ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 487 (เล่ม 54)

พระนางสุเมธานั้น กราบทูลพระชนกอยู่อย่างนี้
พระเจ้าอนิกรัตตะ ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระนางสุ-
เมธานั้น ทรงแวดล้อมด้วยข้าราชบริพารหนุ่ม ก็เสด็จ
เข้าสู่วิวาหะเมื่อเวลากระชั้นชิด.
ภายหลัง พระนางสุเมธาทรงทราบว่า พระเจ้า-
อนิกรัตตะเสด็จมา จึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำ
สนิทที่รวบไว้ อ่อนสลวย ทรงปิดปราสาท เข้าปฐม-
ฌาน
พระนางสุเมธานั้น เข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น
พระเจ้าอนิกรัตตะก็เสด็จถึงพระนคร พระนางสุเมธา
ทรงเจริญอสุภสัญญาอยู่ในปราสาท.
พระนางสุเมธานั้นกำลังทรงมนสิการ พระเจ้า
อนิกรัตตะ ทรงแต่งพระองค์ด้วยมณีและทอง ก็รีบ
เสด็จขึ้นปราสาท ทรงประคองอัญชลี ทูลวอน
พระนางสุเมธาว่า
อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขใน
ราชสมบัติ ขอมอบถวาย พระน้องนางก็ยังสาวอยู่
ขอเชิญบริโภคกามสมบัติ กามสุขหาได้ยากในโลก
นะพระน้องนาง.
ราชสมบัติพี่สละให้พระน้องนางแล้ว ขอพระ-
น้องนางโปรดบริโภคโภคะ ถวายทานทั้งหลายเถิด
พระน้องนางอย่าทรงเสียพระทัยเลย พระชนกชนนี้
ของพระน้องนางทรงเป็นทุกข์.

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 488 (เล่ม 54)

เพราะเหตุนั้น พระนางสุเมธา ผู้ไม่ต้องการ
ด้วยกามทั้งหลาย ทรงปราศจากโมหะแล้วจึงทูลพระ-
เจ้าอนิกรัตตะว่าอย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย โปรดทรง
เห็นโทษในกามทั้งหลายเถิดเพคะ.
พระเจ้ามันธาตุราช เจ้าทวีปทั้ง ๔ ทรงเป็นยอด
ของผู้บริโภคกามทั้งหลายยังไม่ทันทรงอิ่ม ก็เสด็จ
สวรรคตไปแล้ว ความปรารถนาของพระองค์ ก็ยัง
ไม่เต็ม.
เทวดาแห่งฝนพึงหลั่งฝนคือรัตนะ ๗ ลงมาโดย
รอบทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ก็ไม่มี
นรชนทั้งหลาย ทั้งที่ยังไม่อิ่มก็พากันตายไป.
กามทั้งหลาย เปรียบด้วยดาบและหลาว เปรียบ
ด้วยหัวงูเห่า เปรียบด้วยคบเพลิง ตามเผาอยู่ เปรียบ
ด้วยร่างกระดูก.
กามทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มี
พิษมาก เป็นมูลแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผลเหมือน
ก้อนเหล็กที่ร้อนโชน.
กามทั้งหลายเปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยชิ้น
เนื้อ เป็นทุกข์ กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน
หลอกลวง เปรียบด้วยของที่ยืมเขามา.
กามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาวเป็นโรค
เป็นฝี เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก เสมือนหลุมถ่าน
เพลิง เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นภัย เป็นเพชฆฆาต [ผู้ฆ่า]

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 489 (เล่ม 54)

กามทั้งหลายมีทุกข์มากดังกล่าวมานี้ บัณฑิตทั้ง
หลายจึงกล่าวว่าทำอันตราย เชิญเสด็จกลับไปเสียเถิด
หม่อมฉันไม่พิศวาสในความมีโชคของพระองค์ดอก
เพคะ.
เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของหม่อมฉันอยู่ คนอื่น
จะช่วยอะไรหม่อมฉันได้ เมื่อชรามรณะติดตามอยู่ ก็
ควรพยายามทำลายชรามรณะนั้นเสีย.
ข้าพระองค์เห็นพระชนกชนนี และพระเจ้าอนิก-
รัตตะเสด็จยังไม่ทันถึงพระทวาร ก็ประทับนั่งที่พื้นดิน
ทรงพระกันแสง จึงกราบทูลดังนี้ว่า สังสารวัฏ ย่อมยืด
ยาวสำหรับ พวกคนเขลา ที่ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะบิดา
ตาย พี่ชายถูกฆ่า เพราะตัวเองถูกฆ่า ในสังสารวัฏ
ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว.
โปรดทรงระลึกถึงสังสารวัฏ ที่ประกอบด้วย
นาตา น้ำนม และน้ำเลือด โดยความเป็นสังสารวัฏ
ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ที่ตามไปไม่รู้แล้ว โปรดทรง
ระลึกถึงกองกระดูกทั้งหลาย ของเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยว
อยู่.
โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ในน้ำตา น้ำ
นมและน้ำเลือด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำมา
เปรียบเทียบ โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูกทั้งหลาย
ในกัปหนึ่งที่เทียบเท่าภูเขาวิปุลบรรพต.
โปรดระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีป ที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบสังสารวัฏ ของสัตว์ที่ท่อง

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 490 (เล่ม 54)

เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้
แล้ว แผ่นดินทั้งหลายทำเป็นก้อนขนาดเมล็ดพุทรา ก็
มากไม่พอกับจำนวนแม่และยายทั้งหลาย.
โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำมาเปรียบเทียบเพราะสังสาร-
วัฏมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ท่อนไม้ทั้ง
หลาย ขนาด ๔ องคุลี ก็มากไม่เท่ากับจำนวนพ่อและ
ปู่ทั้งหลาย.
โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด และซ่องแอก อัน
หมุนไปทิศบูรพา และทิศอื่น ๆ อีกในมหาสมุทร มา
สวมหัวเต่าตาบอดตัวนั้น เปรียบเทียบในการได้อัต-
ภาพเป็นมนุษย์.
โปรดทรงระลึกถึงโทษคือกาย ที่ไม่มีแก่นสาร
เปรียบด้วยก้อนฟองน้ำ โปรดทรงเห็นขันธ์ทั้งหลาย
ไม่เที่ยง โปรดทรงระลึกถึงนรกทั้งหลาย ที่มีความ
คับแค้นมาก.
โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันทำให้
รกป่าช้าในชาตินั้น ๆ เรื่อยไป โปรดทรงระลึกถึงภัย
คือจระเข้ ความเห็นแก่ปากท้อง โปรดทรงระลึกถึง
อริยสัจ ๔.
เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ จะต้องการอะไรด้วยของ
เผ็ดร้อน ๕ อย่าง ที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่า
ความยินดีกามทุกอย่าง เผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕
อย่าง.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 491 (เล่ม 54)

เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ พระองค์จะทรงต้องการ
อะไรด้วยกามทั้งหลายที่เร่าร้อน เพราะความยินดีกาม
ทุกอย่าง อันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดแล้ว ให้หวั่น
ไหวแล้ว เผาให้ร้อนแล้ว.
เมื่อเนกขัมมะที่ไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์ยังจะ
ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก กาม
ทั้งหลาย มีภัยอยู่ทั่วไปคือราชภัย อัคคีภัย อุทกภัย
และอัปปิยภัย [ภัยคือคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน] ชื่อว่า
มีข้าศึกมาก.
เมื่อโมกขธรรมมีอยู่ พระองค์ยังจะต้องการอะไร
ด้วยกามทั้งหลาย ที่มีการฆ่าการจองจำเล่า เพราะว่า
การฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
ผู้ใคร่กาม ย่อมเสวยทุกข์ทั้งหลาย
กามทั้งหลาย เหมือนคบเพลิงที่ลุกโพงลง ย่อม
ไหม้คนถือที่ไม่ยอมปล่อย เพราะว่ากามทั้งหลาย
เปรียบเหมือนคบเพลิง ย่อมจะไหม้คนที่ไม่ยอมปล่อย
คบเพลิง.
โปรดอย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเหตุแห่ง
กามสุขเล็กน้อยเลย อย่าทรงเป็นดุจปลากลืนเบ็ดแล้ว
ต้องเดือดร้อนภายหลัง.
โปรดอย่าหมุนไปหมุนมาเพราะกามทั้งหลาย ดุจ
สุนัขถูกล่ามโซ่เลย เพราะกามทั้งหลาย จักทำผู้นั้น
ให้เป็นเหมือนคนจัณฑาล หิวจัด ได้สุนัขก็ทำให้
พินาศได้.

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 492 (เล่ม 54)

พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จักเสวยทุกข์อัน
หาประมาณมิได้ และความเสียใจอย่างมาก โปรด
ทรงสละกามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด.
เมื่อพระนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์
ยังจะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีความแก่เล่า
ชาติทั้งปวง อันมรณะและพยาธิกำกับไว้ในภพทุกภพ.
พระนิพพานนี้ไม่แก่ พระนิพพานนี้ไม่ตาย
พระนิพพานนี้เป็นบทอันไม่แก่และไม่ตาย ไม่มีความ
เศร้าโศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน ไม่พลาดไม่น่ากลัว
ไม่มีความเดือดร้อน.
พระนิพพานนี้ พระอริยะเป็นอันมากบรรลุแล้ว
อมตนิพพานนี้ อันผู้พยายามโดยแยบคายควรได้ใน
วันนี้นี่แหละ แต่ผู้ไม่พยายามหาอาจได้ไม่.
พระนางสุเมธาเมื่อไม่ทรงได้ความยินดีในสังขาร
กำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ ก็ทรงโยน
พระเกศาลงที่พื้นดิน.
พระเจ้าอนิกรัตตะ เสด็จลุกขึ้นประคองอัญชลี
ทูลวอนพระชนกของพระนางว่า ขอทรงโปรดปล่อย
พระนางสุเมธาทรงผนวชเถิด เพราะว่าพระนางทรง
เห็นวิโมกข์และสัจจะ
พระนางสุเมธานั้น อันพระชนกชนนีทรงปล่อย
แล้ว ทรงกลัวภัยคือความโศก ทรงผนวชแล้ว เมื่อ
ทรงศึกษาผลอันเลิศ ก็ทรงทำให้แจ้งอภิญญา ๖.

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 493 (เล่ม 54)

พระนิพพานนั้น อัศจรรย์ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่
พระนางสุเมธาราชธิดา พระสุเมธาเถรีได้พยากรณ์
ปุพเพนิวาสจริต เหมือนดังที่กล่าวในเวลาปรินิพพาน
ว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ
เสด็จอุบัติในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ ๆ
ข้าพเจ้าได้เป็นหญิง ๓ คน เป็นสหายกัน [ธนัญชานี
เขมา และข้าพเจ้า] ได้ถวายวิหารทาน.
ข้าพระองค์เกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง
๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการเกิด
ในมนุษย์ ข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา ไม่จำต้อง
กล่าวถึงฤทธิ์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นมเหสีนารีรัตน์
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้มีรัตนะ ๗ ประการ
การสร้างอารามถวายสงฆ์ เป็นวิหารทานครั้งนั้น
เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทิพยสมบัติ ข้อนั้นเป็นมูล
เป็นการอดทนต่อการเพ่งธรรมในพระศาสนา เป็นที่
รวมบุญครั้งแรก ข้อนั้นเป็นความดับทุกข์ สำหรับ
ข้าพเจ้าผู้ยินดีในธรรม.
ชนเหล่าใด เชื่อพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ชนเหล่านั้นย่อมกล่าว
อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อม
คลายกำหนัด ดังนี้.
จบ สุเมธาเถรีคาถา
จบ มหานิบาต

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 494 (เล่ม 54)

เถรีคาถา มหานิบาต
๑. อรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา
ในมหานิบาต คาถาว่า มนฺตาวติยา นคเร เป็นต้น เป็นคาถา
ของ พระสุเมธาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ เพิ่มพูนสัมภารธรรม
เครื่องปรุงแต่งวิโมกข์โดยเคารพ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ
ก็บังเกิดในเรือนสกุล รู้เดียงสาแล้ว ก็มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันกับเหล่ากุลธิดา
สหายของตน ร่วมกันสร้างอารามใหญ่ มอบถวายภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้า
เป็นประธาน เพราะบุญกรรมนั้น เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ นางก็บังเกิดใน
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ สวรรค์ชั้นนั้น นางก็เสวยทิพยสมบัติจนตลอดอายุ จุติ
จากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
จากดุสิตสวรรค์ก็มาสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีก็มาสวรรค์
ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นางบังเกิดในสวรรค์กามพาจรทั้ง ๕ ชั้นตามลำดับดังกล่าว
มาฉะนี้ เป็นมเหสีของท้าวเทวราช [เทวดาเจ้าสวรรค์แต่ละชั้น] ในสวรรค์
ชั้นนั้น ๆ จุติจากนั้นแล้ว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็เป็นธิดา
ของเศรษฐี ผู้มีสมบัติมาก รู้เดียงสาตามลำดับแล้ว ก็เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา
ได้กระทำบุญกรรมอันโอฬารเฉพาะพระรัตนตรัย.
ในครั้งนั้น นางอาศัยธรรมหล่อเลี้ยงชีวิต ยินดีมั่นในกุศลธรรม จน
ตลอดชีวิต จุติจากนั้น แล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 495 (เล่ม 54)

อยู่ในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าโกญจะกรุง
มันตาวดี พระชนกชนนีได้ขนานพระนามพระนางว่าสุเมธา สมัยพระนางเจริญ
พระชันษา ก็ทรงปรึกษาตกลงกันว่า จักถวายพระนางแต่พระเจ้าอนิกรัตตะ
กรุงวารณวดี แต่นับตั้งแต่ยังทรงเป็นทาริกา พระนางพร้อมด้วยราชธิดา ที่
มีวัยปูนเดียวกัน และเหล่าทาสี ก็พากันเสด็จไปสำนักภิกษุณี ฟังธรรมใน
สำนักภิกษุณีแล้ว ก็เกิดสังเวชในสังสารวัฏ เพราะบำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาช้า
นาน ทรงเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา เมื่อทรงเจริญพระชันษา ก็ได้มีพระทัย
หันกลับจากกามทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระนางได้สดับการปรึกษาของพระ-
ชนกชนนี พระประยูรญาติจึงตรัสว่า ลูกไม่ประสงค์กิจฆราวาส ลูกจักบวช
เพคะ พระชนกชนนีโปรดจะทรงประกอบพระนางไว้ในกิจฆราวาส แม้จะทรง
อ้อนวอนโดยประการต่าง ๆ ก็ไม่สามารถจะทำพระนางให้ทรงยินยอมได้
พระนางทรงดำริว่า เราจะได้การบวชโดยวิธีนี้ แล้วคว้าพระขรรค์
ตัดพระเกศาของพระองค์เอง ทรงปรารภพระเกศาเหล่านั้น เริ่มทรงมนสิการ
การใส่ใจโดยเป็นของปฏิกูล ทรงทำอสุภนิมิตให้เกิดขึ้น ก็บรรลุปฐมฌาน
ณ ที่ตรงนั้นเอง เพราะทรงบำเพ็ญบารมีมาแล้วในชาตินั้น และเพราะ
ทรงเคยสดับวิธีมนสิการมาในสำนักภิกษุณี. ก็แลพระนางบรรลุปฐมฌาน
แล้ว ทรงทำราชสกุลทั้งหมดทั้งอันโตชนและปริวารชน ตั้งต้นแต่พระชนกชนนี
ผู้ทรงเกลี้ยกล่อมไว้ในกิจฆราวาสด้วยพระองค์เอง ให้พากันเลื่อมใสยิ่งในพระ
ศาสนา เสด็จออกจากพระราชมณเฑียรไปยังสำนักภิกษุณี ทรงผนวช ครั้น
ทรงผนวชแล้ว ก็ทรงเริ่มตั้งวิปัสสนา มีพระญาณแก่กล้าโดยชอบโดยแท้ ไม่
นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะธรรมทั้งหลายที่ช่วย
อบรมบ่มวิมุตติ ทำให้บรรลุคุณวิเศษ.

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 496 (เล่ม 54)

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทาน๑ว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ
ทรงอุบัติในโลก เมื่อสังฆารามสร้างเสร็จใหม่ ๆ
ข้าพเจ้าเป็นชน ๓ คนเป็นสหายกัน ได้ถวายวิหารทาน.
ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐
ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่ต้องกล่าวถึงการเกิดในมนุษย์
ข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา ไม่จำต้องกล่าวถึงใน
หมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นพระมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้า
จักรพรรดิผู้ทรงมีรัตนะ ๗ ประการ.
ชน ๓ คน ก็คือ ธนัญชานี เขมาและข้าพเจ้า
เป็นผู้สร้างสมกุศลในที่นี้ เป็นบุตรของตระกูลที่มั่งคั่ง.
เราช่วยกันสร้างพระอารามเป็นอันดี ประดับด้วย
ทัพสัมภาระครบถ้วน มอบถวายแด่พระสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุข พากันบันเทิงใจแล้ว.
ข้าพเจ้าเกิดในที่ไร ๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น
ก็เป็นเลิศทั้งในเทวดา ทั้งในมนุษย์.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะโดยพระโคตร
ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ ผู้มียศมาก เป็นยอดของ
เหล่าศาสดา ทรงอุบัติแล้วในกัปนี้นี่แล.
พระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกี ครองราชย์ ณ กรุง
พาราณสีราชธานี ได้ทรงเป็นพระอุปฐากของพระ-
กัสสปพุทธเจ้า ในครั้งนั้น.
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๑ สุเมธาเถรีอปทาน.

496