ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 517 (เล่ม 54)

ทรงปิดห้องอันมีสิริ บนปราสาทที่ประทับอยู่ของพระองค์ อธิบายว่า ทรงปิด
พระทวารของห้องนั้น. บทว่า ปฐมชฺฌานํ สมาปชฺชิ ความว่าทรงวางพระ-
เกศาของพระองค์ที่ทรงเอาพระขรรค์ตัดไว้เบื้องพระพักตร์ ทรงดำเนินการ
มนสิการความเป็นของปฏิกูลในพระเกศานั้น ทรงเข้าปฐมฌานที่เกิดขึ้นในนิมิต
ตามที่ปรากฏอยู่ ให้ถึงความชำนาญ.
อธิบายว่า พระนางสุเมธานั้นทรงเข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น. บทว่า
อนิจฺจสญฺญํ สุภาเวติ ความว่า ทรงออกจากฌานแล้วทรงเริ่มวิปัสสนาทำฌาน
ให้เป็นบาท ทรงเจริญด้วยดีซึ่งอนิจจานุปัสสนา โดยนัยเป็นต้นว่า รูปอย่างใด
อย่างหนึ่ง. ด้วยอนิจจสัญญาศัพท์ในคำว่า อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ นี้ พึงทราบ
ว่า เป็นอันท่านถือเอาทุกขสัญญาเป็นต้นด้วย.
บทว่า มณิกนกภูสิตงฺโค ได้แก่ ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการ
คือพวงมาลัยทอง ที่วิจิตรด้วยแก้วมณี.
คำว่า รชฺเช อาณา เป็นต้น เป็นคำแสดงอาการที่ทรงวอนขอ. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อาณา ได้แก่ ความเป็นอธิบดี. บทว่า อิสฺสริยํ ได้แก่
ยศคือสมบัติความเจริญ. บทว่า โภคา สุขา ได้แก่ เครื่องอุปโภคที่เป็นกาม
อันน่าปรารถนา น่าพอใจ. บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ พระน้องนางก็เป็นสาว
รุ่นแล้ว.
บทว่า นิสฺสฏฺฐํ เต รชฺชํ ความว่า ราชกิจหมดทั้ง ๓ โยชน์ของพี่
สละถวายพระน้องนางแล้ว ขอพระน้องนางโปรดทรงปฏิบัติราชกิจนั้น บริโภค
โภคะทั้งหลายเถิด ขออย่าทรงเสียพระทัยว่า พระราชาพระองค์นี้เชิญชวนเรา
ด้วยกามทั้งหลายเลย. บทว่า เทหิ ทานานิ ความว่า โปรดทรงดำเนินการ
ถวายทานเป็นอันมากในสมณพราหมณ์ทั้งหลายตามชอบพระทัยเถิด พระชนก
ชนนีของพระน้องนาง ทรงเป็นทุกข์ ทรงโทมนัส ทรงสดับความประสงค์ใน

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 518 (เล่ม 54)

การทรงผนวชของพระน้องนางแล้ว เพราะฉะนั้นขอพระน้องนาง โปรดทรง
บริโภคกาม ทรงบำรุงพระชนกชนนี เปลื้องจิตพระชนกชนนีเสียจากทุกข์เถิด
บัณฑิตพึงทราบการประกอบความของบทในข้อนี้ดังกล่าวมาฉะนี้.
บทว่า มา กาเม อภินนฺทิ ได้แก่ อย่าทรงเพลิดเพลินวัตถุกาม
และกิเลสกาม โปรดทรงดูอาทีนพโทษในกามเหล่านั้น โปรดสำรวจด้วยญาณ-
จักษุ ตามแนวถ้อยคำของหม่อมฉันด้วยเถิด.
บทว่า จาตุทฺทีโป ได้แก่ เป็นเจ้าแห่งทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น.
บทว่า มนฺธาตา ได้แก่ พระราชามีพระนามอย่างนี้ ทรงเป็นเลิศคือเป็นยอด
ของผู้บริโภคกามทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าราหูเป็น
ยอดของผู้มีอัตภาพทั้งหลาย พระเจ้ามันธาตุราชทรงเป็นยอดของผู้บริโภคกาม
ทั้งหลาย. บทว่า อติตฺโต กาลงฺกโต ความว่า ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๘๔,๐๐๐ ปี โดยทรงเป็นพระกุมารเล่น ๘๔,๐๐๐ ปี เป็นอุปราช ๘๔,๐๐๐ ปี
เสวยโภคสมบัติเสมือนโภคสมบัติในเทวโลก ทั้งเสวยสวรรค์สมบัติในภพ
ดาวดึงส์ ตลอดกาลเท่าอายุของท้าวสักกะ ๓๖ พระองค์ ไม่ทันทรงอิ่มด้วยกาม
ทั้งหลายก็เสด็จสวรรคต ทั้งที่ความปรารถนาของพระองค์ก็ยังไม่เต็ม คือความ
หวังในกามทั้งหลายของพระเจ้ามันธาตุราช ยังไม่บริบูรณ์.
บทว่า สตฺต รตนานิ วเสยฺย ความว่า แม้ผิว่าเทพแห่งฝนพึง
หลั่งรัตนะทั้ง ๗ ลงมา ตามความชอบใจเต็ม ๑๐ ทิศโดยรอบ คือรอบๆ บุรุษ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อิ่มกามทั้งหลายเหมือนพระเจ้ามันธาตุราช นรชนทั้งหลาย
ทั้งที่ยังไม่อิ่มก็พากันตายไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส น กหา-
ปณวสฺเสน ติตฺติ กเมสุ วิชฺชติ ถึงฝนจะตกลงมาเป็นกหาปณะ ความ
อิ่มในกามทั้งหลายก็ไม่มี.

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 519 (เล่ม 54)

กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว เพราะอรรถว่าคอยตัด เปรียบ
ด้วยหัวงู เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า เปรียบด้วยคบเพลิง คือคบเพลิงหญ้า
เพราะอรรถว่าเผา ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าว อนุทหนฺติ ย่อม
เผาผลาญ เปรียบด้วยร่างกระดูก เพราะอรรถว่ามีรสอร่อยน้อย.
บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนของมีพิษมาก มีพิษร้ายกาจเป็นต้น.
บทว่า อฆมูลา ได้แก่ เป็นมูลเป็นเหตุแห่งความลำบาก คือทุกข์ ด้วยเหตุนั้น
พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า ทุขปฺผลา มีทุกข์เป็นผล.
เปรียบด้วยผลไม้ เพราะอรรถว่าหักรานความงอกของอวัยวะน้อยใหญ่
ของต้นไม้ เปรียบด้วยชิ้นเนื้อเพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณะมาก เปรียบด้วย
ความฝัน เพราะอรรถว่าปรากฏขึ้นมานิดหน่อย เพราะลวงเหมือนมายา
[พยับแดดหรือเล่นกล] ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า วญฺจนียา
อธิบายว่าหลอกลวง. บทว่า ยาจิตกูปมา ได้แก่ เสมือนสิ่งของที่ยืมเขามา
เพราะอรรถว่า เป็นของชั่วคราว.
เปรียบด้วยหอกและหลาว เพราะอรรถว่า ทิ่มแทง. ชื่อว่าโรค เพราะ
อรรถว่าเสียดแทง เพราะเป็นทุกข์ได้ง่าย. ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นที่ไหลออก
แห่งของไม่สะอาดคือกิเลส ชื่อว่า อฆะ ลำบาก เพราะอรรถว่าให้เกิดทุกข์
ชื่อว่า นิฆะ ยุ่งยาก เพราะให้ถึงตายได้. เสมือนหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถ
ว่า ทำให้ร้อนขนานใหญ่. ภัยชื่อว่าวธะผู้ฆ่า ประกอบความว่า กามทั้งหลาย
เพราะเป็นเหตุแห่งภัย และเพราะมากด้วยผู้ฆ่า.
บทว่า อกฺขาตา อนฺตรายิกา ได้แก่ อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ผู้มีจักษุ ตรัสไว้ว่า ทำอันตรายแก่การถึงทางไปสวรรค์ และทางไปพระ-
นิพพาน พระนางสุเมธาทรงปล่อยพระเจ้าอนิกรัตตะพร้อมทั้งบริษัทไปด้วย
พระเสาวนีย์ว่า คจฺฉถ โปรดเสด็จกลับไปเสียเถิดเพคะ.

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 520 (เล่ม 54)

บทว่า กึ มม ปโร กริสฺสติ ความว่า เมื่อศีรษะคือกลางกระ-
หม่อมของตัวเอง ถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่ ผู้อื่นใครเล่าจักทำประโยชน์อะไรแก่
หม่อมฉันได้ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า เมื่อชราและมรณะติดตาม
อยู่ บุคคลควรพากเพียรพยายามกำจัดคือเพิกถอนชราและมรณะนั้น ซึ่งเป็น
ประดุจไฟเผาบนศีรษะเสีย.
บทว่า ทีโฆ พาลานํ สํสาโร ความว่า สงสารกล่าวคือความเป็น
ไปตามลำดับของขันธ์อายตนะเป็นต้นที่เป็นตัววัฏฏะ คือกิเลสกรรมและวิบาก ยืด
ยาว แม้แต่พระพุทธญาณก็กำหนดไม่ได้ สำหรับเหล่าคนเขลาเหมือนคนตา
บอด ผู้ไม่กำหนดรู้วัตถุ [คืออวิชชา ๘ ประการ] จริงอยู่ เงื่อนต้นของการ
ผูกติดไว้กับภพย่อมไม่ปรากฏ เพราะกำหนดอวิชชาตัณหาไม่ได้ เหตุตัดยัง
ไม่ขาดอย่างใด แม้เงื่อนปลายก็ไม่ปรากฏอย่างนั้น. บทว่า ปุนปฺปุนํ จ โรทตํ
ความว่า ผู้ร้องไห้ร้องแล้วร้องอีกโดยความโศกเศร้า. พระนางสุเมธาทรงชี้แจง
ความที่อวิชชาตัณหายังตัดไม่ขาด ด้วยบทนี้.
บทว่า อสฺสุ ถญฺญํ รุธิรํ ความว่า น้ำตาอันใดของเหล่าสัตว์ที่
ความพินาศของญาติเป็นต้นกระทบแล้วร้องไห้อยู่ น้ำนมอันใด ที่เหล่าสัตว์
ดื่มจากนมของมารดาเวลาเป็นทารก และน้ำเลือดอันใดของเหล่าสัตว์ ที่ถูก
ปัจจามิตรทำร้าย, ขอพระองค์โปรดระลึกถึงสงสารเพราะมีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย
ตามไปไม่รู้แล้ว คือการเวียนว่ายเที่ยวไปเที่ยวมาของเหล่าสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไป
โดยกาลอันยืดยาวนานนี้ เพราะสงสารมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว คือ
เพราะสงสารมีเงื่อนงำที่ตามไปก็รู้ไม่ได้ ก็รู้แจ้งไม่ได้ด้วยญาณ โปรดทรงระลึก
ถึงน้ำตา น้ำนมและน้ำเลือดอันนั้นว่ามีมากเท่าไร โปรดระลึกนึกถึง อธิบาย
ว่า ทบทวนถึงการสั่งสมแห่งกระดูกทั้งหลาย.

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 521 (เล่ม 54)

บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงอาทีนพโทษมีมากด้วยข้ออุปมา พระสุเมธาเถรี
จึงกล่าวคาถาว่า สร จตุโรทธี อุปนีเต อสฺสุถญฺญรุธิมฺหิ เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สร จตุโรทธี ความว่า โปรดทรงระลึกนึกถึง
ทะเลทั้ง ๔ คือ ๔ มหาสมุทร ในน้ำตา น้ำนม และน้ำเลือด ของบรรดา
เหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารที่มีเงื่อนปลายตามไปไม่รู้นี้ คนหนึ่ง ๆ
ซึ่งจะพึงเปรียบเทียบโดยประมาณคือจำนวน อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายเปรียบ
เทียบไว้แล้วโดยอุปมา. บทว่า เอกกปฺปมฺฐีนํ สญฺจยํ วิปุเลน สมํ ความ
ว่า โปรดทรงระลึกถึงกองแห่งกระดูกทั้งหลาย ในกัปหนึ่งของบุคคลคนหนึ่งว่า
เสมอคือนำมาเปรียบเทียบ กับภูเขาวิปุลบรรพต
ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า :-
พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ว่า กอง
กระดูกของบุคคลคนหนึ่ง กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเสมอ
ด้วยภูเขา ก็แลภูเขาลูกนี้นั้น ท่านเรียกว่า วิปุล-
บรรพตเป็นภูเขาใหญ่ ยิ่งกว่าภูเขาคิชฌกูฏ อยู่ใน
กรุงราชคฤห์ปัญจคีรีนคร ราชธานีแห่งแคว้นมคธ.
โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีปที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาเปรียบ-
เทียบ. บทว่า โกลฏฺฐิมตฺตคุฬิกา มาตามาตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า
เมื่อทำแผ่นดินผืนใหญ่ ที่เรียกกันว่าชมพูทวีป ให้เป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ด
โกละคือพุทรา จำแนกก้อนดินก้อนหนึ่ง ๆ ในชมพูทวีปนั้น อย่างนี้ว่า นี้
มารดาเรา นี้ยายเรา ก้อนดินเหล่านั้นก็ไม่พอกับจำนวนมารดาและยาย เมื่อ
มารดาและยายยังไม่สิ้นไปเลย ก้อนดินเหล่านั้นก้อนสุดท้าย กลับจะหมดจะ
สิ้นสุดไปก่อน มารดาและยายของสัตว์ ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ อันมี

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 522 (เล่ม 54)

เงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ก็ยังไม่หมดไม่สิ้นไปขอพระองค์โปรด
ทรงกระทำแผ่นดินชมพูทวีปไว้ในใจน้อมนำมาเปรียบเทียบ โดยความยาวของ
สังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้.
บทว่า ตณกฏฺฐสาขาปลาสํ ได้แก่ หญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้ง. บทว่า
อุปนีตํ แปลว่า นำเข้ามาเปรียบเทียบ. บทว่า อนมตคฺคโต ได้แก่ เพราะ
สังสารวัฏมีเงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว. บทว่า จตุรงฺคุลิกา ฆฏิกา
ได้แก่ ชั้นไม้ขนาด ๔ องคุลี. บทว่า ปิตุปิตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า
ชิ้นไม้เหล่านั้นไม่พอกับจำนวนบิดาและปู่ทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า เมื่อ
ทำหญ้า ไม้ และกิ่งไม้แห้งทั้งหมดในโลกนี้ ขนาดเท่า ๔ องคุลีแล้วจำแนก
ชิ้นไม้ชิ้นหนึ่งๆ ในบรรดาหญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้งนั้น อย่างนี้ว่า นี้ บิดาเรา
นี้ปู่เรา ชิ้นไม้เหล่านั้นจะหมด จะสิ้นสุดไปก่อน บิดาและปู่ของสัตว์ที่ท่อง
เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว จะยังไม่หมดไม่
สิ้นไป ขอพระองค์โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ และกิ่งไม้แห้ง น้อมนำมา
เปรียบเทียบ โดยความยาวของสังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้.
ก็ในที่นี้ ควรนำ อนมตัคคะ๑บาลีมาเป็นต้นว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเงื่อนต้นเงื่อน
ปลายตามไปไม่รู้แล้ว เงื่อนต้นไม่ปรากฏ สำหรับ
เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง
ผูกไว้ ซึ่งโลดแล่นท่องเที่ยวไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจะสำคัญอย่างไร กะข้อที่ว่าน้ำตาใสที่ไหล
พรากของเหล่าสัตว์ ผู้ครวญคร่ำร่ำไห้เพราะประจวบ
อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เพราะพลัดพรากจากอารมณ์ที่
๑. สํ.นิ. ๑๖/ข้อ ๔๒๕.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 523 (เล่ม 54)

น่าพอใจ โลดแล่นท่องเที่ยวไปด้วยกาลอันยาวนานนี้
หรือน้ำใน ๔ มหาสมุทร อันไหนจะมากกว่ากัน.
บทว่า สร กาณกจฺฉปํ ความว่า โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด
ทั้งสองข้าง. บทว่า ปุพฺพสมุทฺเท อปรโต จ ยุคฉิทฺทํ ได้แก่ ช่องเดียว
ของแอก ที่หมุนไปหมุนมา เพราะแรงเร็วของลมในสมุทรด้านทิศบูรพา และ
ด้านทิศอื่น ๆ คือในสมุทรด้านทิศปัจฉิมทิศอุดรและทิศทักษิณ. บทว่า สิรํ
ตสฺส จ ปฏิมุกฺกํความว่า โปรดทรงระลึกถึงศีรษะของเต่าตาบอด และการ
ที่ศีรษะของเต่าตาบอดนั้น ซึ่งชูคอโดยล่วงไปทุกร้อยปี เข้าไปในช่องแอก.
บทว่า มนุสฺสลาภมฺหิ โอปมฺมํ ความว่า โปรดทรงทำข้อนี้นั้นหมดทุกข้อ
ให้เปรียบเทียบในความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เหมือนในพระธรรมเทศนาสมัย
พุทธกาล แล้วใช้ปัญญาระลึกถึงความได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้น เป็นสภาพ
ที่ได้ยากเหลือเกิน เพราะแม้ภัยแห่งความกำหนัดนัก [ร่าน] เป็นสภาพที่ล่วง
ไปแล้วสมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษ
พึงซัดแอกที่มีช่องเดียวลงในมหาสมุทรฉันใด ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า สร รูปํ เผณปิณฺโฑปมสฺส ความว่า โปรดทรงระลึกถึง
รูป ที่ไม่สะอาดมี่กลิ่นเหม็น มีภาวะเป็นของน่าเกลียดปฏิกูล ของโทษกล่าวคือ
กายเพราะเป็นที่ประชุมแห่งที่ไม่มีประโยชน์เป็นอเนก เสมือนก้อนฟองน้ำ
เพราะไม่ทนต่อการกระทบ. บทว่า ขนฺเธ ปสฺส อนิจฺเจ ความว่า โปรด
ทรงระลึกคือตรวจด้วยญาณจักษุ ซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อัน ชื่อว่าไม่เที่ยง
เพราะอรรถว่า มีแล้วไม่มี. บทว่า สราหิ นิรเย พหุวิฆาเต ความว่า
โปรดทรงระลึกถึงมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม ที่มีความคับแค้นมาก
คือมีทุกข์มาก มีทุกข์ใหญ่หลวง.

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 524 (เล่ม 54)

บทว่า สร กฏสึ วฑฺเฒนฺเต ความว่า โปรดทรงรำลึกถึงเหล่า
สัตว์ที่จะรกป่าช้า คือสุสานที่ฝังศพบ่อยๆ เพราะเกิดขึ้นร่ำไปคือไป ๆ มา ๆ
ในชาตินั้นๆ. บาลีว่า วฑฺฒนฺโต ก็มี ประกอบความว่า พระองค์ทรงเพิ่ม
บทว่า กุมฺภีลภยานิ ได้แก่ ภัยคือความเห็นแก่ปากต้อง โดยความเป็นผู้ทำ
กิจที่ไม่ควร เพื่อเลี้ยงท้อง จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย คำว่า กุมภีลภยํ นี้เป็นชื่อของความเห็นแก่ปากท้อง. บทว่า สราหิ
จตฺตาริ สจฺจานิ ความว่า โปรดทรงระลึกใคร่ครวญตามความเป็นจริง ซึ่ง
อริยสัจ ๔ คือ นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
พระราชบุตรี ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและสงสาร โดย
ระลึกถึงอาการและขันธ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงประกาศอาทีนพโทษ
นั้นเพิ่มเติม จึงตรัสคาถามีว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า
นั้น บทว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน ได้แก่ อันได้ชื่อว่า อมตสัทธรรม ที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมนำมาเปรียบเทียบ ด้วยพระมหากรุณา บทว่า
กึ ตว ปญฺจกฏุเกน ปีเตน ความว่า ประโยชน์อะไรของพระองค์ด้วย
รสในกามคุณ ๕ ที่เป็นรสเผ็ด ๕ อย่าง ซึ่งทรงดื่มแล้ว เพราะมีทุกข์ มี
ความคับแค้น เหตุติดตามทุกข์ที่กล้าแข็งกว่า ในฐานะทั้ง ๕ คือการแสวงหา
การหวงแหน การรักษา การบริโภค และวิบาก. บัดนี้เมื่อจะทรงทำความที่
กล่าวแล้วให้ปรากฏชัดแจ้ง จึงตรัสว่า สพฺพา หิ กามรติโย กฏุกตรา
ปญฺจกฏุเกน อธิบายว่า เผ็ดร้อนอย่างยิ่งกว่า.
บทว่า เย ปริฬาหา ความว่า กามเหล่าใด ชื่อว่ามีความเร่าร้อน
มีความคับแค้นมาก ด้วยความเร่าร้อนด้วยกิเลสในปัจจุบัน และเร่าร้อนด้วย
วิบากในอนาคต. บทว่า ชลิตา กุถิตา กมฺปิตา สนตาปิตา ความว่า

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 525 (เล่ม 54)

อันไฟ ๑๑ กอง ทำให้ลุกโพลงแล้ว เขย่า แผดเผา ผู้ที่พรักพร้อมด้วยกาม
นั้น.
บทว่า อสปตฺตมฺหิ ได้แก่ เมื่อเนกขัมมะที่เว้นจากศัตรู. บทว่า
สมาเน แปลว่า มีอยู่ เป็นอยู่ พระนางตรัสว่า พหุสปตฺตา แล้วก็ตรัสว่า
ราชคฺคิ เป็นต้น ก็เพื่อทรงแสดงภัยที่ให้มีศัตรูมาก พระนางตรัสอุปมาใน
ภัยเหล่านั้น โดยทั่ว ๆ ไปด้วยพระราชา ไฟ โจร น้ำ ทายาทเป็นต้นที่ไม่
รักกัน และด้วยราชภัย อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัยและอัปปิยภัย.
บทว่า เยสุ วธมนฺโธ ความว่า แปลงโทษมีการทำให้ตาย การ
โบยเป็นต้น และการจำมีจำด้วยโซ่เป็นต้น เป็นเครื่องหมายกามในกามเหล่า
ใด คำว่า กาเมสุ เป็นต้น กระทำความที่กล่าวแล้วนั่นแลให้ปรากฏ. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า หิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า เหตุ. เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านั้น
ย่อมเสวยคือ ประสบทุกข์ในการฆ่าและจองจำ ฉะนั้น พระนางสุเมธาจึง
ตรัสว่า อสกามา อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นของไม่ดี เลว ทราม
อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า อหกามา ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ความจริง
ศัพท์ว่า อห แปลว่าทราม เหมือนอหศัพท์ในประโยคว่า อหโลกิตฺถิโย
ขึ้นชื่อว่าสตรีในโลกทราม.
บทว่า อาทีปิตา แปลว่า โชติช่วงแล้ว. บทว่า ติณุกฺกา ได้แก่
คบเพลิงที่ทำด้วยหญ้า. บทว่า ทหนฺติ เย เต น มุญฺจนฺติ ความว่า สัตว์
เหล่าใดไม่ยอมปล่อยกามเหล่านั้น ชื่อว่ายึดถืออยู่โดยแท้ สัตว์เหล่านั้นก็ย่อม
ร้อน ย่อมไหม้ทั้งในปัจจุบันทั้งในอนาคต.
บทว่า มา อปฺปกสฺส เหตุ ความว่า ขอพระองค์อย่าทรงละทิ้ง
โลกุตรสุขอันไพบูลย์ โอฬารและประณีต เพราะเหตุแห่งกามสุขเล็กน้อย ซึ่ง

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 526 (เล่ม 54)

เป็นเสมือนรสอร่อยของดอกไม้. บทว่า มา ปุถุโลโมว พฬิสํ คิลิตฺวา
ความว่า พระองค์ไม่ทรงสละกามทั้งหลายแล้ว ก็จะเดือดร้อนภายหลัง คือ
คับแค้นในภายหลัง เหมือนปลาที่ได้ชื่อว่าสัตว์ไม่มีขน กลืนเบ็ดด้วยความ
โลภเหยื่อก็ถึงความย่อยยับ ฉะนั้น.
บทว่า สุนโขว สงฺขลาพทฺโธ ความว่า สุนัขที่เขาล่ามเชือก เขา
เอาเชือกผูกไว้ที่หลัก ก็ไปที่อื่นไม่ได้ หมุนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ฉันใด พระองค์
ก็ถูกกามตัณหาผูกไว้ฉันนั้น บัดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงบรรเทาความอยาก
ในกามทั้งหลาย คือทรงฝึกอินทรีย์ทั้งหลายก่อน. ในบทว่า กาหินฺติ ขุ ตํ
กามา ฉาตา สุนขํว จณฺฑาลา ความว่า ขุ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า
ก็กามเหล่านั้น จักทำผู้นั้นให้เป็นเหมือนคนจัณฑาล ที่หิวจัด ได้สุนัขมาก็
ทำให้พินาศได้ฉะนั้น.
บทว่า อปริมิตฺตญฺจ ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายในนรกเป็นต้น
ที่หาประมาณมิได้ คือที่มิอาจจะกำหนดได้ว่าเท่านี้. บทว่า พหูนิ จ
จิตฺตโทมนสฺสานิ ได้แก่ โทมนัสเป็นอันมากมิใช่น้อย ที่เขาได้รับอยู่ใน
จิต คือทุกข์ทางใจ. บทว่า อนุโภหิสิ แปลว่า จักเสวย. บทว่า กามยุตฺโต
แปลว่า ผู้ประกอบด้วยกามทั้งหลาย คือผู้ไม่ยอมเสียสละกามเหล่านั้น. บทว่า
ปฏินิสฺสชฺช อทฺธุเว กาเม ความว่า โปรดทรงพราก คือหลีกไปจากกาม
ทั้งหลาย ที่ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงเสียเถิด.
บทว่า ชรามรณพฺยาธิคหิตา สพฺพา สพฺพตฺถ ชาติโย ประ-
กอบความว่า เพราะเหตุที่ชาติทั้งหลายในภพเป็นต้นทั้งหมด ซึ่งต่างโดยประเภท
มีอย่างเลวเป็นต้น ถูกชรามรณะและพยาธิจับไว้ ไม่พ้นไปจากชรามรณะและ
พยาธินั้น ฉะนั้น เมื่อพระนิพพานที่ไม่ชรามีอยู่ พระองค์ยังจะได้ประโยชน์
อะไรจากกามทั้งหลาย ที่ไม่พ้นไปจากชราเป็นต้นเล่า.

526