ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 507 (เล่ม 54)

อย่าง อันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดแล้ว ให้หวั่น
ไหวแล้ว เผาให้ร้อนแล้ว.
เมื่อเนกขัมมะที่ไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์จะทรง
ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก กาม
ทั้งหลายมีภัยทั่วไป คือ โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัยและ
อัปปิยภัย [ภัยคือคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน ] ชื่อว่ามี
ข้าศึกมาก.
เมื่อโมกขธรรมมีอยู่ พระองค์ยังจะต้องการอะไร
ด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งมีการฆ่าและการจองจำเล่า เพราะ
ว่าการฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
ผู้ใคร่กามย่อมเสวยทุกข์ทั้งหลาย.
กามทั้งหลายเหมือนคบเพลิงที่ลุกโพลง ย่อมไหม้
คนถือที่ไม่ยอมปล่อย เพราะว่า กามทั้งหลายเปรียบ
เหมือนคบเพลิง ย่อมจะไหม้คนที่ไม่ยอมปล่อยคบ
เพลิง.
โปรดอย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเทตุแห่ง
กามสุขอันเล็กน้อยเลย อย่าทรงเป็นดุจปลากลืนเบ็ด
แล้วต้องเดือดร้อนกายหลัง.
โปรดอย่าหมุนไปหมุนมาเพราะกามทั้งหลาย ดุจ
สุนัขถูกล่ามโซ่เลย เพราะว่ากามทั้งหลายจักทำผู้นั้น
ให้เป็นเหมือนจัณฑาล หิวจัด ได้สุนัขก็ทำให้พินาศได้
พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จักเสวยทุกข์อัน
หาประมาณมิได้ และความเสียใจอย่างมาก โปรดทรง
สละกามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 508 (เล่ม 54)

เมื่อพระนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์
ยังจะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลาย ที่มีความแก่เล่า
ชาติทั้งปวง อันมรณะและพยาธิกำกับไว้ ในภพ
ทุกภพ.
พระนิพพานนี้ไม่แก่ พระนิพพานนี้ไม่ตาย
พระนิพพานนี้เป็นบทอันไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีความเศร้า
โศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน ไม่พลาด ไม่น่ากลัว
ไม่มีความเดือดร้อน.
พระนิพพานนี้ พระอริยะเป็นอันมากบรรลุแล้ว
อมตนิพพานนี้ อันผู้พยายามโดยแยบคาย ควรได้ใน
วันนี้นี่แหละ แต่ผู้ไม่พยายามหาอาจได้ไม่.
พระนางสุเมธา เมื่อไม่ทรงได้ความยินดีในสัง-
ขาร กำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ พระนาง
สุเมธาก็ทรงเหวี่ยงพระเกศาลงที่พื้นดิน.
พระเจ้าอนิกรัตตะ เสด็จลุกขึ้นประคองอัญชลี
ทูลวอนพระชนกของพระนางว่า ขอทรงโปรดปล่อย
ทรงนางสุเมธาให้ทรงผนวชเถิด พระนางทรงเห็น
วิโมกข์และสัจจะ.
พระนางสุเมธานั้น อันพระชนกชนนีทรงปล่อย
แล้ว ทรงกลัวภัยคือความโศกทรงผนวชแล้ว เมื่อทรง
ศึกษาผลอันเลิศ ก็ทรงทำให้แจ้งอภิญญา ๖.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 509 (เล่ม 54)

พระนิพพานนั้น อัศจรรย์ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่
พระนางสุเมธาราชธิดา พระสุเมธาเถรี ได้พยากรณ์
ปุพเพนิวาสจริต เหมือนในเวลาสุดท้ายคือเวลาปริ-
นิพพานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ
เสด็จอุบัติในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ ๆ ข้าพเจ้า
เป็นหญิง ๓ คนเป็นสหายกัน [ธนัญชานี เขมา และ
ข้าพเจ้า ได้ถวายวิหารทาน.
ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้น ๑,๐๐๐
ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้า
มีฤทธิ์มากในเทวดา ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์
ข้าพเจ้าเป็นมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มี
รัตนะ ๗ ประการ.
การสร้างอารามถวายสงฆ์เป็นวิหารทานครั้งนั้น
เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทิพยสมบัติ ข้อนั้นเป็นมูล
เป็นการอดทนเพ่งธรรมในพระศาสนา เป็นที่รวมบุญ
ครั้งแรก ข้อนั้นเป็นความดับทุกข์ สำหรับข้าพเจ้าผู้
ขึ้นดีในธรรม.
ชนเหล่าใดเธอพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีพระบัญญัติไม่ทราม ชนเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลาย
กำหนัด ดังนี้.

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 510 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนฺตาวติยา นคเร ได้แก่ นครมีซึ่ง
อย่างนี้ว่า มันตวดี. บทว่า รญฺโญ โกญฺจสฺส ความว่า ได้เป็นราชธิดา
เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าโกญจะ. บทว่า
สุเมธา ได้แก่ พระนางสุเมธาโดยพระนาม. บทว่า ปสาทิตา สาสนกเรหิ
ความว่า อันพระอริยะทั้งหลาย ผู้กระทำตามคำสั่งสอนพระศาสดา ทำให้เลื่อม
ใสในคำสั่งสอน คือทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว.
บทว่า สีลวตี ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยอาจาระมารยาทและศีล. บทว่า
จิตฺตกถา ได้แก่ ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร. บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้
ประกอบด้วยการสดับพระปริยัติธรรม ในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย. บทว่า
พุทฺธสาสเน วินีตา ได้แก่ ถูกแนะนำ คือมีกายวาจาจิตสำรวมแล้ว ในคำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะกิเลสทั้งหลายกลับไปแล้ว โดยตทังค-
ปหานตาม โยนิโสมนสิการซึ่งดำเนินตามพระสูตรว่า อย่างนี้ ปวัตติ ความเป็น
ไป, อย่างนี้ นิวัตติ ความกลับไป, อย่างนี้ ศีล, อย่างนี้ สมาธิ, อย่างนี้
ปัญญา. บทว่า อุภโย นิสาเมถ ความว่า ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์
โปรดตั้งพระทัยสดับคำของลูก ประกอบความว่า พระนางสุเมธาเข้าไปเฝ้า
พระชนกชนนีแล้วตรัส.
บทว่า ยทิปิ ทิพฺพํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าภพ แม้เนื่องด้วยเทวโลก
หมดสิ้นล้วนไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปวนไปเป็นธรรมดา.
บทว่า กิมงฺคํ ปน ตุจฺฉา กามา ความว่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้ง
หลายที่เป็นของมนุษย์ กามเหล่านั้นแม้ทุกอย่าง ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะไม่
เป็นแก่นสาร ชื่อว่ามีรสอร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำที่คมมีด ชื่อว่ามีความดับ
แค้นมาก เพราะมีทุกข์อย่างไพศาลทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต.

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 511 (เล่ม 54)

บทว่า กฏุกา ได้แก่ ไม่น่าปรารถนา กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบ
ด้วยงูพิษ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า มุจฺฉิตา แปลว่า หมก
มุ่นแล้ว. บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ คิดแน่น ฟุ้งไป อธิบายว่า เกิดขึ้น
แล้ว โดยประการทั้งปวงด้วยกรรมของตน. บทว่า หญฺญนฺเต ได้แก่ ถูก
เบียดเบียน. บทว่า วินิปาเต ได้แก่ ในอบาย.
บทว่า อเจตนา ได้แก่ ชื่อว่า ไม่มีใจ เพราะไม่มีเจตนาทำประโยชน์
เกื้อกูลสำหรับตน. บทว่า ทุกฺขสมุทโย รุทฺธา ได้แก่ ถูกปิดแล้วใน
สังสารวัฏที่มีตัณหาเป็นนิมิต. บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ ธรรมอริยสัจ ๔ ที่
ท่านแสดงอยู่. บทว่า อชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้ความ. บทว่า น พุชฺฌเร
อริยสจฺจานิ ได้แก่ ไม่ตรัสรู้อริยสัจ มีทุกข์เป็นต้น.
ด้วยบทว่า อมฺม พระนางสุเมธาตรัสเรียกพระชนนีเป็นสำคัญ. บทว่า
เต พหุตรา อชานนฺตา ประกอบความว่า ชนเหล่าใดเมื่อไม่รู้สัจจะที่พระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว ย่อมชื่นชมภพ กระหยิ่มความเกิดในเทวดา
ทั้งหลาย ชนเหล่านั้นนั่นแหละมีจำนวนมากกว่าในโลกนี้.
บทว่า ภวคเต อนิจฺจมฺหิ ความว่า เมื่อภพทุกภพไม่เที่ยง ความ
เกิดในเทวโลกทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนั้น คนเขลาทั้งหลายก็ยังไม่หวาด
ไม่สะดุ้งไม่สลดใจ. บทว่า ปุนปฺปุนํ ชายิตพฺพสฺส ได้แก่ ผู้เกิดในภพ
ต่อๆ ไป.
บทว่า จตฺตาโร วินิปาตา ได้แก่ คติที่ชื่อว่าวินิบาต เพราะก่อ
ตั้งสภาพทั้ง ๔ ได้ง่าย คือนรก กำเนิดเดียรฉาน เปรตวิสัย กำเนิดอสูร
ส่วนคติ ๒ ที่เข้าใจกันว่า การเกิดในมนุษย์และเทวดา สัตว์ได้มาทุลักทุเล
คือยากลำบาก เพราะบุญกรรมเป็นของที่สัตว์ทำได้ยาก. บทว่า นิรเยสุ
ได้แก่ อบายที่เว้นขาดจากสุข.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 512 (เล่ม 54)

บทว่า อปฺโปสฺสุกฺกา ได้แก่ ไม่มีความขวนขวายในกิจอย่างอื่น.
บทว่า ฆฏิสฺสํ ประกอบความว่า ประโยชน์อะไรด้วยโทษ คือกายที่ไม่มี
แก่นสารในภพ ซึ่งสัตว์ชื่นชมกันนักหนา ลูกจักพยายาม จักประกอบเนือง ๆ
ซึ่งภาวนา.
บทว่า ภวตณฺหาย นิโรธา ได้แก่ เพราะเหตุดับ คือเพื่อดับ
ตัณหาที่ไปในภพ [ภวตัณหา].
ประกอบความว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธะทั้งหลาย ลูกได้แล้ว
อขณะ ๘ อย่างมีการเกิดในนรกเป็นต้น ก็เว้นไปแล้ว ขณะที่ ๙ ชื่อว่าขณะ
ลูกก็ได้แล้ว. บทว่า สีลานิ ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔. บทว่า พฺรหฺมจริยํ
ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์. บทว่า น ทูเสยฺยํ ได้แก่ ไม่ทำให้กำเริบ.
บทว่า น ตาว อาหารํ อาหริสฺสํ คหฏฺฐา ประกอบความว่า
พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า ก่อนอื่น ลูกเป็นคฤหัสถ์ก็จัก
ไม่แตะต้องอาหาร ถ้าลูกไม่ได้บวช ก็จักผอมตายอย่างเดียวเพคะ.
บทว่า อสฺสา ได้แก่พระนางสุเมธา. บทว่า สพพฺโส สมภิหโต
แปลว่า ทั่วพระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชล. บทว่า ฆเฏนฺติ สญฺญาเปตุํ
ความว่า พระชนกชนนี ทรงพากเพียรพยายามที่จะให้พระนางสุเมธา ซึ่งฟุบ
ลงที่พื้นดิน ณ พื้นปราสาท. ยินยอมเป็นคฤหัสถ์. บาลีว่า ฆเฏนฺติ วายมนฺติ
ก็มี ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า กึ โสจิเตน ได้แก่ ประโยชน์อะไรด้วยความเศร้าโศกว่า
เราไม่ได้บวช. บทว่า ทินฺนาสิ วารณวติมฺหิ แปลว่า [ลูก] พ่อได้ถวาย
ไว้ที่วารณวดีนครแล้ว พระเจ้าโกญจะตรัสว่า พ่อได้ถวายแล้ว แล้วตรัสอีก
ว่า ลูกพ่อ ถวายแล้ว ก็เพื่อทรงแสดงอย่างหนักแน่นว่า ทรงมอบถวายพระเจ้า
อนิกรัตตะแล้ว.

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 513 (เล่ม 54)

บทว่า รชฺเช อาณา ความว่า ลูกก็ย่อมจะใช้อำนาจในราชสมบัติ
พระเจ้าอนิกรัตตะได้. บทว่า ธนมิสฺสริยํ ได้แก่ พระราชทรัพย์และความ
เป็นใหญ่ ในราชตระกูลนี้ และในราชตระกูลพระราชสวามี. บทว่า โภคา
สุขา อติวิย อิฏฺฐา โภคา ได้แก่ สิ่งนี้ทั้งหมดปรากฏตกอยู่ในพระหัตถ์
ของลุกแล้ว. บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ ลูกก็ยังเป็นสาว เพราะฉะนั้น ขอ
ลูกจงบริโภคกามสมบัติเถิด. ประกอบความว่า ลูกเอ๋ย ด้วยเหตุนั้น พ่อจึง
ข้อร้องลูกนะลูกนะ.
บทว่า เน ได้แก่พระชนกชนนี. บทว่า ม เอทิสิกานิ ความว่า
อำนาจเป็นต้นในราชสมบัติเห็นปานนี้ จงอย่ามีมาเลย ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุ
ไร พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ภพไม่มีแก่นสาร.
บทว่า กิมิว แปลว่า. เหมือนหนอน. บทว่า ปูติกายํ ได้แก่
ซากศพที่เน่านี้. บทว่า สวนคนฺธํ ได้แก่ ที่กลิ่นเหม็นคลุ้งไป บทว่า
ภยานกํ ได้แก่ นำมาซึ่งภัย สำหรับเหล่าคนเขลาที่ยังไม่ปราศจากราคะ บทว่า
กุณปํ อภิสํวิเสยฺยํ ภสฺตํ ได้แก่ ถุงหนังที่เต็มด้วยซากศพ เต็มด้วยของ
ไม่สะอาด ไหลออกมิใช่คราวเดียว คือเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ
ไหลออกอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ อันบุคคลยึดถือว่า นี้ของเรา.
ลูกรู้จักซากศพนั้นเหมือนหนอน. บทว่า วิกูลกํ ได้แก่ ปฏิกูลเหลือ
เกิน อันชิ้นเนื้อที่ไม่สะอาดและเลือดฉาบไว้ เป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายหมู่
เป็นเหยื่อของฝูงแร้งกา. บาลีว่า กิมิกุลาลสกุณภติตํ ก็มี. ความว่า เป็น
เหยื่อของหมู่หนอนและฝูกนกนอกนั้น. พระนางสุเมธาทรงแสดงว่า ลูกยืนหยัด
รู้จักซากศพนั้น บัดนี้ ทูลกระหม่อมพระราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะ
นั้น โดยทรงขอร้องทำไม คือเพราะเหตุชื่อไร ประกอบความว่า ก็การพระ
ราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะนั้น เหมือนอะไร คือเป็นเหมือนอะไร

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 514 (เล่ม 54)

บทว่า นิพฺพุยฺหติ สุสานํ อจิรํ กาโย อเปตวิญฺญาโณ ความว่า
ไม่นานนัก กายนี้ปราศจากวิญญาณแล้ว เขาก็จะช่วยกันยกผู้นำไปยังป่าช้า.
บทว่า ฉุฑฺโฑ แปลว่า ทิ้งแล้ว. บทว่า กลิงฺครํ วิย ได้แก่ เสมือน
ชิ้นไม้ที่ไร้ประโยชน์. บทว่า ชิคุจฺฉมาเนหิ ญาตีหิ แปลว่า แม้อันคนที่
เป็นญาติผู้เกลียดอยู่.
บทว่า ฉุทฺธูน นํ สุสาเน ได้แก่ ทิ้งศากศพนั้นไว้ในป่าช้า. บทว่า
ปรภตฺตํ ได้แก่ เป็นอาหารของเหล่าสัตว์อื่นมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น
บทว่า นฺหายนฺติ ชิคุจฺฉนฺตา ความว่า บิดามารดาเกลียดโดยเหตุเพียงว่า
มาตามหลังซากศพนั้นกลับมาบ้าน ก็ต้องลงอาบน้ำดำเกล้า ไม่ต้องกล่าวถึงผู้
ที่ถูกต้องซากศพดอก. บทว่า นิยกา มาตาปิตโร ได้แก่ แม้แต่บิดามารดา
ของตนเอง. บทว่า กึ ปน สาธารณา ชนตา ได้แก่ จะต้องกล่าวอะไร
เล่าว่า ชุมชนนอกนี้ก็เกลียด.
บทว่า อชฺโฌสิตา ได้แก่ ยึดมั่นด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า อสาเร
ได้แก่ ที่เว้นจากสาระ มีความเที่ยงเป็นสาระเป็นต้น.
บทว่า วินิพฺภุชิตฺวา ได้แก่ ทำการแยกวิญญาณออกไป. บทว่า
คนฺธสฺส อสหมานา ได้แก่ ทนกลิ่นของกายนั้นไม่ได้. บทว่า สกาปิ
มาตา ได้แก่ แม้แต่มารดาของตนก็เกลียด เพราะต้องทะนุถนอมอย่างดี
โดยความเป็นของปฏิกูล เพราะแยกส่วนทั้งหลายออกไป.
บทว่า ขนฺธธาตุอายตนํ ความว่า ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ
อย่างนี้ คือ ปัญจขันธ์เหล่านั้น มีรูปขันธ์เป็นต้น ธาตุ ๑๘ เหล่านี้ มีจักขุ
ธาตุเป็นต้น อายตนะ ๑๒ มี จักขายตนะเป็นต้น ธรรมชาติที่เป็นรูปและมิใช่
รูป ดังกล่าวมานี้ทั้งหมด ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมรวมกัน
สร้างขึ้น ธรรมชาตินี้นั้น ที่เป็นไปอยู่ในภพนั้น ชื่อว่าเป็นทุกข์ ที่ชื่อว่ามี

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 515 (เล่ม 54)

ชาติเป็นมูล เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ลูกใคร่ครวญครุ่นคิดโดยอุบายแยบคาย
ดังกล่าวมานี้ ทำไม คือเพราะเหตุไร จึงจักปรารถนาวิวาหะที่ทรงขอร้อง
เลือกให้ของทูลกระหม่อมเล่าเพคะ.
พระชนกชนนีตรัสคำใดไว้ว่า ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำกัน
ได้ยาก เมื่อจะทรงโต้ตอบคำนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ทิวเส ทิวเส
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิวเส ทิวเส ติสตฺติสตานิ นวนวา
ปเตยฺยุํ กายมฺหิ ความว่า หอก ๓๐๐ เล่ม ใหม่เอี่ยม เพราะลับทาน้ำมัน
ในขณะนั้นนั่นเอง พึงตกต้องไปที่ร่างกายทุก ๆ วัน. บทว่า วสฺสสตมฺปิ
จ ฆาโต เสยฺโย ความว่า ความทิ่มแทงด้วยหอก ตามที่กล่าวแล้ว ตก
ต้องอยู่ทั้ง ๑๐๐ ปี ไม่ว่างเลย ยังประเสริฐกว่า. บทว่า ทุกฺขสฺส เจวํ
ขโย ความว่า ถ้าว่า ความหมดสิ้นไปแห่งทุกข์ในวัฏฏะ จะพึงมีได้ด้วย
อาการอย่างนี้ไซร้ อธิบายว่า ควรอดกลั้นทุกข์ที่เป็นไปใหญ่หลวงอย่างนี้แล้ว
ทำความอุตสาหะเพื่อบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า อชฺฌุปคจฺเฉ แปลว่า พึงยอมรับ. บทว่า เอวํ แปลว่า
โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า บุคคลใดรู้พระดำรัสของพระ-
ศาสดา ที่แสดงถึงสังสารวัฏอันมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว และ
ทุกข์ในวัฏฏะที่นับไม่ได้ ยืนหยัดอยู่ พึงยอมรับทุกข์เพราะการทิ่มแทงด้วย
หอก ตามที่กล่าวแล้ว ถ้าหากว่าทุกข์ในวัฏฏะจะพึงหมดสิ้นไปได้ด้วยวิธีนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า สังสารวัฏยืดยาว สำหรับชนเหล่านั้น
ซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป อธิบายว่า สำหรับชนที่ถูกชาติชราพยาธิมรณะเป็นต้น
เบียดเบียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก.
บทว่า อสุรกาเย ได้แก่ หมู่เปรตและอสูรมีกาลกัญชิกเปรตเป็นต้น.
บทว่า ฆาตา ได้แก่ การทำร้าย การเบียดเบียนกายและจิต.

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 516 (เล่ม 54)

บทว่า พหู ได้แก่ การทำร้ายมากมาย ที่เขาให้เป็นไปโดยการลงโทษ
มีจองจำ ๕ ประการเป็นต้น. บทว่า วินิปาตคตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึง
วินิบาต กล่าวคืออบายที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว. บทว่า ปีฬิยมานสฺส
ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วยการเข่นฆ่าเป็นต้น ในอัตภาพที่เป็นสัตว์เดียรฉาน
เป็นต้น. บทว่า เทเวสุปิ อตฺตาณํ ความว่า แม้ในอัตภาพที่เป็นเทวดา
ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมีทุกข์มีความคับแค้น ด้วยความเร่าร้อนด้วยราคะเป็นต้น.
บทว่า นินฺพานสุขา ปรํ นตฺถิ ความว่า ธรรมดาสุขอื่นคืออย่างอื่นที่
ยอดเยี่ยมกว่าสุขในพระนิพพานไม่มี เพราะโลกิยสุขมีความแปรปรวนเป็นตัว
ปรุงมีทุกข์เป็นตัวสภาพ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นิพฺพานํ
ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งดังนี้.
บทว่า ปตฺตา เต นิพฺพานํ ความว่า ชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุ
พระนิพพานเลย อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่านั้นนั่นแหละ บรรลุพระนิพพาน. บทว่า
เย ยุตฺตา ทสพลสฺส ปาวจเน ความว่า ชนเหล่าใดขวนขวายในคำสั่ง
สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า นิพฺพินฺนา แปลว่า เบื่อหน่าย. บทว่า เม แปลว่า อันลูก
[เรา]. บทว่า วนฺตสมา ได้แก่ เสมือนรากสุนัข. บทว่า ตาลวตฺถุกตา
แปลว่า กระทำให้เป็นเสมือนที่ตั้งแห่งต้นตาล.
บทว่า อถ แปลว่า ภายหลัง พระนางสุเมธากำลังทรงทำพระชนก
ชนนีให้ทรงทราบอัธยาศัยของพระองค์อยู่ ก็ทรงสดับว่า พระเจ้าอนิกรัตตะ
เสด็จมาถึงแล้ว. บทว่า อสิตนิจิตมุทุเก ได้แก่ ชื่อว่าคำสนิทเพราะมีสีเหมือน
ดอกอินทนิลและแมลงภู่ ชื่อว่ารวบไว้ เพราะทำให้เป็นก้อนไว้ ชื่อว่าอ่อน
สลวยเพราะมีสัมผัสนุ่มดังปุยงิ้ว. บทว่า เกเส ขคฺเคน ฉินฺทิย ได้แก่ ทรง
เอามีดที่ลับคมตัดพระเกศาของพระองค์. บทว่า ปาสาทํ ปิทหิตฺวา ได้แก่

516