ทั้งก็ไม่ได้เบียดเบียน. บทว่า ทุพฺพจนํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวชั่วหยาบ.
บทว่า กึ สกฺกา กาตุยฺเย ความว่า ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้เล่าแม่เจ้า. บทว่า
ยํ มํ วิทฺเทสฺสเต ภตฺตา ความว่า เพราะเหตุที่สามีของข้าพเจ้าเกลียด
คือ ทำความชัง ความเคืองขุ่นใจ.
บทว่า วิมนา ได้แก่ เสียใจ. บทว่า ปุตฺตมนุรกฺขมานา ได้แก่
ทนุถนอมบุตรของตน ซึ่งเป็นสามีของข้าพเจ้าด้วยการรักษาน้ำใจ. บทว่า
ชิตามฺหเส รูปินึ ลกฺขึ ความว่า ข้าพเจ้ามีชัยคือชนะ สิริคือศรีอันงาม
ได้หรือหนอ อธิบายว่า ข้าพเจ้าต้องเสื่อมจากเทวดาคือสิริที่เที่ยวอยู่โดยเพศ
มนุษย์แล้วหนอ หมายความว่าต้องเป็นหญิงหม้ายสามีร้างไปแล้ว.
บทว่า อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ความว่า บิดาได้ให้
ข้าพเจ้าในเรือนกุลบุตรคนที่สอง เมื่อเทียบสามีคนที่หนึ่ง ก็มั่งคั่งน้อยกว่าครึ่ง
หนึ่ง แต่เมื่อให้ก็ให้โดยเรียกสินสอดครึ่งหนึ่ง จากสินสอดของสามีคนที่หนึ่งนั้น.
บทว่า เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐี ประกอบความว่า เศรษฐีได้ข้าพเจ้าเป็น
คนแรกด้วยสินสอดอันใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้โดยเรียกสินสอดอันนั้นครึ่งหนึ่ง
จากสินสอดสามีคนที่หนึ่งนั้น.
บทว่า โสปิ ได้แก่ แม้สามีตนที่สอง. บทว่า มํ ปฏิจฺฉรยิ
ได้แก่ ขับไล่ข้าพเจ้า คือเขาเสือกไสข้าพเจ้าออกไปจากเรือน. บทว่า อุปฏฺ-
ฐหนฺตึ ได้แก่ ผู้บำรุงคือทำการปรนนิบัติ ดุจทาสี. บทว่า อทูสิกํ แปล
ว่าผู้ไม่ประทุษร้าย.
บทว่า ทมกํ ได้แก่ ผู้ฝึกจิตของตนอื่น ๆ เพราะเป็นผู้อธิษฐาน
ความกรุณาไว้ คือผู้เที่ยวขออาหารที่ผู้อื่นพึงให้ ทำกายวาจาคนให้สงบระงับ
โดยอาการที่ชนเหล่าอื่นจักให้ของบางสิ่ง. บทว่า ชามาตา ได้แก่ สามีของ