นางออกไปจากเรือน เรื่องนั้นทั้งหมดรู้กันได้จากบาลีแห่งเดียว เพราะเหตุที่
ตนเป็นผู้ไม่เป็นที่สบใจของสามีนั้นๆ นางก็เกิดสลดใจ ให้บิดาอนุญาตแล้ว
ก็บวชในสำนักพระชินทัตตาเถรี เจริญวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผล และสุขในพระนิพพาน
วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงปาฏลีบุตร หลังจากนั้นแล้วก็กลับจากบิณฑบาต
นั่งบนพื้นทรายใกล้แม่คงคามหานที ถูกพระเถรีสหายของตน ชื่อว่าโพธิเถรี
ถามถึงบุพปฏิบัติประวัติก่อนบวช จึงวิสัชนาความนั้น ด้วยผูกเป็นคาถา
โดยนัยว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร เป็นอาทิ เพื่อแสดงการเชื่อมความของคำ
ถามและคำตอบนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงตั้งคาถาไว้ ๓ คาถาว่า
ในกรุงปาฏลีบุตร ที่มีนามว่า นครแห่งดอกไม้
เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส [บริสุทธิ์] มีพระภิกษุณี ๒ รูป
ผู้มีคุณสมบัติ เป็นตระกูลแห่งศากยราช.
ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่า อิสิทาสี รูปที่ ๒
ชื่อว่า โพธิ ล้วนสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน
เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสแล้ว ทั้ง ๒ รูปนั้นเที่ยวบิณฑ-
บาต ฉันและล้างบาตรแล้วก็นั่งอย่างสบายในที่
ปลอดผู้คน ต่างถามตอบกันในถ้อยคำเหล่านี้.
พระโพธิเถรีถามว่า แม่เจ้าอิสิทาสีเจ้าข้า แม่เจ้า
ยังผ่องใส วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็น
โทษอะไร จึงมาขวนขวายเนกขัมมะการบวชเจ้าคะ.
พระอิสิทาสีเถรีนั้น ลูกพระโพธิเถรีถามอย่างนี้
ในที่ปลอดผู้คน ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม