลาด ชื่อว่าไม่มีภัย
เพราะไม่มีภัยมีการติตนเองเป็นต้น และภัยในวัฏฏะ ชื่อว่าไม่ร้อน เพราะไม่
มีความร้อนด้วยทุกข์ ทั้งกิเลส พระนางตรัสคำนั้นทั้งหมด หมายเอาพระอมต-
มหานิพพานอย่างเดียว. ความจริงพระนางสุเมธานั้น เมื่อทรงบำรุงพระองค์
เองโดยอาการที่สำเร็จด้วยการที่ทรงฟังเขามาเป็นต้น จึงตรัสว่า อิทํ นิพพานนี้
เหมือนทรงแสดงชัดแจ้งแก่ชนเหล่านั้น [พระชนกชนนี พระญาติ และพระ
เจ้าอนิกรัตตะ].
บทว่า อธิคตมิทํ พหูหิ อมตํ ความว่า พระอมตนิพพานนี้ อัน
พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นอันมาก อนันต์ นับไม่ถ้วน ต่าง
บรรลุ ตรัสรู้ ทำให้ประจักษ์แก่ตนมาแล้ว. พระนางมิใช่ตรัสหมายถึงอมต-
นิพพานที่พระอริยะเหล่านั้นบรรลุแล้วอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ แม้วันนี้
ก็ควรจะได้ คือเดี๋ยวนี้ ก็ควรจะบรรลุ คืออาจบรรลุได้ หากจะถามว่า ใคร