ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 477 (เล่ม 54)

ทั้งก็ไม่ได้เบียดเบียน. บทว่า ทุพฺพจนํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวชั่วหยาบ.
บทว่า กึ สกฺกา กาตุยฺเย ความว่า ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้เล่าแม่เจ้า. บทว่า
ยํ มํ วิทฺเทสฺสเต ภตฺตา ความว่า เพราะเหตุที่สามีของข้าพเจ้าเกลียด
คือ ทำความชัง ความเคืองขุ่นใจ.
บทว่า วิมนา ได้แก่ เสียใจ. บทว่า ปุตฺตมนุรกฺขมานา ได้แก่
ทนุถนอมบุตรของตน ซึ่งเป็นสามีของข้าพเจ้าด้วยการรักษาน้ำใจ. บทว่า
ชิตามฺหเส รูปินึ ลกฺขึ ความว่า ข้าพเจ้ามีชัยคือชนะ สิริคือศรีอันงาม
ได้หรือหนอ อธิบายว่า ข้าพเจ้าต้องเสื่อมจากเทวดาคือสิริที่เที่ยวอยู่โดยเพศ
มนุษย์แล้วหนอ หมายความว่าต้องเป็นหญิงหม้ายสามีร้างไปแล้ว.
บทว่า อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ความว่า บิดาได้ให้
ข้าพเจ้าในเรือนกุลบุตรคนที่สอง เมื่อเทียบสามีคนที่หนึ่ง ก็มั่งคั่งน้อยกว่าครึ่ง
หนึ่ง แต่เมื่อให้ก็ให้โดยเรียกสินสอดครึ่งหนึ่ง จากสินสอดของสามีคนที่หนึ่งนั้น.
บทว่า เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐี ประกอบความว่า เศรษฐีได้ข้าพเจ้าเป็น
คนแรกด้วยสินสอดอันใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้โดยเรียกสินสอดอันนั้นครึ่งหนึ่ง
จากสินสอดสามีคนที่หนึ่งนั้น.
บทว่า โสปิ ได้แก่ แม้สามีตนที่สอง. บทว่า มํ ปฏิจฺฉรยิ
ได้แก่ ขับไล่ข้าพเจ้า คือเขาเสือกไสข้าพเจ้าออกไปจากเรือน. บทว่า อุปฏฺ-
ฐหนฺตึ ได้แก่ ผู้บำรุงคือทำการปรนนิบัติ ดุจทาสี. บทว่า อทูสิกํ แปล
ว่าผู้ไม่ประทุษร้าย.
บทว่า ทมกํ ได้แก่ ผู้ฝึกจิตของตนอื่น ๆ เพราะเป็นผู้อธิษฐาน
ความกรุณาไว้ คือผู้เที่ยวขออาหารที่ผู้อื่นพึงให้ ทำกายวาจาคนให้สงบระงับ
โดยอาการที่ชนเหล่าอื่นจักให้ของบางสิ่ง. บทว่า ชามาตา ได้แก่ สามีของ

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 478 (เล่ม 54)

ธิดา [ลูกเขย] บทว่า นิกฺขิป โปฏฺฐิญฺจ ฆฏิกญฺจ ความว่า เจ้าจงทิ้ง
ผ้าเก่าที่เจ้านุ่งห่ม และภาชนะขอทานเสีย.
บทว่า โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ ความว่า ชายขอทานแม้คนนั้น
อยู่ร่วมกับข้าพเจ้าได้เพียงครึ่งเดือน ก็หลีกไป.
บทว่า อถ นํ ภณตี ตาโต ความว่า บิดามารดาและหมู่ญาติ
ทุกคนของข้าพเจ้า รวมกันเป็นกลุ่มช่วยกันพูดกะชายขอทานนั้น พูดว่าอย่างไร
พูดว่า กึ เต น กีรติ อิธ แปลว่า ชื่อว่า กิจอะไรท่านทำไม่ได้ ทำ
ไม่สำเร็จในที่นี้ จงรีบบอกมา. บทว่า ตํ เต กริหิต ได้แก่ เขาจักทำกิจ
นั้นแทนท่าน.
บทว่า ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ ประกอบความว่า ถ้าตัวข้าพึ่งตัว
เองได้ เป็นไทแก่ตัว ข้าก็พอ คือแม่อิสิทาสีนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น
ข้าจะไม่นั่งร่วมไม่อยู่ร่วม ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลังเดียวกันกับแม่อิสิทาสีนั้น.
บทว่า วิสฺสชฺชิโต คโต โส ความว่า ชายขอทานนั้น บิดา
ยอมปล่อยแล้ว ก็ไปตามชอบใจ. บทว่า เอกากินี แปลว่า โดดเดี่ยว. บทว่า
อาปุจฺฉิตูน คจฺฉํ ความว่า ข้าพเจ้าจะสละบิดาของข้าพเจ้าไป. บทว่า มริตุเย
แปลว่า เพื่อตาย. วา ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถวิกัป.
บทว่า โคจราย แปลว่า เพื่อหาอาหาร ประกอบความว่า มาสู่
ตระกูลของบิดา เพื่อหาอาหาร.
บทว่า ตํ ได้แก่ ท่านพระชินทัตตาเถรีนั้น. บทว่า อุฏฺฐายาสนํ
ตสฺสา ปญฺญาปยึ ความว่า ลุกขึ้นไปปูอาสนะถวายพระเถรีนั้น.
บทว่า อิเธว ได้แก่ ยืนที่เรือนหลังนี้นี่แหละ. บิดาเมื่อเอ็นดู ก็เรียก
ธิดาโดยโวหารสามัญว่า ลูกเอ๋ย. บทว่า จราหิ ตฺวํ ธมฺมํ ความว่า ลูก

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 479 (เล่ม 54)

จงประพฤติธรรมมีพรหมจรรย์เป็นต้น ที่พึงบวชแล้วประพฤติ. บทว่า ทวิชาตี
ได้แก่ ชาติพราหมณ์
บทว่า นิชฺชเรสฺสามิ ได้แก่ ทำให้หมดไป ให้เสื่อมสิ้นไป.
บทว่า โพธึ ได้แก่ ตรัสรู้สัจจะ อธิบายว่ามรรคญาณ. บทว่า
อคฺคธมฺมํ ได้แก่ ธรรมส่วนผล คือพระอรหัต. บทว่า ยํ สจฺฉิกรี ทฺวิ-
ปทเสฎฺโฐ ประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์
สองเท้าทั้งหลาย ได้ทรงกระทำโลกุตรธรรมอันใด ที่เข้าใจกันว่า มรรคผล
นิพพานให้แจ้ง ลูกก็จงได้โลกุตรธรรมอันนั้น.
บทว่า สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ความว่า บวชได้สัปดาห์หนึ่ง. บทว่า
อผสฺสยิ แปลว่า ถูกต้อง คือกระทำให้แจ้ง.
บทว่า ยสฺสยํ วิปาโก ความว่า วิบากนี้เป็นผลที่หลั่งออก
คือความเป็นผู้ไม่สบใจสามี ของบาปกรรมอันใด. บทว่า ตํ ตว
อาจิกฺขิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวบาปกรรมนั้นแก่แม่เจ้า. บทว่า ตํ ได้แก่
กรรมนั้นนั่นแหละ ที่จะกล่าว หรือถ้อยคำของข้าพเจ้านั้น. บทว่า เอกมนา
ได้แก่ เป็นผู้มีใจมีอารมณ์เดียว อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า นครมฺหิ เอรกจฺเฉ ได้แก่ ในนครที่มีชื่ออย่างนี้. บทว่า
โส ปรทารํ อเสวิหํ แปลว่า ข้าพเจ้านั้น ได้ซ่องเสพภริยาของผู้อื่น.
บทว่า จิรํ ปกฺโก ได้แก่ ถูกไฟนรกเผา หลายแสนปี. บทว่า
ตโต จ อุฏฺฐหิตฺวา ได้แก่ ออกคือจุติจากนรกนั้นแล้ว. บทว่า มกฺกฏิยา
กุจฺฉิโมกฺกมึ ได้แก่ ถือปฏิสนธิในท้องนางวานร.
บทว่า ยูถโป แปลว่า จ่าฝูง. บทว่า นิลฺลจฺเฉสิ ได้แก่ ตอน
คือควักพืชคืออวัยวะสืบพันธุ์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งเพศผู้ออกเสีย. บทว่า

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 480 (เล่ม 54)

ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ได้แก่ นั่นเป็นผลของกรรมที่ทำไว้ในอดีตของข้าพเจ้า
นั้น. บทว่า ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ได้แก่ อย่างที่ข้าพเจ้าเป็นชู้ภริยา
ของผู้อื่น.
บทว่า ตโต ได้แก่ จากกำเนิดวานร. บทว่า สินฺธวารญฺเญ
ได้แก่ ในสถานที่ป่าใหญ่ แคว้นสินธพ. บทว่า เอฬกิยา แปลว่า แม่แพะ.
บทว่า ทารเก ปริวหิตฺวา ได้แก่ พาพวกเด็กขี่หลังไป. บทว่า
กิมินาวฏฺโฏ ได้แก่ เป็นโรคถูกหนอนชอนไชในที่อวัยวะสืบพันธุ์ ทรมาน
กดขี่. บทว่า อกลฺโล แปลว่า ป่วย เติมคำว่า อโหสิ แปลว่า ได้เป็นสัตว์ป่วย.
บทว่า โควาณิชกสฺส ได้แก่ คนขายโคเลี้ยงชีพ. บทว่า ลาขาตมฺโพ
ได้แก่ ประกอบด้วยขนสีแดงเหมือนย้อมด้วยน้ำครั่ง.
บทว่า โวฒูน ได้แก่ ลาก. บทว่า นงฺคลํ แปลว่าไถ อธิบาย
ว่า ลากไถและลากเกวียน. บทว่า อนฺโธวฏฺฏ ได้แเก่ เป็นโรคตาบอด ทรมาน
เบียดเบียน.
บทว่า วีถิยา ได้แก่ ถนนในนคร. บทว่า ทาสิยา ฆเร ชาโต
ได้แก่ เกิดในท้องทาสีในเรือนเบี้ย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่าหญิงวรรณะทาสก็มี.
บทว่า เนว มหิสา น ปุริโส ความว่า ข้าพเจ้าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย
ก็ไม่ใช่ คือไม่มีเพศ.
บทว่า ติสติวสฺสมฺหิ มโต ได้แก่ เป็นคนไม่มีเพศ ตายเสียเมื่อ
อายุได้ ๓๐ ปี. บทว่า สากฏิกกุลมฺหิ ได้แก่ ตระกูลช่างทำเกวียน. บทว่า
ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ได้แก่ เป็นที่บุรุษเจ้าหนี้ทั้งหลายมารวมกัน อัน
เจ้าหนี้เป็นอันมากพากันมาทวงหนี้.
บทว่า อุสฺสนฺนาย ได้แก่ สะสม. บทว่า วิปุลาย ได้แก่ มาก.
บทว่า วฑฺฒิยา ได้แก่ เมื่อหนี้พอกพูน. บทว่า โอกฑฺฒติ ได้แก่ ฉุด
คร่า. บทว่า กุลฆรสฺมา ได้แก่ จากเรือนตระกูลที่ข้าพเจ้าเกิด.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 481 (เล่ม 54)

บทว่า โอรุนฺธตสฺส ปุตฺโต ความว่า บุตรของนายกองเกวียน
นั้น ชื่อว่า คิริทาส เกิดจิตปฏิพัทธ์ในข้าพเจ้า ก็กักตัวไว้ คือทำให้ข้าพเจ้า
อยู่ในเรือนโดยเป็นผู้ควรหวงแหนสำหรับตน.
บทว่า อนุรตฺตา ภตฺตารํ ได้แก่ คล้อยตามสามี. บทว่า ตสฺสาหํ
วิทฺเทสนมกาสึ ได้แก่ วิเทสนกรรมคือทำภริยากับสามีให้เกลียดกันเป็นศัตรู
กัน คือข้าพเจ้าปฎิบัติโดยวิธีที่สามีขุ่นเคืองภริยานั้น.
บทว่า ยํ มํ อปกีริตูน คจฺฉนฺติ ได้แก่ ข้อที่สามีทั้งหลายใน
เรือนนั้น ๆ สละทอดทิ้งข้าพเจ้า ซึ่งปรนนิบัติโดยเคารพประดุจทาสี ไม่อาลัย
อาวรณ์เลิกร้างไป เป็นผลที่หลั่งไหลมาแห่งกรรมคือการเป็นชู้ภริยาผู้อื่น และ
กรรมคือการทำสามีภริยาให้เกลียดเป็นศัตรูกัน ที่ทำไว้ครั้งนั้น ของข้าพเจ้า
นั้น. บทว่า ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยา ความว่า ที่สุดแห่งกรรมที่ทำ
ให้ถึงความยินร้าย อย่างนั้นนั้นอันทารุณ บัดนี้ ข้าพเจ้าผู้บรรลุอรหัตมรรค
กระทำเสร็จแล้ว ทุกข์อะไรนอกจากนี้ไม่มีกันละ. ก็คำที่มิได้จำแนกไว้ใน
ระหว่าง ๆ ในเรื่องนี้ มีความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้ว.
จบอรรถกถาอิสิทาสีเถรีคาถา
จบอรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 482 (เล่ม 54)

เถรีคาถา มหานิบาต
สุเมธาเถรีคาถา
[๔๗๔] พระสุเมธาเถรี กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานคาถาว่า
ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระอัครมเหสีของพระเจ้า-
โกญจะ กรุงมันตาวดี ชื่อว่า สุเมธา อันพระอริยะ
ทั้งหลายผู้ทำตามคำสั่งสอนทำให้เลื่อมใสแล้ว พระนาง
สุเมธามีศีล กล่าวธรรมได้วิจิตร เป็นพหูสูต ถูกแนะนำ
ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าพระชนกชนนี
กราบทูลว่า ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรด
ตั้งพระทัยสดับคำของลูก.
ลูกยินดีอย่างยิ่งในพระนิพพาน ภพถึงแม้ว่าจะ
เป็นทิพย์ ก็ไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลาย
ซึ่งเป็นของว่างเปล่า อร่อยน้อย คับแค้นมาก.
กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษ ที่พวก
คนเขลาพากันจมดักดาน คนเขลาเหล่านั้นแออัดกันใน
นรก ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์เป็นเวลาช้านาน.
พวกคนเขลา ผู้ไม่สำรวมกายวาจาใจ ทำกรรม
ที่เป็นบาป พอกพูนแต่บาป ย่อมเศร้าโศกในอบาย
ทุกเมื่อ.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 483 (เล่ม 54)

คนเขลาเหล่านั้น ไม่มีปัญญา ไม่มีเจนนา ถูก
ทุกข์และสมุทัยปิดไว้ เมื่อไม่รู้อริยธรรมที่ท่านแสดง
ก็ไม่ตรัสรู้อริยสัจ.
ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา คนเขลาเหล่าใดเมื่อไม่
รู้สัจจะทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดง
แล้ว ยังชื่นชมภพ กระหยิ่มการเกิดในหมู่เทพทั้งหลาย
คนเขลาเหล่านั้นมีจำนวนมากกว่าเพคะ.
เมื่อภพไม่เที่ยง ความเกิดในหมู่เทพทั้งหลายก็
ไม่ยั่งยืน พวกคนเขลา ย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อคนที่
ต้องเกิดบ่อย ๆ.
อบาย ๔ สัตว์ทั้งหลายย่อมได้กันสะดวก ส่วน
คติ ๒ ได้กันลำบาก, ในนรกของเหล่าสัตว์ที่เข้าถึง
อบาย ไม่มีการบวชดอกเพคะ.
ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรดทรง
อนุญาตให้ลูกบวชในธรรมวินัยของพระทศพลเถิด
เพคะ ลูกจักขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและ
มรณะ.
จะมีประโยชน์อะไร ด้วยโทษคือกายที่ไร้สาระ
นั้น ซึ่งพวกคนเขลาชื่นชมนักหนา ขอทรงโปรด
อนุญาตเถิด ลูกจักบวชเพื่อดับภวตัณหา ความอยาก
ในภพ.

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 484 (เล่ม 54)

ความอุบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ลูกได้แล้ว
อขณะก็เว้นไปแล้ว ขณะลูกก็ได้แล้ว ลูกจะไม่ประ-
ทุษร้ายศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต.
พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า
ลูกยังเป็นคฤหัสถ์ จักไม่เสวยอาหาร จักยอมตายเพคะ
พระชนนีทรงเป็นทุกข์ ทรงกันแสง พระชนก
ของพระนางสุเมธานั้น พระอัสสุชลก็นองทั่วทั้งพระ-
พักตร์ ทั้งสองพระองค์ทรงพากเพียรเกลี้ยกล่อมพระ-
นางสุเมธา ซึ่งฟุบลงที่พื้นปราสาทว่า
ลูกเอ๋ย ลุกขึ้นสิ จะเศร้าโศกไปทำไม พ่อยกลูก
ให้ที่กรุงวารณวดีแล้วนะลูก พระเจ้าอนิกรัตตะทรง
งามสง่า พ่อยกลูกถวายพระองค์แล้ว.
ลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตตะ
ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำได้ยากนะลูกนะ.
อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุข ใน
ราชสมบัติ ทั้งลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามเถิด.
ลูกจงวิวาหะเสียนะลูกนะ.
พระนางสุเมขากราบทูลพระชนกชนนีนั้นว่า
อำนาจเป็นต้นเช่นนี้ อย่ามีมาเลย เพราะภพหาสาระ
มิได้ การบวชหรือความตายเท่านั้นจักมีแก่ลูก ลูกไม่
ยอมวิวาทะแน่แท้.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 485 (เล่ม 54)

กายอันเน่าเหมือนหนอน ไม่สะอาดกลิ่นเหม็น
คลุ้งไป น่าสะพรึงกลัว ดุจถุงหนึ่งบรรจุซากศพ เป็น
ด้วยของไม่สะอาด ไหลออกอยู่เป็นนิตย์ อันคนเขลา
ยึดถืออยู่.
ลูกรู้จักซากศพนั้นเป็นเหมือนอะไร เป็นเหมือน
ของปฏิกูล ฉาบด้วยเนื้อและเลือดเป็นที่อยู่ของลูก
หลานหนอน เป็นอาหารของแร้งกา ทำไม ทูล-
กระหม่อมจึงพระราชทานกเฬวรากซากศพ แก่พระ
ราชาพระองค์นั้นเล่าเพคะ.
ไม่ช้าร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ อันหมู่ญาติผู้
เกลียดทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ เขาก็พากันนำไปป่าช้า.
บิดามารดาของตนยังเกลียด ครั้นเอาซากศพ
นั้นไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์อื่นในป่าช้าแล้ว กลับมาก็
ต้องอาบน้ำดำเกล้า จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่ชนทั่ว ๆ
ไปเล่า.
หมู่ชนยึดถืออยู่ในซากศพที่ไม่มีแก่นสาร เป็น
ร่างของกระดูกและเอ็น เป็นกายอันเน่า เต็มไปด้วย
น้ำลาย น้ำตา และอุจจาระ.
ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายนั้นเอาข้างในมาไว้ข้าง-
นอก ก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้น ไม่ได้ แม้แต่
มารดาของตนก็ยังเกลียด.
บัณฑิตทั้งหลาย เลือกเฟ้นโดยอุบายอันแยบคาย
ว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เป็น

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 486 (เล่ม 54)

ทุกข์ ที่มีชาติเป็นมูล ทำไม ลูกจึงยังจะปรารถนา
วิวาหะเล่าเพคะ.
หอก ๓๐๐ เล่ม ใหม่เอี่ยม จะพึงตกต้องที่กาย
ทุกๆ วัน ทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐกว่า
หากว่าความสิ้นทุกข์จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ชนใด รู้คำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างนี้ พึง
ยอมรับการทิ่มแทง [ดังกล่าว] สังสารวัฏย่อมยืดยาว
สำหรับ ชนเหล่านั้นซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป.
ในเทวดา มนุษย์ ในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน หมู่
อสุรกาย เปรตดและสัตว์นรก การทำร้ายกันยังปรากฏ
อยู่หาประมาณมิได้.
สำหรับสัตว์อยู่ในอบาย ทำกำลังถูกเบียดเบียน
ยังมีการทำร้ายกันเป็นอันมากในนรก แม้ในเทวดา
ทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้ สุขนอกจากสุขคือพระนิพพาน
ไม่มีเลย.
ชนเหล่าใด ประกอบอยู่ในพระธรรมวินัยของ
พระทศพล ขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติ
มรณะ ชนเหล่านั้นก็ถึงพระนิพพาน.
ทูลกระหม่อมพ่อเพคะ วันนี้นี่แหละลูกจักออก
บวช ประโยชน์อะไรด้วยโภคะทั้งหลายที่ไม่มีแก่นสาร
กามทั้งหลายลูกเบื่อหน่ายแล้ว ลูกทำให้เสมอด้วยราก
สุนัข ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว.

486