ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 467 (เล่ม 54)

นางออกไปจากเรือน เรื่องนั้นทั้งหมดรู้กันได้จากบาลีแห่งเดียว เพราะเหตุที่
ตนเป็นผู้ไม่เป็นที่สบใจของสามีนั้นๆ นางก็เกิดสลดใจ ให้บิดาอนุญาตแล้ว
ก็บวชในสำนักพระชินทัตตาเถรี เจริญวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผล และสุขในพระนิพพาน
วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงปาฏลีบุตร หลังจากนั้นแล้วก็กลับจากบิณฑบาต
นั่งบนพื้นทรายใกล้แม่คงคามหานที ถูกพระเถรีสหายของตน ชื่อว่าโพธิเถรี
ถามถึงบุพปฏิบัติประวัติก่อนบวช จึงวิสัชนาความนั้น ด้วยผูกเป็นคาถา
โดยนัยว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร เป็นอาทิ เพื่อแสดงการเชื่อมความของคำ
ถามและคำตอบนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงตั้งคาถาไว้ ๓ คาถาว่า
ในกรุงปาฏลีบุตร ที่มีนามว่า นครแห่งดอกไม้
เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส [บริสุทธิ์] มีพระภิกษุณี ๒ รูป
ผู้มีคุณสมบัติ เป็นตระกูลแห่งศากยราช.
ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่า อิสิทาสี รูปที่ ๒
ชื่อว่า โพธิ ล้วนสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน
เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสแล้ว ทั้ง ๒ รูปนั้นเที่ยวบิณฑ-
บาต ฉันและล้างบาตรแล้วก็นั่งอย่างสบายในที่
ปลอดผู้คน ต่างถามตอบกันในถ้อยคำเหล่านี้.
พระโพธิเถรีถามว่า แม่เจ้าอิสิทาสีเจ้าข้า แม่เจ้า
ยังผ่องใส วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็น
โทษอะไร จึงมาขวนขวายเนกขัมมะการบวชเจ้าคะ.
พระอิสิทาสีเถรีนั้น ลูกพระโพธิเถรีถามอย่างนี้
ในที่ปลอดผู้คน ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 468 (เล่ม 54)

จึงตอบว่า แม่เจ้าโพธิ โปรดฟังเรื่องตามที่ข้าพเจ้าบวช
นะจ๊ะ.
ในกรุงอุชเชนี ราชธานี [ของแคว้นอวันตี]
บิดาของข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีผู้มีศีล ข้าพเจ้าเป็นธิดาคน
เดียวของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปรานและเอ็นดู.
ครั้งนั้น พวกคนสนิทที่มีตระกูลสูงมาจากเมือง
สาเกตบอกว่า เศรษฐีมีทรัพย์มากขอข้าพเจ้า บิดาจึง
ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น.
ข้าพเจ้าต้องเข้าไปทำความนอบน้อม ด้วยเศียร-
เกล้า ไหว้เท้าเช้าเย็นต่อแม่ผัวและพ่อผัว ตามวิธีที่
ถูกสั่งสอนไว้.
ข้าพเจ้าเห็นพี่น้องคนใกล้เคียง แม้แต่คนสนิท
เพียงคนเดียวของสามี ข้าพเจ้าก็หวาดกลัว ต้องให้ที่
นั่งเขา.
ข้าพเจ้าต้องรับรองเขาด้วยข้าวน้ำของเคี้ยวที่จัด
ไว้แก่ผู้ที่เข้าไปนั้น นำเข้าไปและให้ของที่สมควร
แก่เขา.
ข้าพเจ้าบำรุงตามเวลา เข้าเรือนไปที่ประตูต้อง
ล้างมือเท้า ประนมมือเข้าไปหาสามี.
ข้าพเจ้าต้องถือหวี เครื่องลูบไล้ ยาหยอดตาและ
กระจก แต่งตัวให้สามีเองทีเดียว เหมือนหญิงรับใช้.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 469 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเอง ปรน-
นิบัติสามีเหมือนอย่างมารดาปรนนิบัติบุตรคนเดียว-
ฉะนั้น.
ข้าพเจ้าจงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิก
มานะถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามี
ก็ยังเกลียด.
สามีนั้นบอกบิดามารดาว่า ฉันลาไปละ ฉันไม่
ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลัง
เดียวกันด้วย.
บิดามารดาเขากล่าวว่า อย่าพูดอย่างนี้สิลูก
อิสิทาสีเป็นคนฉลาด สามารถ ขยันไม่เกียจคร้าน
ทำไมเจ้าไม่ชอบใจเล่าลูกเอ๋ย.
เขาตอบว่า อิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนฉันดอกจ้ะ
แต่ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันเกลียด ฉันพอแล้ว
ฉันขอลาไปละ.
แม่ผัวพ่อผัวฟังคำของบุตรนั้นแล้ว ได้ถาม
ข้าพเจ้าว่า เจ้าทำผิดอะไรต่อเขา จึงถูกเขาทอดทิ้ง จง
พูดไปตามจริงสิ.
ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้
เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ข้าพเจ้าหรือ
จะทำสิ่งที่สามีเกลียดข้าพเจ้าเล่าแม่เจ้า.
บิดามารดาของเขานั้นเสียใจเป็นทุกข์ หวังทะนุ-
ถนอมบุตร จึงนำข้าพเจ้ากลับไปเรือนบิดา ข้าพเจ้า

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 470 (เล่ม 54)

กลายเป็นแม่หม้ายสาวสามีร่างไป ภายหลังบิดาของ
ข้าพเจ้าได้ยกข้าพเจ้าให้แก่กุลบุตร ผู้มั่งคั่งน้อยกว่า
สามีคนแรกครั้งหนึ่ง ซึ่งเศรษฐีได้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้า
อยู่ในเรือนสามีคนที่สองนั้นได้เดือนเดียว ต่อมาเขาก็
ขับข้าพเจ้า ผู้ปรนนิบัติประดุจทาสี ผู้ไม่ประทุษร้าย
พรั่งพร้อมด้วยศีล.
บิดาของข้าพเจ้าจึงพูดกะบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งฝึกคน
อื่น ๆ และฝึกตนแล้ว กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่าเจ้าจง
ทิ้งผ้าเก่าและหม้อข้าวเสียมาเป็นลูกเขยข้าเถิด.
แม้บุรุษผู้นั้นอยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกะบิดาว่า
โปรดคืนผ้าผืนเก่าและภาชนะขอทานแก่ข้าเถิด ข้า
จะไปขอทานอีก.
ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของข้าพเจ้าทุก
คนพูดกะคนขอทานว่า ท่านทำกิจอะไรไม่ได้ในที่นี้
รีบบอกมา เขาจักทำกิจนั้นแทนท่านเอง.
เขาถูกบิดามารดาและญาติถามอย่างนี้แล้ว จึง
ตอบว่า ถึงตัวข้าจะเป็นไท ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่
ข้าจะอยู่กับอิสิทาสี ข้าไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้ง
ไม่ขออยู่เรือนหลังเดียวกับอิสทาสี.
บิดายอมปล่อยชายขอทานนั้นไป ส่วนข้าพเจ้า
อยู่โดดเดี่ยวก็คิดว่า จำจะลาบิดามารดาไปตายหรือ
บวชเสีย.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 471 (เล่ม 54)

ลำดับนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตา ผู้ทรงวินัยเป็น
พหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล เที่ยวบิณฑบาตก็มายังตระกูล
ของบิดา.
ข้าพเจ้าเห็นท่าน จึงลุกขึ้นไปจัดอาสนะของ
ข้าพเจ้าถวายท่าน เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้า
ก็กราบเท้าและถวายโภชนะ.
ข้าพเจ้าได้เลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำ และของเคี้ยวที่จัด
ไว้ในเรือนให้อิ่มหนำสำราญแล้ว จึงเรียนท่านว่า
พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าประสงค์จะบวชเจ้าข้า.
ลำดับนั้น บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกจง
ประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดู
สมณะพราหมณ์ ด้วยข้าวนำไปเถิด.
ขณะนั้น ข้าพเจ้าร้องไห้ประคองมือประนมพูด
กะบิดาว่า ความจริงลูกก็ทำบาปมามากแล้ว ลูกจัก
ชำระบาปนั้นให้เสร็จสิ้นไปเสียที.
บิดาจึงอวยพรข้าพเจ้าว่า ลูกจงบรรลุโพธิญาณ
ธรรมอันเลิศและได้พระนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์สองเท้าทรงกระทำให้แจ้งแล้ว
เถิด.
ข้าพเจ้ากราบบิดามารดาและหมู่ญาติทุกคน บวช
ได้ ๗ วัน ก็บรรลุวิชชา ๓.
ข้าพเจ้ารู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่
มีวิบากอย่างนี้แก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้า โปรดมีใจเป็นหนึ่ง
ฟังวิบากกรรมนั้นเถิด.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 472 (เล่ม 54)

ในนครชื่อเอรกัจฉะ ข้าพเจ้าเป็นช่างทอง มี
ทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่มทำชู้กับภริยาผู้อื่น.
ข้าพเจ้านั้นจุติจากโลกนั้นแล้วต้องหมกไหม้อยู่
ในนรกเป็นเวลานาน ครั้นออกจากนรกนั้นแล้ว ก็
เข้าท้องนางวานร.
ข้าพเจ้าตลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่จ่าฝูงก็กัด
อวัยวะสืบพันธุ์เครื่องหมายเพศผู้เสีย นี่เป็นผลกรรม
ของข้าพเจ้าที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น.
ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดวานรนั้น ตายแล้วก็ไปเข้า
ท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย ในป่าแคว้นสินธพ.
ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขี่หลังไปกระแทก
อวัยวะเพศ ป่วยเป็นโรคหนอนฟอน นี่เป็นผลกรรม
ที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น.
ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแพะแล้ว ก็เกิดในกำเนิด
แม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคขนแดงดั่งน้ำครั่ง อายุ
๑๒ เดือนก็ถูกตอน.
ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ลากไถและลากเกวียน ป่วยเป็น
โรคตาบอด นี้เป็นผลกรรมที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น.
ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแล้ว ก็ไปเกิดในเรือน
ทาสี ณ ท้องถนน ไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย นี่เป็นผล
กรรมที่ทำชู้กับภริยาผู้อื่น.

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 473 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้าอายุได้ ๓๐ ปีก็ตาย เกิดเป็นเด็กหญิงใน
ตระกูลช่างทำเกวียน ที่เข็ญใจ มีโภคะน้อย เป็นที่
รุมทวงหนี้ของเจ้าหนี้.
เมื่อหนี้พอกพูนทับถมกันมากขึ้น แต่นั้นนาย
กองเกวียน ก็ริบสมบัติฉุดเอาข้าพเจ้าซึ่งกำลังรำพัน
อยู่ออกจากเรือนของสกุล.
บุตรของนายกองเกวียน ชื่อคิริทาสเห็นข้าพเจ้า
เป็นสาววัยรุ่นอายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ ขอไปเป็น
ภริยา.
แต่นายคิริทาสนั้น มีภริยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็น
คนมีศีล มีคุณ มียศ จงรักสามี ข้าพเจ้าก็ทำให้สามี
เกลียดนาง ข้อที่สามีทั้งหลายเลิกร้างข้าพเจ้าซึ่งปรน-
นิบัติดุจทาสีไป ก็เป็นผลกรรมของกรรมนั้น ที่สุดแม้
ของกรรมนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นครมฺหิ กุสุมนาเม ได้แก่ ในนครที่
ขนานนามด้วยกุสุมศัพท์อย่างนี้ว่า กุสุมนคร นครแห่งดอกไม้ บัดนี้พระเถรี
แสดงนครนั้น โดยสรุปว่า ปาฏลิปุตฺตมฺหิ. บทว่า ปฐวิยา มณฺเฑ
ได้แก่ เป็นที่ผ่องแผ้วทั่วทั้งแผ่นดิน. บทว่า สกฺยกุลกุลีนาโย ได้แก่ เป็น
ธิดาของสกุลในศากยสกุล ท่านกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเป็นผู้บวชในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งศากยราชสกุล.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ บรรดาภิกษุณี ๒ รูปนั้น. บทว่า โพธิ ได้แก่
พระเถรีมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ฌานชฺฌายนรตาโย ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในการเพ่ง

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 474 (เล่ม 54)

ฌานที่เป็นโลกียะและโลกุตระ. บทว่า พหุสฺสุตาโย ได้แก่ เป็นพหูสูต โดย
พาหุสัจจะทางปริยัติ. บทว่า ธุตกิเลสาโย ได้แก่ ผู้เพิกถอนกิเลสได้โดยประการ
ทั้งปวง ด้วยพระอรหัตมรรค. บทว่า ภตฺตตฺถํ กริย ได้แก่ ทำภัตรกิจเสร็จ
[ฉันเสร็จ]. บทว่า รหิตมฺหิ ได้แก่ ในที่ปราศจากผู้คน ในที่อันสงัด. บทว่า
สุขนิสินฺนา ได้แก่ นั่งเป็นสุข ด้วยสุขในบรรพชา และด้วยสุขในวิเวก. บทว่า
อิมา คิรา ได้แก่ การสนทนาอย่างเป็นสุข ที่จะกล่าวกันในบัดนี้. บทว่า
อพฺภุทีเรสุํ ได้แก่ กล่าวกันเป็นการถามการตอบ.
คาถาว่า ปาสาทิกาสิ เป็นต้น พระโพธิเถรีกล่าวเป็นคำถาม.
คาถาว่า เอวนนุยุญฺชิยนานา เป็นต้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว.
คาถาว่า อุชฺเชนิยา เป็นต้น ทั้งหมด พระอิสิทาสีเถรีกล่าวผู้เดียว. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ปาสาทิกาสิ ได้แก่ เป็นผู้นำมาแต่ความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น
เพราะรูปงาม. บทว่า วโยปิ เต อปริหีโน ความว่า แม้วัยของพระแม่เจ้าก็ยัง
ไม่เสื่อมโทรม คือยังอยู่ในปฐมวัย. บทว่า กึ ทิสฺวาน พฺยาลิกํ ความว่า
เห็นทุกข์ภัย คือโทษอาทีนพในฆราวาสเช่นไร. ในบทว่า อถาสิ เนกฺขมฺม-
มนุยุตฺตา คำว่า อถ เป็นเพียงนิบาต, ได้เป็นผู้ขวนขวายในเนกขัมมะคือ
บรรพชา.
บทว่า อนุยุญฺชิยมานา ได้แก่ ถูกถาม ประกอบความว่า พระอิสิ-
ทาสีนั้น ถูกพระโพธิเถรีถาม. บทว่า รหิเต ได้แก่ ในสถานที่ว่างคน. บทว่า
สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ความว่า ท่านโพธิเถรี เจ้าแม่โปรดสดับ
โปรดฟังเรื่องเก่า ตามที่ข้าพเจ้าบวชมา.
บทว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร ได้แก่ ในนครอันอุดม [ราชธานี] ในแคว้น
อวันตี ชื่ออุชเชนี. บทว่า ปิยา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงรัก เพราะเป็น

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 475 (เล่ม 54)

ธิดาคนเดียว. บทว่า มนาปา ได้แก่ จำเริญใจ ด้วยคุณคือศีลาจารวัตร.
บทว่า ทยิตา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงเอ็นดู.
บทว่า อถ ได้แก่ ในภายหลัง คือในเวลาที่ข้าพเจ้าเจริญวัย บทว่า
เม สาเกตโต วรกา ความว่า คนสนิทของข้าพเจ้ามาแต่นครสาเกตเลือก
ข้าพเจ้า. บทว่า อุตฺตมกุลีนา ได้แก่ ผู้มีตระกูลเลิศในนครนั้น ผู้ที่ส่งคน
เหล่านั้นไป ก็คือเศรษฐีผู้มีรัตนะมาก. บทว่า ตสฺส มมํ สุณฺหมทาสิ
ตาโต ความว่า บิดาของข้าพเจ้าได้ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนครสาเกตุ
เป็นภริยาของบุตรชาย.
บทว่า สายํ ปุาตํ ได้แก่ เวลาเย็นและเวลาเช้า. บทว่า ปณาม-
มุปคมฺม สริสา กโรมิ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหาแม่ผัวและพ่อผัวทำความ
นอบน้อมด้วยเศียรเกล้า กราบเท้าท่าน. บทว่า ยถามฺหิ อนุสิฎฐา ความว่า
ข้าพเจ้าจะทำตามที่ท่านสั่งสอน ไม่ล่วงละเมิดคำสั่งสอนของท่าน
บทว่า ตเมกวรกมฺปิ ได้แก่ แม้คนสนิทคนเดียว. บทว่า อุพฺพิคฺคา
ได้แก่ สะดุ้งกลัว. บทว่า อาสนํ เทมิ ความว่า สิ่งใดสมควรแก่ผู้ใด
ข้าพเจ้าย่อมให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสถานที่เข้าไป. บทว่า สนฺนิหิตํ ได้แก่
ที่ที่จัดไว้มีอยู่. บทว่า ฉาเทมิ ความว่า รับรอง ครั้นรับรองแล้วก็นำเข้าไป
ครั้นนำเข้าไปแล้วก็ให้ แม้เมื่อจะให้ ก็ให้แต่สิ่งที่สมควรเท่านั้น.
บทว่า อุมฺมาเร ได้แก่ ประตู. บทว่า โธวนฺตี หตฺถปาเท
ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องล้างมือเท้า ครั้นล้างแล้วจึงเข้าไปเรือน.
บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ หวีสำหรับหวีหนวดและผม. บทว่า ปสาทนํ
ได้แก่ เครื่องทาหน้ามีผงหอมเป็นต้น. บาลีว่า ปสาธนํ ก็มี ได้แก่ เครื่อง
ประดับ. บทว่า อญฺชนึ ได้แก่ หลอดยาหยอดตา. บทว่า ปริกมฺมการิกา

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 476 (เล่ม 54)

วิย ความว่า ข้าพเจ้าแม้เป็นคนตระกูลเลิศ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ก็เป็นเหมือน
หญิงรับใช้ผู้บำเรอสามี.
บทว่า สาธยามิ ได้แก่ หุงต้ม. บทว่า ภาชนํ ได้แก่ ภาชนะทำด้วย
โลหะ ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องปรนนิบัติล้าง (ภาชนะต่าง ๆ).
บทว่า ภตฺติกตํ ได้แก่ ผู้ทำความภักดีสามี. บทว่า อนุรตฺตํ
ได้แก่ ผู้จงรัก. บทว่า การิกํ ได้แก่ ผู้ทำใจที่ควรทำนั้นๆ ดังนี้. บทว่า
นิหตมานํ ได้แก่ ผู้นำมานะออกไปแล้ว. บทว่า อุฏฺฐายิกํ ได้แก่ ผู้พร้อมด้วย
ความขยันหมั่นเพียร. บทว่า อนลสํ ได้แก่ เพราะพร้อมด้วยความขยันหมั่น-
เพียรนั้นนั่นแล จึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน. บทว่า สีลวตึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อม
ด้วยศีลาจารวัตร. บทว่า ทุสฺสเต แปลว่า ประทุษร้าย คือพูดเพราะโกรธ.
บทว่า ภณติ อาปุจฺฉหํ คมิสฺสานิ ความว่า สามีของข้าพเจ้านั้น
พูดกะบิดามารดาของตนว่า ฉันจะลาท่านพ่อท่านแม่ไปเสียในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.
ถ้าจะถามว่าเขาพูดว่ากระไร ก็ตอบได้ว่า เขาพูดว่า ฉันจะไม่ยอมอยู่ร่วมกับ
อิสิทาสี ทั้งจะไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
วจฺฉํ แปลว่าอยู่.
บทว่า เทสฺสา ได้แก่ ไม่เป็นที่รัก [เกลียด]. บทว่า อลํ เม
ความว่า ฉันไม่ต้องการอิสิทาสีนั้น. บทว่า อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ความ
ว่า ถ้าท่านพ่อท่านแม่ประสงค์จะให้ฉันอยู่ร่วมกับอิสิทาสีนั้น ฉันก็จะขอลาท่าน
พ่อท่านแม่ไปอยู่ต่างถิ่น.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ สามีของข้าพเจ้า. บทว่า กิสฺส ความว่า
เจ้าทำผิดพลาดอะไรต่อสามีของเจ้านั้น.
บทว่า นปิหํ อปรชฺฌํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรต่อสามี
นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า นปิ หึเสมิ ได้แก่

476