ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 437 (เล่ม 54)

ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวิกาของพระสุคต ดำเนินไป
ด้วยยาน คือมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ถอนกิเลส
ดุจลูกศรเสียแล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่แต่ในเรือนว่าง.
รูปเขียน ที่ช่างบรรจงเขียนไว้สวยงาม หรือรูป
ไม้ รูปใบลาน ที่เขาผูกด้วยด้าย และติดไว้ด้วยตะปู
ทำท่ารำต่าง ๆ ข้าพเจ้าเห็นมาแล้วเมื่อรูปนั้นถูกรื้อออก
ปลดด้ายและตะปูออก ก็บกพร่อง [ไม่เป็นรูป] กระจัด
กระจายออกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่พึงได้สภาพที่ชื่อว่ารูป
บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นไปทำไม.
ร่างกายนี้ ก็เปรียบด้วยรูปนั้น เว้นจากธรรม
เหล่านั้นเสีย ก็เป็นไปไม่ได้ แม้ร่างกาย เว้นจาก
ธรรมทั้งหลายเสียก็เป็นไปไม่ได้ บุคคลจะพึงตั้งใจไว้
ในรูปนั้นไปทำไม.
บุคคลพึงดูรูปจิตรกรรม ที่จิตรกรระบายด้วย
หรดาล ทำไว้ที่ฝาผนัง ในจิตรกรรมนั้น ท่านก็ยัง
เห็นวิปริต สัญญาความสำคัญว่ามนุษย์ ไร้ประโยชน์
จริง ๆ.
ดูก่อนคนตาบอด ท่านยังจะเข้าไปใกล้ร่างที่ว่าง
เปล่า เหมือนพะยับแดดที่ปรากฏต่อหน้า โดยอาการ
ลวง เหมือนต้นไม้ทองในความฝัน เหมือนรูปของ
มายากล ที่นักเล่นกลแสดงกลางฝูงชนว่าเป็นของจริง.
ฟองที่อยู่กลางดวงตา มีน้ำตา มีมูลตา เกิดที่
ดวงตานั้น ส่วนของดวงตาต่าง ๆ ก็มารวมกัน เหมือน

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 438 (เล่ม 54)

ก้อนครั่ง ที่วางอยู่ในโพรงไม้ พระสุภาเถรี ผู้มี
ดวงตางาม มีใจไม่ข้องไม่ติดในดวงตานั้น ก็ควัก
ดวงตาออกจากเข้าตา ส่งมอบให้ชายนักเลงหญิงผู้นั้น
ทันที พร้อมกับกล่าวว่า เชิญนำดวงตานั้นไปเถิด
ข้าพเจ้าให้ท่าน.
ในทันใดนั้นเอง ความร่านรักในดวงตานั้น ของ
ชายนักเลงหญิงนั้น ก็หายไป เขาขอขมาพระเถรี
ด้วยคำว่า
ข้าแต่แม่นางผู้เป็นพรหมจารี ขอความสวัสดี
พึงมีแก่แม่นางเถิด ความประพฤติอนาจารเช่นนี้ จัก
ไม่มีต่อไปอีกละ.
พระสุภาเถรีกล่าวว่า
ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นข้าพเจ้า ก็เหมือนกอด
กองไฟที่ลุกโชน เหมือนจับงูพิษร้าย ความสวัสดีก็
คงมีแก่ท่านบ้างดอก ข้าพเจ้ารับขมาท่าน.
พระสุภาภิกษุณีนั้น พ้นจากชายนักเลยหญิงนั้น
แล้ว ไปสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พอเห็นพระ
บุณยลักษณ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จักษุก็กลับ
เป็นปกติเหมือนอย่างเดิม.
จบ สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 439 (เล่ม 54)

เถรีคาถา ติงสนิบาต
อรรถกถาสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา
ในติงสนิบาต คาถาว่า ชีวกมฺพวนํ รมฺมํ เป็นต้น เป็นคาถา
ของพระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ อบรมกุศลมลเพิ่ม
พูนสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีญาณแก่กล้า มาใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์
มีนามว่าสุภา.
เล่ากันมาว่า นางมีส่วนแห่งเรือนร่างประกอบด้วยผิวพรรณดั่งทอง
เพราะฉะนั้น นางจึงมีนามคล้อยตามไป ด้วยว่า สุภา แปลว่า งาม ขณะ
พระศาสดาเสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์ นางก็ได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกา ต่อมา เกิด
ความสังเวชในสังสารวัฏ เห็นโทษในกามทั้งหลาย และกำหนดเอาเนกขัมมะ
การบวชเป็นทางเกษม บวชในสำนักพระนางปชาบดีโคตมี บำเพ็ญวิปัสสนา
๒-๓ วันเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระอนาคามิผล.
ต่อมา วันหนึ่ง ชายนักเลงหญิงคนหนึ่ง เป็นชาวกรุงราชคฤห์
เป็นหนุ่มแรกรุ่น เห็นพระเถรีกำลังเดินไปเพื่อพักกลางวันที่ชีวกัมพวันวิหาร
เกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นมา ก็ยืนกั้นขวางทางไว้ กล่าวเชิญชวนด้วยกามารมณ์
พระเถรีเมื่อจะประกาศโทษของกามทั้งหลาย และอัธยาศัยในเนกขัมมะการบวช
ของตนด้วยประการต่าง ๆ จึงกล่าวธรรมแก่ชายผู้นั้น ชายผู้นั้นแม้ฟังธรรม-
กถาแล้วก็ไม่ยอมถอย ยังติดตามอยู่นั่นแหละ พระเถรีเห็นเขาไม่อยู่ในถ้อยคำ

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 440 (เล่ม 54)

ของตน และยังชื่นชอบที่ลูกตา ก็กล่าวว่า เอาเถิด ท่านคงชอบลูกตา แล้ว
ก็ควักลูกตาข้างหนึ่งของตนมอบให้เขา. ลำดับนั้น ชายผู้นั้น ก็สะดุ้งเกิดสลด
ใจ สิ้นร่านรักในพระเถรีนั้น ขอขมาพระเถรีแล้วก็หลีกไป. พระเถรีก็ไป
สำนักพระศาสดา พร้อมกับที่พบพระศาสดานั้นแหละ ตาของพระเถรีก็กลับ
เป็นปกติดังเดิม. ลำดับนั้น พระเถรียืนอยู่ ถูกปีติที่ดำเนินไปในพระพุทธคุณ
สัมผัสไม่ขาดสาย พระศาสดาทรงทราบอาจาระทางจิตของพระเถรี ทรง
แสดงธรรม ตรัสบอกกรรมฐานเพื่ออรหัตมรรค พระเถรีข่มปีติได้แล้ว
ทันใดนั้นเอง เจริญวิปัสสนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยผลสุขและนิพพานสุข พิจารณาทบทวนข้อ
ปฏิบัติของตน ก็กล่าวคาถาที่ตนกับชายนักเลงหญิงนั้นกล่าวแล้ว เป็นอุทาน
พระสุภาเถรีได้เปล่งคาถาเหล่านี้ว่า
ชายนักเลงหญิงกั้นขวางพระสุภาภิกษุ ซึ่งกำลัง
เดินไปชีวกัมพวันวิหารที่น่ารื่นรมย์ พระสุภาภิกษุณีได้
พูดกะชายผู้นั้นว่า
ท่านบุตรช่างทอง ข้าพเจ้าทำผิดอะไรต่อท่าน
ท่านจึงมายืนกั้นขวางข้าพเจ้าไว้ ชายไม่ควรถูกต้อง
หญิงนักบวช.
เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นข้าพเจ้า ผู้มีบทอันบริสุทธิ์
ด้วยสิกขาที่พระสุคตทรงแสดงไว้ในสัตถุศาสนาของ
ข้าพเจ้าที่ควรเคารพ ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน เหตุไร ท่าน
ผู้มีจิตขุ่นมัว จึงยืนกั้นข้าพเจ้าผู้ไม่มีจิตขุ่นมัว ท่านผู้มี
จิตมีราคะ จึงยืนกั้นข้าพเจ้าผู้ปราศจากราคะ ผู้ไม่มี
กิเลสดังเนิน ผู้มีใจหลุดพ้นแล้วในขันธ์ทั้งปวง.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 441 (เล่ม 54)

ชายนักเลงหญิงกล่าวว่า
แม่นางยังสาวสวยไม่ทรามเลย บรรพชาจักทำ
อะไรแก่แม่นางได้ โปรดทิ้งผ้ากาสายะเสีย มาสิ เรา
มาร่วมอภิรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด.
ต้นไม้ทั้งหลาย เกิดขึ้นด้วยเกสรดวกไม้ โชย
กลิ่นหอมไปทั่วป่า ฤดูต้นวสันต์น่าสบาย มาสิ เรา
มาร่วมอภิรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด.
ต้นไม้ทั้งหลาย ยอดออกดอกบานแล้ว ต้องลม
ไหว ระริก ดังจะมีเสียงครวญ แม่นางจักมีความ
ยินดีอะไรกัน ผิว่า แม่นางจักเข้าป่าเพียงผู้เดียว.
ป่าใหญ่ หมู่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ คลาคล่ำด้วย
ช้างพลายตกมันและช้างพัง ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัว
แม่นางไม่มีเพื่อน ยังปรารถนาจะเข้าไปหรือ.
แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบเอย แม่นางท่อง-
เที่ยวไปเหมือนตุ๊กตา ที่ช่างสร้างด้วยทอง แม่นาง
ตามใจข้า ก็จะงดงามด้วยผ้าสวย ที่เนื้อเกลี้ยงเกลา
ละเอียดของแคว้นกาสี ดังเทพนารีในสวนจิตรลดา
[สวรรค์ดาวดึงส์] เชียวละ
แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย ข้าจะยอมอยู่
ใต้อำนาจแม่นาง ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันในกลางป่า
เพราะสัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นางของข้าไม่มีเลย.
ถ้าแน่นางเชื่อข้า แม่นางก็จะมีความสุข มาสิ
มาครองเรือนกัน แม่นางจะอยู่บนปราสาทที่ปราศ

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 442 (เล่ม 54)

จากลมพาน หญิงทั้งทลายจะคอยปรนนิบัติแม่นาง
แม่นางจะนุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี สวม
มาลัยลูบไล้ประเทืองผิว ข้าจะทำอาภรณ์เครื่องประดับ
ต่าง ๆ มากชนิด ที่เป็นทองแก้วมณีและมุกดาแก่แม่
นาง.
เชิญขึ้นที่นอนไหมมีค่ามาก สวยงาม ปูด้วยผ้า
โกเชาว์ขนยาว อ่อนนุ่มดังสำลี คลุมด้วยผ้าที่ซักธุลี
สะอาดแล้ว ตกแต่งด้วยจันทน์แก่นหอม.
ดอกอุบล โผล่พ้นน้ำ มิมีมนุษย์เชยชมแล้ว
ฉันใด แม่นางก็เป็นพรหมขารีฉันนั้น เมื่อส่วนแห่ง
เรือนร่างของแม่นาง ยังไม่มีใครเชยชม ก็จะชราร่วง
โรยไปเสียเปล่า ๆ.
พระสุภาเถรีถามว่า
ในร่างที่มีอันจะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา ซึ่ง
เต็มด้วยซากศพ รังแต่จะรกป่าช้านี้ อะไรที่ท่านเข้า
ใจว่าเป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งใด จึงเกิดติดใจขึ้นมา
ขอท่านโปรดบอกสิ่งนั้นมาสิ.
ชายนักเลงหญิงตอบว่า
เพราะเห็นดวงตาของแม่นาง ประดุจดวงตาลูก
เนื้อทราย ประดุจดวงตากินนรีในระหว่างเขา ฤดี
ร่านรักของข้าก็ยิ่งกำเริบ.
เพราะเห็นดวงตา อุปมาดังยอดดอกอุบล และ
ดวงหน้าพิมลดังรูปทองของแม่นาง ความใคร่ความ
ปรารถนาของข้าก็ยิ่งกำเริบ.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 443 (เล่ม 54)

แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย แม้ข้าจะไป
ไกลแสนไกล ก็จะยังคงรำลึกถึงดวงตาอันบริสุทธิ์
ที่มีขนตายาวงอน เพราะว่าอะไร ๆ ที่น่ารักกว่าดวงตา
ของแม่นาง สำหรับข้าไม่มีเลย.
พระสุภาเถรีกล่าวว่า
ท่านมาต้องการข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรของพระพุทธ-
เจ้า ก็ชื่อว่า ท่านปรารถนาจะเดินไปตามทางที่มิใช่ทาง
ชื่อว่าแสวงหาดวงจันทร์เอามาเป็นของเล่น ชื่อว่า
ต้องการจะกระโดดขึ้นเขาสิเนรุ.
เพราะว่า ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก บัดนี้ ข้าพเจ้า
ไม่มีอารมณ์ เป็นที่มีราคะความกำหนัดเลย ข้าพเจ้า
ไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร เพราะราคะนั้น
ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค.
ราคะนั้น ข้าพเจ้ายกออกแล้ว เหมือนเอาเชื้อไฟ
ออกจากหลุมถ่านไฟ เหมือนเอาภาชนะใส่ยาพิษออก
จากไฟ ข้าพเจ้าไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร
เพราะราคะนั้นข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก
ด้วยอริยมรรค.
หญิงผู้ใด ไม่พิจารณาปัญจขันธ์ หรือไม่เข้าเฝ้า
พระศาสดา ขอท่านโปรดประเล้าประโลมหญิงเช่น
นั้นเถิด ท่านนั้นจะต้องเดือดร้อน เพราะสุภาภิกษุณี
ซึ่งรู้ตามความจริงผู้นี้.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 444 (เล่ม 54)

เพราะว่า สติของข้าพเจ้ามั่นคงไม่ว่าในการด่า
และการไหว้ และในสุขและทุกข์ เพราะรู้ว่าสังขต-
สังขารที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นอสุภะไม่งาม ใจข้าพเจ้า
จึงไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลยทีเดียว
ข้าพเจ้านั้นเป็นสาวิกาของพระสุคต ดำเนินไป
ด้วยยาน คือมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ถอนกิเลส
ดุจลุกศรเสียแล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่แต่ในเรือนว่าง.
รูปเขียน ที่ช่างบรรจงเขียนไว้สวยงาม หรือ
รูปไม้ รูปใบลาน ที่เขาผูกด้วยด้าย และติดไว้ด้วย
ตะปู ทำท่ารำต่าง ๆ ข้าพเจ้าเห็นมาแล้ว เมื่อรูปนั้น
ถูกรื้อออก ปลดด้ายและตะปูออก ก็บกพร่อง [ไม่เป็น
รูป] กระจัดกระจายออกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่พึงได้สภาพ
ที่ชื่อว่ารูป บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นไปทำไม.
ร่างกายนี้ก็เปรียบด้วยรูปนั้น เว้นจากธรรม
เหล่านั้นเสียก็เป็นไปไม่ได้ แม้ร่างกายเว้นจากธรรม
ทั้งหลาย ก็เป็นไปมิได้ บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูป
นั้นไปทำไม.
บุคคลพึงดูรูปจิตรกรรม ที่จิตรกรระบายด้วย
หรดาล ทำไว้ที่ฝาผนัง ในจิตรกรรมนั้น ท่านก็ยังเห็น
วิปริต สัญญาความสำคัญว่ามนุษย์ ไร้ประโยชน์
จริง ๆ.
ดูก่อนคนตาบอด ท่านยังจะเข้าไปใกล้ร่างที่ว่าง
เปล่า เหมือนพยับแดดที่ปรากฏต่อหน้า โดยอาการ

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 445 (เล่ม 54)

ลวง เหมือนต้นไม้ทองในความฝัน เหมือนรูปของ
มายากล นักเล่นกลแสดงกลางฝูงชนว่าเป็นของจริง.
ฟองที่อยู่กลางดวงตา มีน้ำตา มีมูลตา เกิดที่
ดวงตานั้น ส่วนของตาต่าง ๆ ก็มารวมกัน เหมือน
ก้อนครั่ง ที่วางอยู่ในโพรงไม้ พระสุภาเถรี ผู้มีดวงตา
งาม มีใจไม่ข้องไม่ติดอยู่ในดวงตานั้น ก็ควักดวงตา
ออกจากเบ้าตา ส่งมอบให้ชายนักเลงหญิงผู้นั้นทันที
พร้อมกับกล่าวว่า เชิญนำดวงตานั้น ไปเถิด ข้าพเจ้า
ให้ท่าน.
ทันใดนั้นเอง ความร่านรักในดวงตานั้นของ
ชายนักเลงหญิงนั้นก็หายไป เขาขอขมาพระเถรีด้วย
คำว่า
ข้าแต่แม่นางผู้เป็นพรหมจารี ขอความสวัสดี
พึงมีแก่แม่นางเถิด ความประพฤติอนาจารเช่นนี้ จัก
ไม่มีต่อไปอีกละ.
พระสุภาเถรีกล่าวว่า
ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นข้าพเจ้า ก็เหมือน
กอดกองไฟที่ลุกโชน เหมือนจับงูพิษร้าย ความสวัสดี
ก็คงมีแก่ท่านบ้างดอก ข้าพเจ้ารับขมาท่าน.
พระสุภาภิกษุณีนั้น พ้นจากชายนักเลงหญิงนั้น
แล้ว ก็ไปสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พอเห็นพระ
บุณยลักษณ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จักษุก็กลับ
เป็นปกติเหมือนอย่างเดิม.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 446 (เล่ม 54)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวกมฺพวนํ ได้แก่ สวนมะม่วงของ
หมอชีวกโกมารภัจ. บทว่า รมฺมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์. เขาว่า สวนมะม่วงนั้น
น่าปลื้มใจ น่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง เพราะพรั่งพร้อมด้วยภูมิภาค และพรั่งพร้อม
ด้วยร่มเงาและน้ำ โดยอาการที่ปลูกต้นไม้ไว้. บทว่า คจฺฉนฺตึ ได้แก่ ผู้
เดินเข้าไปมุ่งสวนมะม่วงเพื่อพักกลางวัน. บทว่า สุภํ ได้แก่ พระเถรีผู้มีชื่อ
อย่างนี้. บทว่า ธุตฺตโก ได้แก่ ชายนักเลงหญิง. เขาว่า ลูกชายของช่างทอง
ผู้มีสมบัติมากผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เป็นคนหนุ่มสะสวย เป็นชายนักเลง
หญิง ผู้มัวเมาเที่ยวไป เขาพบพระเถรีนั้นเดินสวนทางมาก็เกิดจิตปฏิพัทธ์
จึงยืนขวางทาง ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ชายนักเลงหญิงยืนกั้นไว้ อธิบาย
ว่า ห้ามเราไป. บทว่า ตเมนํ อพฺรวี สุภา ความว่า พระสุภาภิกษุณี
กล่าวกะชายนักเลงหญิงที่ยืนกั้นคนนั้นนั่นแหละ ก็ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวถึง
ตัวเองเท่านั้น ทำประหนึ่งว่าเป็นคนอื่นว่า สุภาภิกษุณีผู้กำลังเดินไป สุภา-
ภิกษุณี ได้กล่าวดังนี้ คาถานี้ท่านพระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ โดยแสดงการ
เชื่อมคาถาที่พระเถรีกล่าวแล้ว.
พระสุภาเถรีกล่าวว่า พระสุภาภิกษุณีได้กล่าวดังนี้แล้ว กล่าวคำว่า
เราทำผิดอะไรต่อท่าน เป็นต้น ก็เพื่อแสดงอาการที่พระเถรีนั้นกล่าวแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ เต อปราธิตํ มยา ความว่า ท่าน เราทำ
ผิดอะไรต่อท่าน. บทว่า ยํ มํ โอวริยาน ติฏฺฐสิ อธิบายว่า ด้วยความ
ผิดอันใด ท่านจึงยืนกั้นเราผู้กำลังเดินไป คือห้ามการเดินไป ความผิดอันนั้น
ไม่มีดอกนะจ๊ะ พระเถรีเมื่อแสดงว่า ถ้าท่านปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยสำคัญว่า เรา
เป็นหญิง การปฏิบัติแม้อย่างนี้ก็ไม่สมควร จึงกล่าวว่า น หิ ปพฺพชิตาย
อาวุโส ปุริโส สมฺผุสนาย กปฺปติ ความว่า ดูก่อนท่านบุตรช่างทอง แม้
โดยจารีตโลก ชายก็ไม่ควรถูกต้องนักบวชทั้งหลาย ส่วนหญิงนักบวช ไม่

446