ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 447 (เล่ม 54)

สมควรถูกต้องแม้แต่สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ การถูกต้องชายยกไว้ก่อนก็ได้ หญิง
นักบวชนั้นไม่สมควรถูกต้องชายแม้ผู้มีของภายนอกด้วยของภายนอก โดย
อำนาจราคะเลยทีเดียว.
ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ครุเก มม สตฺถุสาสเน เป็นต้น
ข้อนั้นมีความว่า สิกขาเหล่าใดอันพระสุคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงทรง
บัญญัติเฉพาะภิกษุณีทั้งหลาย ไว้ในสัตถุศาสนาของเรา ที่หนักดังฉัตรหิน คือ
ที่ควรเคารพ เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นเราผู้กำลังเดินไป ซึ่งเป็นอย่างนี้คือเป็นผู้
มีบทอันบริสุทธิ์ คือมีส่วนกุศลอันบริสุทธิ์ ด้วยสิกขาเหล่านั้น ผู้ชื่อว่าไม่มี
กิเลสดังเนิน เพราะไม่มีกิเลสดังเนินมีราคะเป็นต้น โดยประการทั้งปวง.
บทว่า อาวิลจิตฺโต ความว่า เพราะเหตุไรท่านผู้มีจิตขุ่นมัวด้วยอำนาจ
วิตก มีกามวิตกเป็นต้นอันกระทำความขุ่นมัวแห่งจิต จึงยืนกั้นเรา ผู้ชื่อว่า
ไม่ขุ่นมัว เพราะไม่มีความขุ่นมัวนั้น. ท่านผู้มีกิเลสดุจละออง ด้วยอำนาจ
กิเลสดุจละอองคือราคะเป็นต้น ผู้มีกิเลสดังเนิน ยืนกั้นเราผู้ชื่อว่าปราศจาก
กิเลสดุจละออง ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน ผู้ชื่อว่ามีใจหลุดพ้นแล้ว เพราะหลุดพ้น
เด็ดขาดในที่ทั้งปวงคือในเบญจขันธ์.
เมื่อพระเถรีกล่าวอย่างนี้แล้ว ชายนักเลงหญิงเมื่อจะแจ้งความประสงค์
ของตน จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถาโดยนัยว่า ทหรา จ เป็นต้น บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ทหรา ได้แก่วัยรุ่น คืออยู่ในปฐมวัย. บทว่า อปาปิกา
จสิ ได้แก่ มีรูปไม่เลว อธิบายว่า มีรูปสวยอย่างยิ่งด้วย. บทว่า กึ เต
ปพฺพชฺชา กริสฺสติ ชายนักเลงหญิงกล่าวด้วยความประสงค์ว่า บรรพชา
จักทำอะไรแก่แม่นางผู้อยู่ในปฐมวัย มีรูปสวยอย่างนี้ หญิงแก่ หรือหญิง
รูปขี้เหร่ดอก ควรจะบวชเสีย. นิกฺขิปา ได้แก่จงละทิ้ง. บาลีว่า อุกฺขิปา
ก็มี ความว่า จงเปลื้อง.

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 448 (เล่ม 54)

บทว่า มธุรํ ได้แก่ งาม อธิบายว่า กลิ่นหอม. บทว่า ปวนฺติ
แปลว่า โชยกลิ่น. บทว่า สพฺพโส คือรอบ ๆ. บทว่า กุสุมรเชน
สมุฎฺฐิตา ทุมา ความว่า ต้นไม้เหล่านั้นเป็นเหมือนเกิดเอง ด้วยละออง
ดอกไม้ของตัวเอง กล่าวคือเรณูดอกไม้ที่เกิดขึ้นโดยลมพัดอ่อนๆ. บทว่า
ปฐมวสนฺโต สุโข อุตุ ความว่า ฤดูต้นเดือนวสันต์นี้ และมีสัมผัสสบาย
กำลังดำเนินไป.
บทว่า กุสุมิตสิขรา ได้แก่ มียอดดอกบานดีแล้ว. บทว่า
อภิคชฺชนฺติว มาลุเตริตา ได้แก่ถูกลมพานไหว คล้ายครวญ คือตั้งอยู่
ประหนึ่งส่งเสียงครวญ. ด้วยบทว่า ยทิ เอกา วนโมคหิสฺสสิ ชายนักเลง
หญิงกล่าวอย่างนี้ เพราะร่านรักในสุขที่เกี่ยวกับตนว่า ถ้าแม่นางจะเข้าป่าคน
เดียว แม่นางจะมีความยินดีอะไรในป่านั้นเล่า.
บทว่า วาฬมิคสงฺฆเสวิตํ ได้แก่ อันกลุ่มเนื้อร้ายมีราชสีห์และเสือ
เป็นต้นเข้าไปอาศัยอยู่ในที่นั้นๆ. บทว่า กุญฺชรมตฺตกเรณุโลฬิตํ ได้แก่
เป็นถิ่นเกลื่อนกล่นด้วยช้างพลายตกมันและช้างพัง ด้วยการทำจิตใจของเหล่า
เนื้อกวางให้เดือดร้อน และด้วยการหักกิ่งไม้และกอไม้เป็นต้น. ไม่มีเหตุเช่นนี้
ในป่านั้นทุกเมื่อก็จริง ขึ้นชื่อว่าป่าก็ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ชายนักเลง
หญิงประสงค์จะให้พระเถรีนั้นหวาดกลัว จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า รหิตํ ได้แก่
เว้นจากชนคือปราศจากผู้คน. บทว่า ภึสนกํ ได้แก่ น่าเกิดภัย.
บทว่า ตปฺปนียกตาว ธีติกา ความว่า แม่นางเที่ยวไปประดุจ
ตุ๊กตา ที่ช่างตกแต่งด้วยทองสีแดง คือประดุจรูปปฏิมาทอง ที่นายช่างยนต์ผู้
ฉลาดตกแต่งโดยการประกอบยนต์ บัดนี้นี่แหละ แม่นางก็ยังเที่ยวไปทางโน้น
ทางนี้. บทว่า จิตฺตลเตว อจฺฉรา ได้แก่ประดุจเทพอัปสร ในสวนชื่อว่า

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 449 (เล่ม 54)

จิตตลดา. บทว่า กาสิกสุขุเมหิ ได้แก่ เนื้อละเอียดอย่างยิ่ง ที่เกิดขึ้นใน
แคว้นกาสี. บทว่า วคฺคุภิ ได้แก่ ที่เกลี้ยงสนิท. บทว่า โสภสี สุวสเนหิ
นูปเม ได้แก่ แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบคือเว้นที่จะเปรียบได้เลย บัดนี้
แม่นางอยู่ในอำนาจเรา ก็จะงดงามด้วยผ้านุ่งห่ม เพราะฉะนั้น ชายนักเลง
หญิงจึงกล่าวกะพระเถรีดังกล่าว แล้วดังหนึ่งว่า เป็นไปจริงส่วนเดียว ตามความ
ประสงค์ของตน.
บทว่า อหํ ตว วสานุโค สิยํ ความว่า ข้าพเจ้ายอมอยู่ใต้
อำนาจแม่นาง จะยอมสนองทุกกิจการ. บทว่า ยทิ วิหเรมเส กานนนฺตเร
ความว่า ผิว่าเราทั้งสองจะอยู่ร่วมอภิรมย์กันในกลางป่า ชายนักเลงหญิงกล่าว
ถึงเหตุแห่งภาวะที่ตกอยู่ใต้อำนาจว่า เพราะว่าสัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นาง สำหรับ
ข้าพเจ้าไม่มีเลย อีกนัยหนึ่ง ชายนักเลงหญิงกล่าวหมายถึงชีวิตของตนว่า
ปาณะ อธิบายว่า เพราะว่า ชีวิตของข้าพเจ้าที่จะเป็นที่รักกว่าแม่นางไม่มีเลย.
บทว่า กินฺนริมนฺทโลจเน แปลว่า ดูราแม่นางผู้มีดวงตาโศกเหมือนกินนรเอย.
บทว่า ยทิ เม วจนํ กริสฺสสิ สุขิตา เอหิ อคารมาวส ความ
ว่า ถ้าแม่นางจะเชื่อข้า ก็จงละการนั่งคนเดียว การนอนคนเดียว ละทุกข์ใน
พรหมจรรย์เสีย มาสิ มาเสพสุขด้วยกามสมบัติ อยู่ครองเรือนกัน. อาจารย์บาง
พวกกล่าวว่า สุขิตา เหติ อคารมาวสนฺติ. เนื้อความของอาจารย์พวกนั้น
ว่า แม่นางจักประสบสุขคนทั้งหลายเขาก็อยู่ครองเรือนกัน. บทว่า ปาสาท-
นิวาตวาสินี ได้แก่ อยู่ในปราสาทที่ปราศจากลมพาน. บาลีว่า ปาสาทวิมาน -
วาสินี ก็มี ความว่า อยู่ในปราสาทเสมือนวิมาน. บทว่า ปริกมฺมํ ได้แก่
การขวนขวาย.
บทว่า ธารย ได้แก่ จงครอง คือจงนุ่งและจงห่ม. บทว่า อภิโร-
เปหิ ได้แก่หรือจงแต่ง อธิบายว่า จงประดับเรือนร่าง โดยตกแต่งประดับ

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 450 (เล่ม 54)

ประดา. บทว่า มาลวณฺณกํ ได้แก่ มาลัย และของหอมของลูบไล้. บทว่า
กญฺจนมณิมุตฺตกํ ได้แก่ ประกอบด้วยทอง และแก้วมณีและแก้วมุกดา
อธิบายว่า แต่งด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาที่ประกอบด้วยทอง. บทว่า พหุํ
ได้แก่ มีมากประการ ต่างโดยเครื่องประดับมือเป็นต้น. บทว่า วิวิธํ ได้แก่
ต่างๆ อย่างโดยรูปพรรณหลากชนิด.
บทว่า สุโธตรชปจฺฉทํ ได้แก่ มีผ้าปิดที่ลอกละอองออกแล้ว เพราะ
ฟอกดี. บทว่า สุภํ ได้แก่ สวยงาม. บทว่า โคนกตูลิกสนฺถตํ ได้แก่
ลาดด้วยผ้าโกเชาว์สีดำขนยาวและผ้าสำลีที่เต็มด้วยขนหงส์เป็นต้น. บทว่า นวํ
ได้แก่ ใหม่เอี่ยม. บทว่า มหารหํ ได้แก่ มีค่ามาก. บทว่า จนฺทนมณฺฑิต-
สารคนฺธิกํ ได้แก่ มีกลิ่นหอนอวล เพราะตกแต่งด้วยจันทน์มีแก่น มีจันทน์แดง
เป็นต้น อธิบายว่า แม่นางโปรดขึ้นสู่ที่นอนเห็นปานนั้น แล้วโปรดนอน
โปรดนั่งตามสบาย.
ในบทว่า อุปฺปลํ จุทกา สมุคฺคตํ ดังนี้ จ อักษรเป็นเพียงนิบาต
ความว่า ดอกอุบลที่ผุดโผล่ชูพ้นน้ำตั้งอยู่บานแล้ว. บทว่า ยถา ตํ
อมนุสฺสเสวิตํ ความว่า ก็ดอกอุบลนั้นพึงไร้มนุษย์เสพ คือใคร ๆ มิได้เชยชม
แล้ว เพราะเกิดในสระโบกขรณี ที่รากษสหวงแหนแล้ว. บทว่า เอวํ ตฺวํ
พฺรหฺมจารินี ได้แก่ แม่นางก็เป็นพรหมจารีเหมือนดอกอุบลบานดีนั้น ฉันนั้น.
เหมือนกัน. บทว่า สเกสงฺเคสุ ความว่า เมื่อส่วนแห่งเรือนร่างของตนอันใคร ๆ
มิได้เชยชมแล้ว แม่นางก็จักถึงความชรา คือจะแก่คร่ำคร่าไปเสียเปล่า ๆ.
เมื่อชายนักเลงหญิง ประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระ-
เถรีเมื่อจะตัดความประสงค์นั้นในเรื่องนั้น ด้วยการชี้ชัดถึงสภาพของร่างกาย
จึงกล่าวคาถาว่า กึ เต อิธ เป็นต้น คาถานั้นมีความว่า ท่านบุตรช่างทอง

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 451 (เล่ม 54)

ในร่างอันไม่สะอาดนี้ คือที่สำคัญกันว่ากายนี้ อันเต็มไปด้วยซากศพมีผมเป็นต้น
ต้องแตกสลายไปส่วนเดียวเป็นธรรมดา รังแต่จะรกป่าช้า ชื่อว่าอะไรเล่าที่
ท่านเข้าใจ ชื่นชมว่า เป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งอันใด ความไร้ใจ คือความ
ขาดความดำริแห่งใจในอารมณ์อย่างหนึ่ง หรือความไม่ไร้ใจ จึงปรากฏกลาย
เป็นความสุขใจขึ้น ท่านจงบอกสิ่งอันนั้นแก่เราสิ.
ชายนักเลงหญิงฟังคำอย่างนี้แล้ว ถึงแม้ว่ารูปของพระเถรีนั้น งดงาม
โดยความสันทัด แต่นับตั้งแต่แรกเห็น ก็มีจิตปฏิพัทธ์ที่จุดรวมแห่งความสนใจ
[ทิฏฐ] อันใดเมื่อจะอ้างจุดรวมแห่งความสนใจ [ทิฏฐิ] อันนั้น จึงกล่าวคาถา
ว่า อกฺขีนิ ตูริยาริว เป็นต้น พระเถรีนี้ เป็นผู้มีอินทรีย์อันสงบ เพราะ
เป็นผู้สำรวมด้วยดีแล้วโดยแท้ แต่เพราะเหตุที่เขาถูกลวงด้วยอากัปกิริยามีความ
สง่างามแห่งจริตเองเป็นต้น. ที่สันทัดพิเศษด้วยแง่งอน อันเป็นจุดรวมแห่ง
ความสนใจซึ่งเขาหาได้ ที่ดวงตาทั้งสองของพระเถรีนั้น ที่ประดับด้วยประสาท
ทั้ง ๕ อันผ่องใส ที่สำเร็จมาด้วยอานุภาพกรรม อันมีดวงตาที่มั่นคงผ่องใส
เสงี่ยมสงบเป็นจุดรวม จึงเกิดเป็นนักเลงหญิงขึ้นมา ฉะนั้น ความกำหนัด
ด้วยอำนาจทิฏฐิของเขาจึงถึงความไพบูลย์เป็นพิเศษ. เนื้อทรายเรียกว่า ตูริ ใน
บทว่า อกฺขีนิ จ ตูริยาริว ในคาถานั้น จ ศัพท์เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า
ดวงตาทั้งสองของแม่นางประหนึ่งดวงตาของลูกเนื้อทราย. บาลีว่า โกริยาริว
ก็มี ท่านอธิบายว่าประหนึ่งดวงตาของแม่ไก่ร้องกระต๊าก. บทว่า กินฺนริยาริว
ปพฺพตนฺตเร ความว่า ดวงตาของแม่นาง เหมือนดวงตาของกินนรี ที่ท่อง-
เที่ยว ณ ท้องภูเขา. บทว่า ตว เม นยนานิ ทกฺขิย ความว่า เพราะ
เห็นดวงตาของแม่นางมีคุณพิเศษที่กล่าวมาแล้ว ความอภิรมย์ในกามจึงกำเริบ
แก่ข้าพเจ้าอย่างยิ่งคือทับทวี.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 452 (เล่ม 54)

บทว่า อุปฺปลสิขโรปมานิ เต ได้แก่ ดวงตาของแม่นางเสมือน
ปลายดอกอุบลแดง. บทว่า วิมเล แปลว่า ไร้มลทิน. บทว่า หาฎกสนฺนิเภ
ได้แก่ หน้าของแม่นางเสมือนหน้าของรูปทอง ประกอบความว่า เพราะเห็น
ดวงตาทั้งสอง.
บทว่า อปิ ทูรคตา ได้แก่ แม้ไปยังที่อันไกล. บทว่า สรมฺหเส
ความว่า ข้าไม่คิดถึงสิ่งไรอื่น รำลึกถึงแต่ดวงตาทั้งสองของแม่นางเท่านั้น.
บทว่า อายตปมฺเห ได้แก่ ขนตายาว. บทว่า วิสุทฺธทสฺสเน ได้แก่
ดวงตาที่ไร้มลทิน. บทว่า น หิ มตฺถิ ตยา ปิยตฺตโร นยนา ความว่า
ไม่มีอะไรอื่นของข้าพเจ้าที่จะเป็นที่รักกว่าดวงตาของแน่นาง ความจริง คำว่า
ตยา เป็นตติยาวิภัติ ใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัติ.
พระเถรีเมื่อจะเปลี่ยนความปรารถนาของชายผู้นั้น ซึ่งพร่ำเพ้อถึงสิ่ง
นั้น ๆ เหมือนคนบ้า เพราะความงามของจักษุดังนี้ จึงกล่าวคาถา ๑๒ คาถา
โดยนัยว่า อปเถน เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเถน ปยาตุ-
มิจฺฉสิ ประกอบความว่า ท่านบุตรช่างทองเมื่อสตรีอื่นมีอยู่ ท่านผู้ใดต้อง
การคือปรารถนาเราผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้า คือเป็นโอรสธิดาของพระผู้มีพระ-
ภาคพุทธเจ้า ท่านผู้นั้น เมื่อทางตรงอันเกษมมีอยู่ ชื่อว่าปรารถนาจะไป
คือประสงค์จะเดินไปตามทางที่มิใช่ทาง คือตามทางผิด ที่มีภัยกั้นด้วยหนาม ชื่อ
ว่าแสวงหาดวงจันทร์เป็นของเล่น คือประสงค์จะทำดวงจันทร์ให้เป็นของเล่น
ชื่อว่าปรารถนาจะกระโดดเขาพระเมรุ คือประสงค์จะกระโดดขึ้นขุนเขาสิเนรุ
ซึ่งสูง ๔๘,๐๐๐ โยชน์ แล้วยืนอยู่ต่อมา เพราะฉะนั้น ท่านนั้นปรารถนาเรา
ผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้า.
บัดนี้ พระเถรีกล่าวว่า นตฺถิ เป็นต้น ก็เพื่อแสดงว่าอารมณ์นั้น
มิใช่วิสัยของตน และว่าความปรารถนานำมาแต่ความคับแค้น บรรดาบทเหล่า

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 453 (เล่ม 54)

นั้น บทว่า ราโค ยตฺถปิ ทานิ เม สิยา ความว่า บัดนี้ ราคะของ
เราพึงมีพึงเป็นในอารมณ์ใด อารมณ์นั้นไม่มีเลยในโลกทั้งเทวโลก. บทว่า
นปิ นํ ชานามิ กีริโส ความว่า เราไม่รู้จักราคะนั้นว่าเป็นเช่นไร คำว่า
อถ ในบทว่า อถ มคฺเคน หโต สมูลโก เป็นเพียงนิบาต ราคะ
พร้อมทั้งราก โดยราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการ ความใส่ใจโดยไม่แยบคาย
เรากำจัดคือถอนได้แล้วด้วยอริยมรรค.
บทว่า อิงฺคาลกุยา ได้แก่ จากหลุมถ่าน. บทว่า อุชฺฌิโต ได้
แก่ เหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ลมพัดฟุ้งขึ้นแล้ว อธิบายว่า เหมือนเชื้อไฟ.
บทว่า วิสปตฺโตริว ได้แก่ เหมือนภาชนะ ยาพิษ. บทว่า อคฺคิโต กโต
ความว่า ที่ปราศจากคือเอาออกจากไฟ คือถ่านไฟ อธิบายว่า นำออก คือ
ทำลายเสียไม่ให้เหลือแม้เพียงเศษของยาพิษ.
บทว่า ยสฺสา สิยา อปจฺจเวกฺขิตํ ความว่าขันธบัญจกนี้ พึงเป็น
ของอันหญิงใดไม่พิจารณา ไม่กำหนดรู้แล้วด้วยญาณ. บทว่า สตฺตา วา
อนฺสาสิโต สิยา ความว่า พระศาสดา พึงเป็นผู้อันหญิงใด ไม่เข้าเฝ้าแล้ว
เพราะไม่เห็นตัวธรรม. บทว่า ตฺวํ กาทิสิกํ ปโลภย ความว่า ท่านเอย
โปรดประเล้าประโลม เข้าไปหาหญิงเห็นปานนั้น ผู้ไม่เฟ้นสังขาร ผู้ไม่พิจารณา
โลกุตรธรรม ด้วยกามทั้งหลายเถิด. บทว่า ชานนฺตึ โส อิมํ วิหญฺญสิ
ความว่า ท่านนั้นอาศัยสุภาภิกษุณีรูปนี้ ผู้รู้ความเป็นไปและความกลับตาม
เป็นจริง คือแทงตลอดสัจจะ ย่อมเดือดร้อนเอง คือจะถึงความคับแค้น
ความทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต.
บัดนี้ พระเถรีเมื่อจะแสดงความที่ชายผู้นั้น จะถึงความคับแค้น ด้วย
การชี้แจงเหตุ จึงกล่าวว่า มยฺหํ หิ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 454 (เล่ม 54)

หิ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าเหตุ. บทว่า อกฺกุฏฺฐวนฺทิเต ได้แก่ ในการด่า
และการไหว้. บทว่า สุขทุกฺเข ได้แก่ ในสุขและทุกข์ หรือเพราะประสพ
อารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา. บทว่า สตี อุปฏฺฐิตา ได้แก่ สติ
ที่ประกอบด้วยการพิจารณา มั่นคงตลอดกาล. บทว่า สงฺขตมสุภนฺติ ชานิย
ได้แก่ รู้ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เป็นสังขาร ว่าไม่งาม เพราะเป็นที่ไหลออก
ของกิเลสและของไม่สะอาด. บทว่า สพฺพตฺเถว ความว่า ใจของเราไม่ติด
อยู่ใน ๓ ภพ ทุกภพ ด้วยกิเลสเครื่องฉาบคือตัณหาเป็นต้นเลย.
บทว่า มคฺคฏฺฐงฺคิกยานยายินี ได้แก่ ดำเนินไปคือเข้าไปสู่บุรีคือ
พระนิพพาน ด้วยยานอันเป็นอริยะ กล่าวคือมรรคประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า
อุทฺธฏสลฺลา ได้แก่ มีกิเลสดุจลูกศรคือราคะเป็นต้น อันถอนเสียแล้วจาก
สันดานของตน.
บทว่า สุจิตฺติตา ได้แก่ อันแต่งคือทำให้งามด้วยดี โดยอาการมี
มือเท้าและหน้าเป็นต้น. บทว่า โสมฺภา ได้แก่ รูปเขียน. บทว่า ทารุก-
ปิลฺลกานิ วา ได้แก่ รูปที่จัดแต่งด้วยท่อนไม้เป็นต้น. บทว่า ตนฺตีหิ
ได้แก่ เอ็นและด้าย. บทว่า ขีลเกหิ ได้แก่ ท่อนไม้ที่เขาตั้งไว้ เพื่อทำ
เป็นมือ เท้า หลังและหูเป็นต้น. บทว่า วินิพทฺธา ได้แก่ ผูกด้วยอาการต่าง
อย่าง. บทว่า วิวิธํ ปนจฺจกา ได้แก่ ทำท่ารำที่เขาจัดตั้งไว้ ด้วยการชัก
และปล่อยเป็นต้น ซึ่งด้ายยนต์เป็นอาทิ. ประกอบความว่า อันเขาเห็นเหมือน
ร่ายรำอยู่.
บทว่า ตมฺหุทฺธเฏ ตนฺติขีลเก ความว่า อาศัยสิ่งที่ประกอบให้วิเศษ
ด้วยการตั้งการแต่งอย่างดี จึงมีชื่อว่ารูป เมื่อด้ายและไม้ เขาถอดออกจากที่ปลด
ออกจากเครื่องผูก ทำกันแลกันให้บกพร่อง เพราะทำให้เป็นส่วน ๆ ก็เรี่ยร้าย
กระจัดกระจาย เพราะทิ้งอยู่ในที่นั้น ๆ. บทว่า น วินฺเทยฺย ขณฺฑโส

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 455 (เล่ม 54)

กเต ความว่า เมื่อส่วนของรูปใบลาน ถูกทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บุคคล
ก็ไม่พบ ไม่ได้ใบลาน เมื่อเป็นดังนั้น บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นทำไม
อธิบายว่า บุคคลจะพึงตั้งใจความสำคัญใจ ไว้ในส่วนของรูปใบลานนั้นทำไม
คือพึงตั้งความสำคัญใจ ในตอไม้หรือในเชือก หรือในก้อนดินเป็นต้น สัญญา
นั้นไม่พึงตกไปในอวัยวะที่เป็นวิสังขาร แม้บางคราว.
บทว่า ตถูปมา ได้แก่ ก็เสมือนรูปนั้น คือเสมือนรูปใบลานนั้น.
ถ้าจะถามว่าอะไรเล่าท่านพระเถรีจึงกล่าวว่า เทหกานิ เป็นต้น. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า เทหกานิ ได้แก่ อวัยวะส่วนแห่งร่างกายมีมือเท้าและหน้า
เป็นต้น. บทว่า มํ ความว่า ปรากฏเนื่องกับเรา. บทว่า เตหิ ธมฺเมหิ
ได้แก่ จากธรรมเหล่านั้น มีปฐวีธาตุเป็นต้น และจักษุเป็นต้น. บทว่า วินา
น วตฺตนฺติ ความว่า ด้วยว่าชื่อว่าร่างกายพ้นธรรมมีปฐวีธาตุเป็นต้น ที่ตั้ง
โดยประการนั้น ๆ มีอยู่ก็หาไม่. บทว่า ธมฺเมหิ วินา น วตฺตติ ความว่า
ร่างกายเว้นจากอวัยวะคือธรรม คืออวัยวะเสีย ก็ไม่เป็นไปก็ไม่ได้เพื่อเป็นดัง
นั้น บุคคลจะพึงตั้งใจไปในร่างกายนั้นทำไม อธิบายว่า บุคคลจะพึงตั้งใจ
ความสำคัญใจว่า ร่างกายหรืออวัยวะมีมือเท้าเป็นต้นในอะไรเล่า คือในปฐวีธาตุ
หรืออาโปธาตุเป็นต้น เพราะเหตุที่ในความเป็นธรรมคือปฐวีธาตุเป็นต้นและ
ประสาท มีสมัญญาว่าร่างกายบ้าง มือเท้าเป็นต้นบ้าง สัตว์บ้าง หญิงบ้าง
ชายบ้าง ฉะนั้น เราผู้รู้ตามเป็นจริง จึงไม่ยึดมั่นในร่างกายนั้น.
บทว่า ยถา หริตาเลน มกฺขิตํ อทฺทส จิตฺติกํ ภิตฺติยา กตํ
อธิบายว่า บุคคลพึงดู พึงเห็นรูปหญิงที่จิตรกรผู้ฉลาดป้ายระบายด้วยหรดาล
ที่ฝาผนัง คือวาดระบายด้วยหรดาลนั้นให้งดงาม เพราะความพรั่งพร้อมด้วย
กิริยามีการชู (มือ) การทอด [แขน] เป็นต้น ก็มีสัญญาความสำคัญว่า ฝาผนังนี้ที่

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 456 (เล่ม 54)

ตั้งอยู่โดยไม่พิง เป็นมนุษย์หรือหนอ สัญญานั้นก็ไร้ประโยชน์ เพราะประโยชน์
กล่าวคือความเป็นมนุษย์ไม่มีอยู่ในรูปหญิงนั้น. ส่วนชายผู้นั้นเห็นวิปริตในรูป
หญิงนั้นอย่างเดียวว่าเป็นมนุษย์คือไม่ถือตามความเป็นจริง ทั้งถือว่าเป็นหญิง
ชายในอาการสักว่าเป็นกองแห่งธรรม ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็พึงเห็นฉันนั้น.
บทว่า มายํ วิย อคฺคโต กตํ ได้แก่ เสมือนพยับแดด ที่ปรากฏ
ข้างหน้า โดยอาการลวง. บทว่า สุปินนฺเตว สุวณฺณปาทปํ ความว่า
ความฝันนั่นแลชื่อว่า สุปินันตะ ประหนึ่งต้นไม้ทองที่ปรากฏในความฝันนั้น.
บทว่า อุปคจฺฉสิ อนฺธ ริตฺตกํ ความว่า ดูก่อนท่านผู้เขลาเหมือนคนตา
บอดเอย ท่านยังจะเข้าไปยึดมั่นอัตภาพนี้ที่ว่างเปล่า เว้นสาระภายใน ดั่งมี
สาระว่านั่นของเรา. บทว่า ชนมชฺเฌริว รุปฺปรูปกํ ความว่า เช่นเดียวกับ
รูปมายากล ที่นักเล่นกลแสดงท่ามกลางมหาชน ปรากฏประหนึ่งว่ามีสาระ
อธิบายว่าไม่มีสาระ.
บทว่า วฏฺฏนิริว แปลว่า เหมือนก้อนครั่ง. บทว่า โกฏโรหิตา
ได้แก่ ตั้งอยู่ในโพรง คือโพรงไม้. บทว่า มชฺเฌ ปุพฺพุฬกา ได้แก่
เสมือนฟองน้ำที่ตั้งขึ้นกลางหนังตา. บทว่า สอสฺสุกา ได้แก่ ประกอบด้วย
น้ำตา. ปิฬโกฬิกา ได้แก่ ขี้ตา. บทว่า เอตฺถ ชายติ ได้แก่ โชย
กลิ่นเหม็นเกิดขึ้นที่ปลายสองข้างที่ดวงตานั้น. อีกนัยหนึ่งต่อมที่เกิด ณ หนังตา
เรียกกันว่า ปิฬโกฬิกา. บทว่า วิวิธา ได้แก่ มากอย่าง โดยวงกลมสีขาว
และเขียว และพื้นทั้ง ๗ มีสีแดงและเหลืองเป็นต้น. บทว่า จกฺขุวิธา ได้
แก่ ส่วนแห่งจักษุ หรือประการแห่งจักษุ เพราะจักษุนั้นเป็นกลาปมาก
กลาป. ปิณฺฑิตา ได้แก่ เกิดขึ้น.

456